วันที่ อังคาร ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระวังเงินออม หนี้ครัวเรือน คำเตือนของพอล ครุกแมน



ระวังเงินออม หนี้ครัวเรือน คำเตือนของพอล ครุกแมน

ขอบคุณ พลวัตรเศรษฐกิจ :  ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ  anusorntammajai@yahoo.com  กรุงเทพธุรกิจ 

 ศาสตราจารย์ ดร.พอล ครุกแมน นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังมาบรรยายเมืองไทยครั้งนี้ กล่าวเตือนปัญหาความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก กล่าวเตือนหลายเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจเอเชีย และแน่นอนว่า กล่าวเตือนเรื่องเศรษฐกิจไทย และยังบอกด้วยว่า อาจเกิดปัญหาอุปสรรคทางเศรษฐกิจขึ้นได้ในระยะ 5-10 ปีข้างหน้า  แต่จะไม่เกิดปัญหารุนแรงเหมือนเมื่อปี 2540

แถมฟันธงว่า เศรษฐกิจจีนจะเทียบชั้นกับสหรัฐได้ หลายๆ ประเทศก็เริ่มให้ความสำคัญกับตลาดจีน เทียบเท่าตลาดสหรัฐ ผมเชื่อว่า ไทยคงจะได้รับอนิสงส์ไปด้วย หากดำเนินยุทธศาสตร์การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างชาญฉลาด

พอล ครุกแมน ไม่ห่วงเรื่องหนี้สาธารณะของไทย แต่ห่วงหนี้ภาคครัวเรือน ครุกแมนชี้ว่า หนี้สาธารณะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายตราบเท่าที่เศรษฐกิจยังมีอัตราการเติบโตดี และมีการควบคุมการสร้างหนี้ที่เหมาะสม มีการศึกษาวิจัยอย่างดีก่อนลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ ส่วนหนี้ภาคครัวเรื่อน และหนี้บัตรเครดิตนั้นต้องระมัดระวังให้ดีครับ

การตักเตือนของพอล ครุกแมน นั้นน่ารับฟัง และผมคิดว่า ทางการ (รัฐบาล และแบงก์ชาติ) ก็ตะหนักถึงปัญหาดี นักวิชาการไทยก็ส่งสัญญานเตือนกันหลายรอบแล้ว ฝรั่งเตือนกันอีกที คิดว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหนี้ครัวเรือง และหนี้บัตรเครดิตคงจะกระตือรือร้นมากขึ้น

จากการสำรวจข้อมูลล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็พบว่า หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ครัวเรือนทั่วประเทศมีหนี้สินโดยเฉลี่ย 104,571 บาทต่อครัวเรือน ในจำนวนนี้เป็นหนี้สินเพื่อการใช้จ่ายในครัวเรือน 68,741  บาท หรือร้อยละ 65.8% ซึ่งเป็นหนี้สินที่เกิดจากการซื้อ / เช่าซื้อบ้าน และที่ดินร้อยละ  36.5%  และใช้จ่ายอุปโภคบริโภคร้อยละ 29.3%

ผลสำรวจปี 2547 พบด้วยว่า ครัวเรือนโดยรวมทั่วประเทศมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 14,963 บาทต่อครัวเรือน และมีการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยกว่าร้อยละ  82% ของรายได้

เท่ากับว่า ครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยไม่ได้มีเงินออมมากนัก

ครัวเรือนเกือบทุกกลุ่มมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ยกเว้น ครัวเรือนลูกจ้างที่ปฏิบัติงานวิชาชีพ และนักบริหารเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า

การจัดการระบบการออมที่ดีจะทำให้เกิดดุลยภาพระหว่างการออม และการลงทุนในประเทศ รวมทั้งการสร้างสวัสดิการที่ดี ให้กับแรงงาน และผู้ชราภาพในสังคมด้วยการออมแบบผูกพันระยะยาว หรือการออมเพื่อการเกษียณอายุนี้ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ระบบดังนี้

ระบบที่หนึ่ง  คือ  การออมแบบบังคับโดยลูกจ้าง และนายจ้างต้องร่วมกันจ่ายเงินสะสม และสมทบเข้ากองทุนตามอัตราที่กำหนดไว้แน่นอน หรือเรียกว่า Defined Contribution โดยผลประโยชน์ที่ลูกจ้างจะได้รับยามเกษียณอายุ จะขึ้นอยู่กับเงินสะสม และสมทบในบัญชีของตน กองทุนในลักษณะนี้ยังไม่มีในประเทศไทย

ระบบที่สอง คือ การออมในระบบกองทุนภาคบังคับเช่นกัน แต่มีการกำหนดผลประโยชน์ขั้นต่ำที่สมาชิกจะได้รับเมื่อยามเกษียณไว้ล่วงหน้า หรือที่เรียกว่า กองทุนแบบ Defined Benefit เป็นการออมแบบบังคับ ที่มีการระดมเงินเข้ากองทุนอย่างเป็นระบบ การออมแบบนี้ในประเทศ ได้แก่ กองทุนประกันสังคม กรณีชราภาพ

ระบบที่สาม คือ การออมภาคสมัครใจ ในลักษณะผูกพันระยะยาว มีลักษณะเป็น  Defined Contribution เหมือนแบบแรก ในประเทศไทยมีกองทุนแบบนี้อยู่แล้ว เช่นกองทุน กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

ศาสตราจารย์ ดร.ฟรังโก โมดิกลิอานี นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล ปี ค.ศ.1985 ได้รับรางวัลจากผลงานบุกเบิกการวิเคราะห์การออม และการวิเคราะห์หลักทรัพย์ โดยเสนอทฤษฎี และพัฒนาข้อสมมติฐานเกี่ยวกับวงจรชีวิตของการออมของชาวบ้าน ประชาชนโดยทั่วไป พยายามที่จะแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดจากการบริโภคในอนาคต ทฤษฎีตั้งสมมติฐานว่า บุคคลจะทำการออมเพื่อตนเองเท่านั้น และการบริโภคจะเท่าๆกันไปตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าในระหว่างที่ยังทำมาหากินอยู่ บุคคลจะสร้างสมโภคทรัพย์เอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในยามชรา

ทฤษฎีนี้เมื่อนำมาประยุกต์กับเศรษฐศาสตร์มหภาค ก็สามารถอธิบายว่าการออมระดับชาติขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การออกถูกกำหนดปัจจัยทางเศรษฐกิจ และทางประชากรศาสตร์ เช่น โครงสร้างอายุของประชากร และการคาดหมายอายุเฉลี่ย (Life Expectancy)

การรักษาความยั่งยืนทางการเงินของระบบการออม เพื่อผู้ชราภาพ และระบบประกันสังคม รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินในอนาคต จึงต้องคาดการณ์โครงสร้างประชากรในอนาคตได้อย่างถูกต้องด้วยครับ

โดย สุมาเต็กโช

 

กลับไปที่ www.oknation.net