วันที่ เสาร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

งานปอยเหลินสิบเอ็ด


ใหม่สูง

ยินหลีหนำ ๆ ข้าอ้อ

เมื่อไน้เฮาเขาก็แต๋มาอุ๊บถึง

งานปอยเหลินสิบเอ็ด

ครับ

ก่ออื่นขอกราบสวัดดีครับ

..........เพื่อน  น้อง พี่  ป้า  น้า  อา  คุณลุง  คุณยาย   คุณพ่อ  คุณแม่  คุณครู  อาจารย์ …… 

และทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ

กระผมลูกหลานไต..ครับ..คนแม่ฮ่องสอนครับ 

วันนี้ขอเชิญมาเที่ยว งานปอยเหลินสิบเอ็ด

ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ในวันที่   9-18  ตุลาคม  2551   แล้วพบกันในงาน

ปอยเหลินสิบเอ็ด (เดือนตุลาคม)

ประวัติความเป็นมา

            เดือนสิบเอ็ดตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปี ภาษาปุ่งนา(ปุโรหิต) เรียกว่า “ตู่พม่าเรียกว่า สะตางกยอด” เป็นเดือนที่พุทธบริษัทชาวไทใหญ่พากันถวาย จองเข่งต่างปุ๊ด (จองพารา =ซุ้มรับเสด็จ) จุดธูปเทียน  ถวายภัตตาหาร นม เนย ผลไม้ในฤดูกาล มีเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีไว้ว่า พระโคดมสมณเจ้าได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณมาเป็นเวลา 7 พรรษา ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ในเมืองสาวัตถีที่อุทยานสวนมะม่วง เสด็จขึ้นไปยังสรรค์ชั้นดาวดึงส์ ประทับนั่งหรือบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงเทศนาอภิธรรม 7 คัมภีร์ โปรดสันตุฏฐีพุทธมารดา พร้อมทั้งเหล่าเทพยดาและพระพรหมตลอดระยะเวลาในพรรษา 3 เดือน และเสด็จนิวัตมนุษยโลกในวันเพ็ญเดือน 11 ณ เมืองสั่งกะนะโก่ (สังกัสนคร) ในการเสด็จลงมานั้น พระอินทร์ได้เนรมิตบันไดเงิน บันไดทอง และบันไดแก้ว พาดตรงประตูสรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้านทิศใต้ลงสู่ประตูเมืองสังกัสนครด้านทิศใต้เช่นเดียวกัน ก่อนจะถึงวันเพ็ญเดือน 11 พระพุทธองค์ทรงมีกระแสรับสั่งถึงพระมหาโมคัลลานะ ว่าพระองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปจนทั่วทุกหนทุกแห่งบรรดามนุษย์และสัตว์ที่สามารถมาได้ก็จะมารับเสด็จที่สังกัสนคร ที่มาไม่ได้ก็จัดทำจองเข่งต่างส่างปุ๊ด (ซุ้มปราสาทรับเสด็จ) ที่บ้านเรือนของตน พอถึงเช้าวันเพ็ญเดือน 11 จะจัดอาหารบิณฑบาตและขนมนมเนยไว้ถวายพระพุทธเจ้าที่เสด็จมาประทับยืนอยู่ที่หัวบันไดแก้ว แล้วเปล่งรัศมี 6 ประการ (ฉัพพรรณรังสี) นับตั้งแต่พรหมโลกจนถึงนรกอเวจีได้มองเห็นกันหมดสิ้น กิ่งนะหรี่ (กินรี) กิ่งกะหล่า (กินนร) นะกา (นาค) กะหรุ่ง (ครุฑ) ยักคะ (ยักษ์) กั่นตัปป้ะ (คนธรรพ์) ผีลูผีผาย (สัตว์ประหลาดจากป่าหิมพานต์ลักษณะคล้ายลิงใหญ่) ส่างซี่ (สิงโต) และบรรดาสัตว์ 90 ประเภท มาแสดงความชื่นชมบุญบารมีและเดชานุภาพแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่สนุกสนานกันทั่วไปทุกถิ่นแคว้น ขณะที่พระพุทธองค์ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีนั้น รัศมีแสงแห่งฉัพพรรณรังสีนั้น รัศมีแสงแห่งฉัพพรรณรังสีกระจายสาดส่องไปถึงจองเข่งต่างส่างปุ๊ด (ซุ้มปราสาทรับเสด็จ) ของทุกบ้านเรือน บรรดาพุทธบริษัทที่อยู่ในบ้านเรือนรู้สึกชื่นชมโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงพร้อมกันถวายภัตตาหารและจุดธูปเทียนบูชาเป็นเวลา 7 วัน จากเรื่องเล่าข้างต้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน 11 ครั้งใด ชาวไทใหญ่จึงพากันทำจองเข่งต่างส่างปุ๊ด (ซุ้มปราสาท) หรือจองพารารับเสด็จพระพุทธองค์ทุกบ้านเรือนเป็นประเพณีสืบต่อกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และได้จัดเป็นประเพณี “ปอยเหลินสิบเอ็ด” หรือประเพณีออกพรรษา   ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากสำหรับชาวแม่ฮ่องสอน (สำนักงานเทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน 2550:22-23)

งานประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด จะเริ่มตั้งแต่  ขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  11  ถึงแรม  14  ค่ำ  เดือน  11 (ตรงกับเดือนตุลาคม)  

เพื่มเติม

ไหว้พระที่ "เมืองไตใหญ่" แม่ฮ่องสอน

บทคัดย่อ : ด้วยเหตุแห่งความยากลำบากของการเดินทาง ดูเหมือนทำให้แม่ฮ่องสอนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวแม่ฮ่องสอนที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเผ่า วิถีชีวิตอันเรียบง่ายมีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกันและแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน
      ด้วยเหตุแห่งความยากลำบากของการเดินทาง ดูเหมือนทำให้แม่ฮ่องสอนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ชาวแม่ฮ่องสอนที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายเผ่า วิถีชีวิตอันเรียบง่ายมีวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกันและแทบไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้นทั่วทั้งแผ่นดินของแม่ฮ่องสอนยังเต็มไปด้วยความรุ่งเรืองในอดีต ที่สืบเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ ทั้งวัดวาอารามและวัตถุสถานต่าง ๆ ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนแห่งตราบเท่าทุกวันนี้

วิถีชีวิตของผู้คน วัฒนธรรมประเพณี ธรรมชาติอันแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นโถงถ้ำอันตระการตา น้ำพุร้อน ทะเลหมอก ขุนเขาอันสลับซับซ้อนและสายธารน้อยใหญ่ ได้กลายเป็นเสน่ห์สำคัญที่ทำให้แม่ฮ่องสอน เป็นศูนย์รวมของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ขึ้นชื่อที่สุดของประเทศ นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ได้แต่ปรารถนาที่จะเดินทางมาเยี่ยมเยือนและใช้ช่วงชีวิตแสนสุขในดินแดนแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

ย้อนกลับในดูอดีตของเมืองแห่งนี้ เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ.2374 สมัยพระเจ้ามโหตรประเทศ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้ให้เจ้าแก้วเมืองมา เป็นแม่กองนำไพร่พลช้างต่อและหมอควาญ ออกไปจับช้างป่ามาใช้งาน เจ้าแก้วเมืองมายกไพร่พลข้ามภูเขามาทางตะวันตกของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งในอดีตมีช้างป่าชุกชุมมาก โดยมอบหน้าที่ให้พะกาหม่อง เป็นผู้ควบคุมดูแล

เมื่อคล้องช้างได้จำนวนหนึ่งแล้ว จึงพากันเดินทางต่อไปจนถึงชุมชนบ้านป่า อยู่ในทำเลดีมีร่องน้ำลำธารและที่ราบ เหมาะแก่การฝึกช้างป่า เจ้าแก้วเมืองมาจึงได้พักไพร่พลและตั้งบ้านเรือนขึ้นที่นี่และตั้งชื่อของหมู่บ้านนั้นว่า "แม่ร่องสอน" หมายถึงร่องน้ำที่สำหรับฝึกสอนช้าง ต่อมาหมู่บ้านนี้ได้เพี้ยนเป็น "แม่ฮ่องสอน"

กระทั่งถึงปี พ.ศ.2399 มีชาวไทใหญ่อพยพหลบภัยสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านแม่ร่องสอนเป็นจำนวนมาก โดยมีเจ้าฟ้าโกหล่าน และ ชานกะเล เป็นหัวหน้า เมื่อมาอยู่ที่นี่ชานกะเลได้ช่วยงานต่าง ๆ จนเป็นที่โปรดปรานของพะกาหม่อง ถึงกับยกลูกสาวชื่อนางไสให้เป็นภรรยา ต่อมาชานกะเล อพยพครอบครัวลงใต้มาอยู่ที่เมืองกุ๋นลม หรือ ขุนยวมในปัจจุบัน ได้เป็นเจ้าเมืองกุ๋นลมคนแรก ต่อมานางไสถึงแก่กรรม เจ้าฟ้าโกหล่านจึงได้ยกหลานสาวชื่อเจ้านางเมี๊ยะให้เป็นภรรยา

ชานกะเลปกครองเมืองกุ๋นลม จนมีความรุ่งเรืองมุ่งคั่ง ส่งส่วยตอไม้ให้กับเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้มากมาย จนถึง พ.ศ.2417 เจ้าอินทวิชยานนท์ จึงแต่งตั้งชานกะเลเป็นพญาสิงหนาทราชา แล้วสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนคนแรก

นับตั้งแต่นั้นมาเมืองแม่ฮ่องสอน มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับ มีกลุ่มชนเผ่าไทและชาวไทยภูเขาอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองแม่ฮ่องสอนมากขึ้น แต่ทว่ากลุ่มชนที่ได้ชื่อว่าเป็นพลเมืองหลักของที่นี่ก็หนีไม่พ้น ชนชาว "ไต" หรือ "ไทใหญ่" ซึ่งมีมากถึง 70% เมื่อเดินทางไปเยือนแม่ฮ่องสอนจึงสามารถพบเห็นศิลปกรรมของชาวไตกระจายอยู่ทั่วเมือง

ว่ากันว่าวัดไทใหญ่ในแม่ฮ่องสอนมีอยู่หลายวัดซึ่งมีความงดงามตามสถาปัตยกรรม การเดินทางเที่ยวชมวัดในเมืองแม่ฮ่องสอนใช้เวลาไม่มากนักเพราะวัดแต่ละวัดตั้งอยู่ไม่ห่างจากกัน วัดพระธาตุดอยกองมู เดิมชื่อวัดปลายดอย ถือได้ว่าเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอนมาตั้งแต่อดีต วัดนี้ตั้งอยู่บนดอยกองมู เมื่อเวลาที่ขึ้นไปบนวัดนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองแม่ฮ่องสอนได้อย่างชัดเจน วัดพระธาตุดอยกองมูมีเจดีย์แบบมอญอยู่ 2 องค์ องค์ใหญ่สร้างโดย จองตองสู่ เมื่อปี พ.ศ.2403 ส่วนองค์เล็ก สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2417 สมัยของพระยาสิงหนาทราชาเป็นเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอน ถ้าเดินทางมายังแม่ฮ่องสอนแล้วไม่ได้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุดองกองมูถือว่ายังมาไม่ถึงแม่ฮ่องสอน

วัดพระนอน เป็นวัดประจำตระกูลและบรรจุอัฐิของเจ้าเมืองแม่ฮ่องสอนทุกองค์ วัดนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงดอยกองมู ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระนอนหรือพระพุทธไสยาสน์ยาว 12 เมตรในบริเวณวัดยังมีอุโบสถเก่าหลังคาทรงปราสาทสวยงามยิ่งนัก มีเรื่องเล่าพระนางเมี๊ยะ ชายาของพญาสิงหนาทราชาเป็นผู้สร้างพระนอนองค์นี้ นอกจากนั้นภายในวัดยังมีรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ 2 ตัวที่มีความสวยงามและสมบูรณ์ตั้งเคียงข้างกันอยู่บริเวณเชิงบันไดขึ้นวัดพระธาตุดอยกองมู

นอกจากนั้นยังมีวัดสำคัญของแม่ฮ่องสอน อีกวัดหนึ่งที่มีความสวยงามด้านศิลปกรรมไทใหญ่ คือวัดจองคำและวัดจองกลาง ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของแม่ฮ่องสอน เวลาที่มีพิธีกรรมสำคัญของชาวไตก็มักจะจัดขึ้นที่วัดนี้ เช่นประเพณีปอยส่างลอง ประเพณีปอยเหลินสิบเอ็ด เป็นต้น วัดทั้งสองแห่งนี้อยู่ในบริเวณเดียวกัน ริมบึงใหญชื่อ หนองจองคำ วัดจองคำเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของแม่ฮ่องสอนสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2340 มีวิหารหลังคาปราสาทแบบไทใหญ่ที่สวยงามมาก ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อโต ขนาดกว้าง 4.85 เมตร ส่วนที่วัดจองกลาง มีตุ๊กตาไม้แกะสลักรูปคนและสัตว์ จำนวน 33 ตัว เป็นเรื่องราวจากพุทธประวัติและเวสสันดรชาดก

ที่วัดหัวเวียง เป็นวัดที่ประดิษฐานพระเจ้าพลาละเข่ง ซึ่งจำลองมาจากพระมหามัยมุณี เมืองมัณฑะเลย์ ที่ชาวไตเชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพม่าที่ต้องไปเคารพสักการะให้ครบ (พระมหาเจดีย์ชเวดากอง,พระธาตุอินแขวน,พระมหามัยมุณี) พระเจ้าพลาละเข่งองค์นี้ สร้างขึ้นด้วยศรัทธาของเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุง ที่จะจำลองไปประดิษฐานไว้ที่วัดพระเจ้าตนหลวงเมืองเชียงตุง แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วไม่ทรงชอบ คหบดีชาวแม่ฮ่องสอน จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัดหัวเวียง โดยแยกองค์พระออกเป็น 9 ท่อน ขนย้ายไปรอนแรมไปยังเมืองมัณฑะเลย์ ลงเรือข้ามทะเลสาบอินเลในรัฐฉาน รัฐคะยา เข้ามาตามลำน้ำสาละวิน ลำน้ำปายจนมาขึ้นฝั่งตรงข้ามกับบ้านน้ำเพียงดิน นำมาประกอบที่วัดพระนอน จากนั้นจึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดหัวเวียง ชาวแม่ฮ่องสอนถือว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืององค์หนึ่ง


เอกสารประกอบ
โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัแม่ฮ่องสอน ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน

สุดท้ายขอขอบคุณ

ไทยใหญ่แม่ฮ่องสอน  ที่ให้ข้อมูลครับ

และขอขอบคุณ

เพื่อน  น้อง พี่  ป้า  น้า  อา  คุณลุง  คุณยาย   คุณพ่อ  คุณแม่  คุณครู  อาจารย์

และทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ

ขอขอบพระคุณครับ

ลูกหลายไต

08/10/51

โดย ลูกหลานไต

 

กลับไปที่ www.oknation.net