วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จนป่านนี้คุณยังอยู่ดี..และยังไม่ขอโทษ ประชาชน


                                            ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ท

          35 ปีแล้วหลังเหตุการณ์ตุลามหาวิปโยค  "น้องโบว์  อังคณา" รวมทั้งผู้บาดเจ็บอีกหลายคน  ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ  วันเวลาผ่านมานานจนไม่น่าเชื่อว่า  ยังจะมีเหตุการณ์ทำร้าย "ประชาชน" อย่างเหี้ยมโหดอยู่อีก

          หลายคนชอบพูดว่าเดือนตุลามีอาถรรพ์  ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับอาถรรพ์อะไรเลย  นอกจากเชื้อเผด็จการมันสืบทอดต่อกันมา  เชื้อร้ายนี้อาศัยร่างกายนักการเมืองบางก๊วนเป็นพาหะ  ร้อยทั้งร้อยเป็นนักการเมืองซีกรัฐบาลและพรรคร่วมฯ  คนที่บอกว่า เหตุการณ์หน้าสภาเป็นไปอย่างละมุนละม่อม" , "ท่านนายกฯไม่ต้องยุบสภา  เดินหน้าตั้ง สสร.3 ต่อไป" สิ่งมีชีวิตพวกนี้แหละที่ติดเชื้อตัวนี้

          เหตุการณ์ทางหน้าจอระหว่าง 7 ตุลากับ 14 ตุลานั้นแตกต่างกัน  สมัยก่อนใครไม่อยู่ที่ถนนราชดำเนิน..อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย  ก็จะไม่เห็นฉากความโหดร้าย  เมื่อลูกกระสุนพุ่งมารอบทิศ  แม้กระทั่งยิงมาจากบนฟ้า  แต่เมื่อวันที่ 7 ตุลา  กล้องทีวีได้ถ่ายทอดภาพหฤโหดให้เห็นกันจะจะ  หลายคนน้ำตาไหลหน้าจอ  ไม่อยากเชื่อว่า "รัฐ" จะใจทมิฬถึงเพียงนี้

          พวกคุณไม่แจ้งเตือน  ไม่ให้โอกาสผู้หญิงและคนมีอายุได้รู้ล่วงหน้าว่า  คุณกำลังจะยิงแก๊สน้ำตาที่มีอานุภาพเป็นระเบิดสังหาร  ข้อนี้คุณอย่าได้โต้แย้งเลยว่า คุณแจ้งเตือนแล้ว  เพราะนักข่าวหลายช่องที่เขากำลังหาสถานที่รายงานสดอยู่นั้น  ยังสะดุ้งโหยง  เมื่อระเบิดแก๊สน้ำตาชุดแรก (ไม่รู้กี่สิบลูก) หล่นมาตูม! ข้างตัว  วิ่งหนีเข้ารถถ่ายทอดสด  ก็ยังหล่นมาระเบิดข้างรถ  อันนี้บ่งบอกว่าพวกคุณยิงมั่วและยิงเยอะจนพุ่งไปเกลื่อนกลาด

          นักข่าว จส.100 เข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม  กำลังรายงานสด  คุณก็ยิงเข้ากลางหลัง  ตอนนี้ก็ยังอยู่ในห้องไอซียู  นักข่าวคนอื่นๆ วิ่งหลบมาอยู่หลังพวกคุณที่มีหน้าที่ยิง  ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยที่สุด (ถ้าวิ่งกันมาถึงนะ) แล้วเขาก็ได้ยิน "ยิงแม่งเลย  ยิงให้โดนหน้าแม่งเลย!"

          ภาพทางโทรทัศน์มันร้ายกาจและส่งผลเสียให้คนดู  รวมถึงเด็กๆที่ปิดเทอม  ตัวผมเองรู้สึกหมดกำลังใจ  หมดอารมณ์จะทำทุกๆสิ่ง  หมดเรี่ยวแรง  ถามตัวเองในสิ่งที่มักพูดเสมอว่า "เราโชคดีแล้วที่เกิดมาอยู่ในประเทศนี้"  ผมยังคิดแบบนี้อยู่หรือเปล่าถ้าประเทศนี้มีตำรวจ..มีนายกฯ..มีรัฐบาลและมีพรรคร่วมฯ อย่างวันที่ 7 ตุลาคม

          เช้าวันที่ 8 เห็นภาพข่าวหนังสือพิมพ์แล้วยิ่งตอกย้ำ  ได้ยินการแถลงข่าวของตำรวจแล้ว  ผมช็อกไปเลย  "ผู้บาดเจ็บสาหัสนั้น  เกิดจากการชุลมุนวิ่งหนีกัน  ชนหกล้มและเหยียบกันเองมากกว่า.."

          "สำหรับการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ  น่าจะเกิดจากการหนีบระเบิด หรือมีระเบิดอยู่ในกระเป๋าสะพายที่หนีบมา! "

          พอแต่ละประเด็นที่คุณแถลงมา  ถูกตอบโต้ทันควันชนิดเสียผู้เสียคน  คุณก็เอาแก๊สน้ำตามาสาธิตยิงหุ่น  บอกว่าเห็นไหม  มันไม่ทำให้แขนขาขาดได้  แต่ก็คว่ำไปไม่เป็นท่า  เมื่อมีอดีตผู้บัญชาการสำนักงานนิติวิทยาศาสตร์แย้งว่า  พวกคุณเอาแก๊สน้ำตาชั้นดีจากสหรัฐมาโชว์  แต่วันที่ 7 ตุลา..มันเป็นแก๊สน้ำตาคุณภาพต่ำ  ซึ่งยิงกิ่งไม้ยิงท่อนไม้ยังกระจุย

          วันต่อมาพวกคุณไม่พูดแล้ว  คุณหลับหูหลับตาปล่อยให้อดีตตำรวจแก่ๆคนหนึ่ง  ขึ้นมาใช้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  แถลงยั่วยุปลุกระดมให้บานปลาย  คุณคิดว่าประชาชนจะลืมเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

          คนที่ทำร้ายร่างกายอาจารย์ป๋วยได้ลงคอ  ไม่น่าจะใช่คนดี

          ตำรวจที่ทำร้ายร่างกาย "ประชาชน" เล็งปืนเข้าใส่ "ประชาชน" ก็ไม่น่าจะใช่ตำรวจดี

          ความจริงวันนั้น  ทันทีสมเด็จพระนางเจ้า  พระบรมราชินีนาถ  ทรงทราบข่าวว่ามีผู้บาดเจ็บถึงขาขาดตั้งแต่เช้าตรู่  พระองค์ได้พระราชทานเงินก้อนแรก 1 แสนบาท  ให้รักษา "ประชาชน" คุณๆทั้งหลายก็น่าจะคิดได้แล้ว  ไม่ใช่ปล่อยให้ยิงอีกๆๆ ในตอนสาย  ตอนบ่าย  ตอนค่ำจนถึงตอนดึก  พระองค์ต้องเสียทรัพย์เพื่อเยียวยา "ประชาชน" อีกหลายแสนบาทจนเกินล้าน!

          คุณปรีชา  สอาดสอน  บก.ข่าวอาชญากรรมคมชัดลึก  บอกเราว่า  ในจำนวนผู้บาดเจ็บ 400 กว่าคนนั้นมีฝรั่งอยู่คนหนึ่ง  เป็นฝรั่งคนเดียวที่บาดเจ็บ  เธออายุยังไม่ถึง 30 ก็คงพอๆกับน้องโบว์

          เธอเป็นชาวเอเมริกัน  เข้ามาท่องเที่ยวกับหนุ่มคนรัก  พอรู้ว่าที่หน้ารัฐสภามีการประท้วงทางการเมือง  เธอเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา  เป็นการแสดงออกของ "ประชาชน" ในอารยประเทศทั่วไป  แหม่มคนนี้เข้าไปดูห่างๆ  ในนาทีที่แก๊สน้ำตาระเบิดขึ้นชุดแรก!

          เธอเล่าให้คุณปรีชาฟัง  "มันเหมือนอยู่ในสมรภูมิการสู้รบ  ทำไมแก๊สน้ำตาเมืองไทยถึงเสียงดังราวระเบิด  น่ากลัว!  ดังหลายนัด"  แฟนหนุ่มเริ่มบันทึกภาพ  เห็นคนแตกฮือวิ่งเข้ามาที่เธอยืน  ผู้คนหนีออกจากจุดที่เจ้าหน้าที่ต้องการให้นักการเมืองผ่านแล้ว  แต่ตำรวจก็ยังยิงระเบิดไล่หลังมา..จนโดนเธอเข้า  รองเท้ากระเด็น  ขาขวาถูกสะเก็ดทิ่มตำทั้งแถบ  ตอนนี้ก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล  เดินไม่ได้! 

          แต่ไม่ต้องห่วงครับ  เธออยู่ในห้องที่ดีที่สุด  มีกระเช้าของเยี่ยมครบครันจากนายกรัฐมนตรีสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ (นายกฯไปด้วยตัวเอง)  เธอถามคุณปรีชาว่า

          "นายกฯของคุณ  ไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บคนอื่นหรือเปล่า?"

          "นายกฯไปเยี่ยมคนไทยที่บาดเจ็บหรือไม่?  หรือเยี่ยมเฉพาะเธอ  ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยว

          "ขอให้ขาของฉันเป็นขาสุดท้ายที่บาดเจ็บได้มั๊ย? และ "ขอให้ประเทศไทยเลิกใช้แก๊สน้ำตาชนิดนี้"  พร้อมกับมอบรองเท้าของเธอที่มีดินดำๆติดอยู่ทั้งแถบ  ให้คุณปรีชาไปช่วยตรวจสอบ

          ผมขอกราบคารวะ คุณอังคณา ระดับปัญญาวุฒิและครอบครัว  ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

          ขอยกย่อง คุณ รสนา โตสิตระกูล อุดมการณ์สีขาว ท่ามกลางนักการเมืองสีแดง

          ด้วยความนับถือ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่ก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้าและพูด "มึงยิงกูสิ  ยิงกูแทน  อย่าไปยิงประชาชน"

          ขอยกย่อง ผศ.ดร.รท.หญิง สัตวแพทย์หญิง เนาวรัตน์ สุธัมนาถพงษ์ ผู้เข้าไปวางหรีดดำหน้า สตช. "แด่..ผู้ที่ควรจะพิทักษ์สันติราษฎร์  แต่ทำร้ายประชาชน  ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง"

          ขอยกย่อง  กัปตัน จักรี พงษ์ศิริ ที่รู้สึก "ไม่ต้อนรับ" นักการเมืองตรงข้ามประชาชน

          ขอยกย่อง นพ.สุเทพ กลชาญวิทย์, นพ.เกรียง ตั้งสง่า, นพ.เกษม ตันติผลาชีวะ และคุณหมอทุกท่าน  ที่สร้างสัญลักษณ์ไม่รักษาคนทำร้ายประชาชน

          ผมและครอบครัว  ขอยกย่อง "ประชาชน" ทุกคนที่ไปชุมนุมในวันที่ 7 ตุลาคม  ขอเชิญชวนทุกท่านช่วยกันบริจาคเงินให้กับผู้ที่บาดเจ็บ ทุพลภาพและเสียชีวิต  เพื่อให้บุคคลเหล่านี้และทายาทรู้สึกว่า  พวกเราไม่ได้ทอดทิ้ง "ประชาชน" ที่กล้าเรียกร้องสิ่งดีงามให้กับประเทศ

**จากคอลัมน์ของผมในเนชั่นสุดสัปดาห์  ฉบับวันศุกร์ที่  17 ตุลาคม 2551

โดย Kanok

 

กลับไปที่ www.oknation.net