วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงปู่ทิม อตตสนโต วัดพระขาว ตอน เทพเจ้าแห่งความเมตตา พระดีศรีอยุธยา


นับแต่อดีตกาล ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาเอกของโลกได้ประกาศพระธรรมคำสั่งสอนจนเป็นแนวทางแห่งความสุขที่แท้จริง ให้เหล่าอัครสาวกได้ปฏิบัติยึดถือและสืบทอดกันมา..

ล่วงเลยมากกว่าสองพันห้าร้อยปี...จนเป็นบ่อเกิดแห่งพระอรหันต์ พระอภิญญาและพระอริยะภิกษุ ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของพุทธมามกะทั้งหลาย... 

อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกขัง คือความทนอยู่ไม่ได้ อนันตา คือความไม่ใช่ตัวตน ทั้งสามลักษณะนี้คือกฎธรรมชาติ ที่เรียกว่า “ไตรลักษณ์”

 

ปีพุทธศักราช ๒๔๕๖ ชาวบ้านในอำเภอบางบาล ต้องสูญเสียพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณคือ “หลวงพ่อปั้น” แห่งวัดพิกุล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ว่ากันว่า หลวงพ่อปั้น ท่านเป็นพระที่มีวิชาอาคมเก่งกล้า ขนาดว่าท่านสลัดผ้าไปทางไฟที่กำลังไหม้ ไฟที่ลุกโชนก็มอดดับลงได้ดั่งใจนึก.... 

วาจาของท่านก็ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ชนิดที่ว่าท่านให้แม่ครัวที่มาช่วยทำครัวงานบุญของทางวัดพิกุล เอาถ้วยชามใส่กระบุงแล้วเอาไปล้างน้ำ โดยวิธีเขย่าล้างในแม่น้ำ ถ้วยชามที่นำไปล้างไม่มีแตกเลยสักใบตามวาจาศักดิ์สิทธิ์ของท่าน...

 

วันอาทิตย์ที่ ๑ มีนาคม ปีเดียวกัน ณ ตำบลพระขาว อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คุณพ่อพร้อมและคุณแม่กิ๋ม ชุ่มโชคดี ท่านได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่อว่า”เด็กชายทิม ชุ่มโชคดี” ซึ่งเด็กชายทิมนับเป็นบุตรคนที่ห้าจากจำนวนพี่น้องหกคน...

 

ผมและเพื่อนร่วมอุดมคติได้มีโอกาสกราบนมัสการ”หลวงปู่ทิม อตตสนโต” หรือ “ท่านพระครูสังวรสมณกิจ” เจ้าอาวาสวัดพระขาว ตำบลพระขาว อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พระเกจิอาจารย์ที่พุทธศาสนิกชนขนานนามท่านว่า “เทพเจ้าแห่งความเมตตา” ผมเชื่อว่าหากเพื่อนๆ ได้ทราบเรื่องราวความเป็นมาของท่านแล้ว คงจะมีความรู้สึกแบบผมว่าสมญานามแบบนี้ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเลย..

“อาตมาถือความซื่อตรงเป็นสำคัญ ชอบความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ชอบทำตัวกระด้างกระเดื่อง คนที่จะเป็นที่รักของคนอื่นต้องเป็นคนที่ไม่อวดดี มีสัจจะและต้องพูดจริงทำจริง..”

ย้อนหลังไปยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง สมัยนั้นวิชาการทางด้านแพทย์ยังไม่มีความเจริญทันสมัยเหมือนในสมัยนี้ การรักษาเยียวยาก็ว่ากันไปตามมีตามเกิด

ช่วงนั้นชาวบ้านในละแวกตำบลพระขาวและใกล้เคียงถูกโรคระบาดที่ชื่อว่า “โรคห่า” หรือ “อหิวาตกโรค” เข้าคุกคาม ส่งผลให้มีชาวบ้านล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมาก.. 

คนโบราณมีคำกล่าวถึงโรคห่ากันว่า..”ผู้ใดเป็นโรคนี้ ถ้านิ้วมือและฝ่ามือเป็นร่องตาลึก ก็เป็นอันว่าต้องตายแน่” ซึ่งนายทิม ชุ่มโชคดี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ถูกคุกคามเสรีภาพทางชีวิตด้วยโรคร้ายตัวนี้.. 

ตราบเท่าที่เรายังไม่ยอมจำนน เราจะพบกับทางเลือกเสมอและทางเลือกนั้นเองที่เป็นตัวกำหนดอนาคต..

“ตัวข้าพเจ้านี้ ยังปฏิบัติในบวรพระพุทธศาสนามาน้อยนัก ให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยต่อพระพุทธศาสนาต่อไปอีกสักหน่อยเถิด จะเป็นจะตายอย่างไร ก็ไม่กระไรเลย...” 

ด้วยแรงอธิษฐาน โรคร้ายก็ค่อยๆบรรเทาและหายไปในที่สุด ซึ่งเมื่อหายจากโรคห่านี้แล้ว นายทิมก็ได้รักษาศีลอุโบสถเรื่อยมาไม่เคยขาดเป็นเวลาติดต่อกันถึงห้าปี จนตัวเองตอบหัวใจของตัวเองได้ว่ามีความเลื่อมใสและศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าขึ้นมาในจิตใจ ท่านจึงตั้งใจมั่นว่า “ข้าพเจ้าจะต้องบวชแล้ว..”

หลวงปู่ทิม อุปสมบทครั้งแรกเพื่อทดแทนบุญคุณบิดา มารดา เมื่อพ.ศ.๒๔๗๘ ณ.วัดพิกุล โดยมีหลวงพ่อปุ๋ย วัดขวิด เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อหลิ่ม วัดโพธิ์กบเจาเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการหลิ่ว เจ้าอาวาสวัดพิกุล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากบวชได้หนึ่งพรรษา ท่านได้ลาสิกขาบท เพื่อออกไปช่วยทำนาและดูแลมารดา

หลวงปู่ทิม อตตสนโต ท่านได้อุปสมบทครั้งที่สองเมื่อ ๑๐ เมษายน ๒๔๙๑ ณ. วัดพระขาว โดยมี “พระครูอุดมสมาจารย์ (หลวงพ่อสังข์) วัดน้ำเต้า..” เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังบวชเสร็จ หลวงปู่ท่านได้จำพรรษา ณ วัดพิกุล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

สำหรับหลวงพ่อสังข์องค์นี้ ท่านเป็นลูกศิษย์ของ”หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค”และ”หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก” สมัยตอนท่านบวชหลวงพ่อจง ท่านเป็นพระคู่สวด

คนเฒ่าคนแก่ละแวกวัดน้ำเต้าได้เล่าว่าหลวงพ่อสังข์ ท่านเป็นพระใจร้อน แตกฉานในพระไตรปิฏกและเป็นพระนักเทศน์ที่ทรงภูมิความรู้สูงมาก จนได้รับฉายาว่า “ตู้พระไตรปิฏกแตก..” 

“อาตมาเคยไปเรียนวิชากับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อสด วัดปากน้ำ แต่วิชาหลักๆ ก็เรียนจากหลวงพ่อสังข์ วัดน้ำเต้า ที่เป็นพระอุปัชฌาย์..” 

หลวงปู่ทิม ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดพิกุลหนึ่งพรรษา ก็ย้ายมาจำพรรษาที่วัดพระขาว ในราวปีพ.ศ.๒๔๙๒ สำหรับเหตุผลที่ท่านเล่าให้พวกเราฟังถึงสาเหตุที่ท่านย้ายมาจำพรรษา ณ วัดพระขาวเนื่องจากท่านต้องการอยู่ไกลจากบ้านเกิด จิตใจจะได้ไม่วอกแวกซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม

อีกอย่างหนึ่งก็คือในสมัยนั้นวัดพระขาว ยังคงเป็นป่าทึบ สงบเงียบ เป็นสถานที่ที่เหมาะกับการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างมาก โดยหลวงปู่ทิมท่านเลือกที่จะอยู่กุฏิร้างกลางป่าช้าหลังวัดพระขาวครับ..

“อาตมาจำพรรษาอยู่ในป่าช้า เพื่อต้องการนั่งสมาธิกรรมฐาน ให้จิตเพ่งอยู่กับซากศพที่เป็นความตาย สิ่งที่อาตมาได้รับจากการปฏิบัติก็คือ.. “ปัญญา”...เป็นปัญญาที่บอกให้เรารู้ทันโลก รู้ว่าโลกนี้ล้วนไม่มีเรื่องจริง..” 

ความกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่รู้ว่าคืออะไร ส่งผลกดดันให้จิตใจของผู้ที่ปฏิบัติธรรม ตกอยู่ภายใต้ความสับสน.. 

ในสมัยก่อนชาวบ้านมักจะทดลองว่าพระที่ปฏิบัติเจริญภาวนากรรมฐานนั้นจะมีจิตใจที่เข้มแข็งหรือไม่ โดยการนิมนต์ไปชักผ้าบังสุกุลในป่าช้าตอนดึกๆ หลวงปู่เล่าให้พวกเราฟังครับว่า.... 

ครั้งหนึ่งท่านถูกนิมนต์ไปชักผ้าบังสุกุลในป่าช้าหลังวัดบางยี่โท ชาวบ้านได้นำเอาศพที่กำลังเริ่มมีกลิ่นไปนั่งพิงไว้ที่โคนต้นไม้ในป่าช้า บนมือจัดทำท่าพนมมือและมีผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วจะนิมนต์พระเข้าไปพิจารณาที่ละรูป ช่วงเวลาที่ต้องเข้าไปพิจารณาเริ่มตั้งแต่ประมาณ ๕ ทุ่มขึ้นไป..

 

“เวลาพิจารณาไม่ยาก คือยืนพิจารณาทางเหนือลม จะได้ไม่เหม็นกลิ่นเพราะกลิ่นจะทำให้เราเกิดความกลัว..

เราก็นึกเสียว่าไอ้ศพนี้ก็คือสัตว์ร้าย ยามที่มันมีชีวิต มันสามารถทำร้ายเราได้ แต่เมื่อมันตายไปแล้ว มันก็ทำอะไรเราไม่ได้...เช่นเดียวกันศพที่อยู่ตรงหน้ามันก็ไม่ได้ต่างไปจากซากสัตว์ร้ายที่ตายไปแล้ว..”

“หากเราพิจารณาได้เช่นนี้ เราก็จะปลงในสังขาร อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา ความหวาดระแวง ความหวาดกลัว ก็จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจ ทำให้ใจของเราจะนิ่งและสงบอยู่ในสมาธิ..” 

จะว่าไปแล้ว...สมัยก่อนบรรดาพระเกจิอาจารย์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาย”หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ” ที่สืบทอดวิชาอาคมและกรรมฐาน มักจะฝึกปฏิบัติในเรื่องของ “อสุภกรรมฐาน” เกือบจะทุกองค์

เริ่มนับสตาร์ทกันที่หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ไล่มาจนถึงหลวงปู่มี วัดมารวิชัย หลวงปู่เมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา ร่วมไปถึงหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ที่พวกเรากำลังสนทนาอยู่ขณะนี้..

ซึ่งเรื่องของ “อสุภกรรมฐาน” ตัวผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ที่แตกฉานเท่าใดนัก เท่าที่ค้นคว้ามาเขาว่ากันอย่างนี้ครับ....

“อสุภ หมายถึง ไม่สวยไม่งาม กรรมฐาน คือการตั้งอารมณ์ไว้ให้เป็นการเป็นงาน...

สองคำรวมความได้ว่า “การตั้งอารมณ์เป็นการเป็นงาน ในอารมณ์ที่เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยงาม” 

สำหรับอสุภกรรมฐานนี้ ถือว่าเป็นกรรมฐานที่ให้ผลทางด้าน “การกำจัดราคะจริต” ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสิบกอง....” 

แน่นอนครับเมื่อ “อสุภกรรมฐาน” เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการพิจารณาซากศพ เอาซากศพหลายแบบ หลายประเภทมาเป็นแนวทางในการฝึก เมื่อพูดถึงเรื่องศพ เพื่อนๆ นึกถึงอะไรเป็นเรื่องแรกล่ะครับ

สำหรับพวกผมนึกถึงเพื่อนรักต่างมิติที่เรียกว่า “ผี” ครับ คำว่าผีคืออะไรและอะไรที่ทำให้ผีกลัว ถ้าเพื่อนๆไม่ทราบพวกเรามาฟังเรื่องผีจากหลวงปู่ทิมกันครับ..

 

“ผี คือพวก “สัมภเวสี” หรือเราจะเรียกว่า “อสูรกาย” ก็ได้ พวกนี้จะเป็นพวกวิญญาณพเนจร คนสมัยก่อนไม่ค่อยกล้าเดินผ่านป่าช้า เพราะมันมืดมาก สมัยนี้ป่าช้าไม่มืดแล้ว มีแสงไฟส่องสว่าง ทำให้ผีไม่มีที่อยู่ หนีหายกันไปหมดแล้ว…” 

นอกจากหลวงปู่ทิม ท่านจะเป็นนักปฏิบัติตัวยงแล้ว ท่านยังเป็นนักแสดงธรรมะที่ยอดเยี่ยม สามารถแสดงธรรมได้อย่างละเอียดและน่าฟัง ซึ่งหลวงปู่เคยรับนิมนต์ให้ไปแสดงธรรมะที่วัดพระแก้วมาหลายครั้งแล้วครับ

นอกจากนี้สมัยก่อนที่ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง ทุกวันพระเวลามีการทำบุญบนศาลาการเปรียญ ท่านมักจะขึ้นธรรมมาสแสดงธรรมให้กับญาติโยม ที่เข้ามาทำบุญฟังเป็นประจำ.. 

เชื่อกันว่า”อานิสงค์ของการทำบุญและฟังธรรมยิ่งใหญ่นัก” ซึ่งหลวงปู่ทิมได้บอกพวกเราไว้ว่า..

“เมื่อทำบุญและได้สดับฟังพระธรรมเทศนาก็จะได้กุศลอย่างมหาศาลเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อคนที่ประพถติปฏิบัติเช่นนี้ตายไปก็จะไปสู่สวรรค์”

ว่ากันว่า “คุณพระรัตนตรัย” เป็นที่พึ่งประจำใจผู้ใดที่ระลึกไว้เสมอ ก็จะปราศจากทุกข์และมีแต่ความสุข..

“ก่อนจะนอนให้กราบพระ ๕ ครั้ง กราบครั้งที่ ๑ ระลึกถึงคุณพระพุทธ กราบครั้งที่ ๒ ระลึกถึงคุณพระธรรม กราบครั้งที่ ๓ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ กราบครั้งที่ ๔ ระลึกถึงคุณบิดามารดา ปู่ย่าตายาย กราบครั้งที่ ๕ ระลึกถึงครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ...” 

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆ คงจะเคยได้ยินคำว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม” คำกล่าวคำนี้เป็นคำเปรียบเปรยที่ทำให้พวกเรามองเห็นภาพ “ความเจริญอันยิ่งใหญ่” ของกรุงโรม

สำหรับพวกผมเมื่อได้ยินประโยคนี้เมื่อใด พวกเรานึกถึงหลวงปู่ทิมทันที...แต่ไม่ใช่ในเรื่องความเจริญอันยิ่งใหญ่ครับหากแต่เป็นเรื่องของ “ความยิ่งใหญ่ในศรัทธา” 

 

เพราะว่าในปัจจุบันนี้เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อเสียงของ “หลวงปู่ทิม อตตสันโต แห่งวัดพระขาว” โด่งดังและเป็นที่หนึ่งในดวงใจของลูกศิษย์และญาติโยมที่เคารพเลื่อมใสในตัวท่านและที่ยิ่งไปกว่านี้ชาวต่างชาติไม่ว่าจะเป็น จีน สิงค์โปร มาเลเซีย ไต้หวัน ฯลฯ ต่างรู้จักและได้ยินชื่อเสียงของท่านมากมาย...

ต้องยอมรับครับว่าความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ที่เหล่าลูกศิษย์มีให้กับหลวงปู่ทิม เกิดขึ้นจากความมี “เมตตา” ของท่าน..

“คงเป็นเพราะอาตมามีเมตตา จึงมีคนมากราบไหว้ บางคนก็มาให้เจิมรถ เจิมป้าย จารพระ ฯลฯ ในแต่ละวันอาตมาต้อนรับญาติโยมก็หมดเวลาแล้ว

แต่อาตมาไม่บ่นหรอก มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว สงเคราะห์เพราะสงสารอยากให้ทุกคนมีความสุข ไม่มีความทุกข์..”

แวะเข้ามาที่วัดพระขาวแล้ว ถ้าไม่ให้ตกยุคต้องคุยกันถึงเรื่องนี้ครับ “มณฑปหลวงปู่ทิม” ซึ่งทางวัดโดยศรัทธาญาติโยม คณะสงฆ์และเหล่าลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้พร้อมใจกันสร้างเพื่อถวายแด่หลวงปู่ทิม อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมงานศิลป์ โดยเฉพาะ”ศิลปกรรมงานลายรดน้ำ” ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากยิ่ง เนื่องจากกรรมวิธีในการทำค่อนข้างยุ่งยากและต้องใช้ความละเอียดปราณีต และใช้งบประมาณค่อนข้างสูง..

ไอน์สไตน์เคยกล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” แต่โดยส่วนตัวแล้วผมว่าสองอย่างนี้มันก็สำคัญเท่าๆกันแหละครับ หากแต่ว่าเราต้องรู้จักนำความรู้นั้นมาใช้ให้จินตนาการนั้นต่อยอดออกไป

“มณฑปหลวงปู่ทิม” นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนไทยในเรื่องของงานศิลปกรรมลาดรดน้ำและพลังศรัทธาของสาธุชนแล้วเพื่อนๆ ยังเห็นอะไรอีกครับ

สำหรับพวกผมเห็นถึง “พลังทางปัญญา” ซึ่งพวกผมเชื่อมั่นว่าเมื่อมณฑปหลวงปู่ทิมได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว จะเป็นสถานที่สำคัญที่มีส่วน “สร้างแรงจูงใจให้คนใฝ่ไปในทางที่ดีด้วย” 

เพื่อนๆ ท่านใดได้มีโอกาสไปกราบหลวงปู่ทิม ก็อย่าลืมสร้างสมบุญบารมีร่วมกับหลวงปู่นะครับ..

กลับมาพ่นกันต่อในเรื่องของ”วัตถุมงคล”ที่หลวงปู่ทิมท่านปลุกเสกกันบ้าง หลวงปู่ท่านแนะนำพวกเราว่า”การใช้วัตถุมงคลให้ได้ผล” สิ่งสำคัญคือต้องมีความเชื่อ ความศรัทธา ความเคารพบูชาเสียก่อน

ซึ่งผู้ที่จะนำวัตถุมงคลของท่านไปใช้ต้องหมั่นอธิษฐาน สวดมนต์และต้องปฏิบัติตัวอยู่ในศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ท่านว่าใครก็ตามหากไม่มีศีล ๕ ต่อให้นำไปใช้ อธิษฐานอย่างไรก็จะไม่ได้ผล ไม่มีความเข้มขลังแน่นอน รับรองได้..

“หากคนเรานับถือศีล ๕ มีศีล ๕ ติดตัวและเป็นคนดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ก็จะยังมีผลและช่วยให้เกิดความคุ้มครองแก่บุคคลนั้นๆได้..”

มีคำกล่าวในหมู่ลูกศิษย์หรือญาติโยมว่า มาวัดพระขาวแล้วไม่ได้ “ชานหมาก” ก็เหมือนยังมาไม่ถึงวัด....

พ่นถึงตอนนี้ผมเชื่อมั่นเลยครับว่า ผู้ที่เคยได้กราบและได้รับชานหมากของหลวงปู่ทิม ต้องได้ยินประโยคนี้…

“ชานหมากนี้เลี่ยมติดตัวไว้นะ มีอะไรให้นึกถึงหลวงปู่”

ฟังแล้วได้ใจครับ แทบไม่ต้องบรรยาย

“เมื่อผู้มอบให้มั่นใจ ผู้ที่ได้รับไปก็อย่าหวั่นไหวเลยเชียว”..

ลองฟังหลวงปู่อธิบายกันครับ..

“เวลาอาตมาเคี้ยวหมากเสร็จ ก็จะคายออกจากปาก ปั้นเป็นลูกกลมๆ เก็บเอาไว้แจกญาติโยม

ชานหมากทุกเม็ด อาตมาจะปลุกเสกอย่างดี เวลาว่างหรือก่อนนอนก็จะปลุกเสกตลอด แต่ของทุกอย่างขึ้นอยู่กับจิตใจ ผู้ที่รับต้องมีศีล มีธรรม ของที่ว่าดีจึงจะอยู่กับตัว..”

ประสบการณ์เกี่ยวกับชานหมากของหลวงปู่ทิม มีมากมายซึ่งหากผมจะยกขึ้นมาบรรยายทั้งหมดคงจะไม่ไหว เอาพอสังเขปแบบรวบรัดแต่ชัดเจนนะครับ เช่นผู้ที่ได้รับชานหมากจากหลวงปู่ ได้เอาชานหมากไปวางไว้หน้ารถและเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำแต่ไม่เป็นอะไร เด็กคนหนึ่งกินข้าวติดคอ ร้องไห้ไม่ยอมหยุด พ่อไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ขอบารมีหลวงปู่และเอาชานหมากลูบคอ ข้าวที่ติดคอเด็กคนนั้นก็หายไปโดยไม่รู้ตัว..

บางคนเอาชานหมากพกติดตัวอธิษฐานขอให้ขายที่ดินได้ ก็สัมฤทธิ์ผล โดยเฉพาะกับเด็กนักเรียนมักชอบเอาชานหมากของหลวงปู่ไปอธิษฐานตอนสอบก็ยังได้ผล ฯลฯ

หากว่าเพื่อนๆ ท่านใดได้ไปที่วัดพระขาว รับรองครับว่า “ชานหมาก” ซึ่งเป็นคำเฉพาะและอ่านแค่สองพยางค์ แต่สามารถขยายความออกได้เป็นประสบการณ์หลายร้อยเรื่อง....

แปลกไหมครับ “ชานหมาก” เม็ดนิดเดียวก่อให้เกิดอานุภาพอันน่ามหัศจรรย์ ที่เราเรียกกันว่า “ความศักดิ์สิทธิ์” แล้วคำว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นเกิดจากอะไรเล่าครับ..

“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจาก พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อันเป็นคาถาของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น อาตมาไม่มีเทพ ไม่มีพระอินทร์ มีแต่พระพุทธเจ้า..”

ถึงแม้วัตถุมงคลของหลวงปู่ทิมจะเกิดอภินิหาร ช่วยคนรอดตายหรือประสบความสำเร็จบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งที่พวกเรามีโอกาสได้กราบนมัสการหลวงปู่ ท่านมักจะบอกพวกเราเสมอว่า..

 

“การจะใช้ให้ได้ผล ต้องอยู่ที่การอธิษฐานจิต แต่วัตถุมงคลทุกอย่างไม่สามารถ”หยุดการตาย” หรือ “คุ้มครองไม่ให้ตายไม่ได้” ต่อให้มีพระดีขนาดไหนก็ไม่สามารถหยุดเรื่องเหล่านี้ได้เลย...

ประโยชน์ของวัตถุมงคล ใช้ในทางแคล้วคลาด หากเรายังไม่ถึงคราวตาย คนเราเมื่อถึงคราวก็ต้องตายทุกคน แม้แต่พระพุทธเจ้าของเราท่านยังถึงพระนิพพานเหมือนกัน...”

ฟังแล้วต้องฉุกคิดครับ “วัตถุมงคล” ต่อให้ดีเลิศประเสริฐศรีขนาดไหน ก็ยังไม่แน่นอนเท่ากับ “การทำความดี”

“การทำความดีนั่นแหละดีที่สุด อย่าไปสร้างเวรกรรมเป็นอันใช้ได้ ต้องนำธรรมะมายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้จิตใจมั่นคง” 

“กรรมดี ก็ต้องเป็นกรรมดี กรรมชั่วก็ต้องเป็นกรรมชั่ว และการทำกรรมดี ไม่ใช่เป็นการเอากรรมดี ไปล้างกรรมชั่ว..” 

เสมอไปหรือไม่ที่ความคิดความเชื่ออันแตกต่างต้องนำมาซึ่งความแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย…

โดยเฉพาะเรื่องของ “การเวียนวายตายเกิด” ถือว่าเป็นเรื่องเด่นประเด็นหลักในวงสนทนาของกลุ่มผู้ที่สนใจในเรื่องเช่นนี้ พวกที่เชื่อก็เชื่อเอาอย่างมาก พวกที่ไม่เชื่อก็ตีลังกาพิงฝาต้านสุดฤทธิ์ ฝ่ายหนึ่งก็ว่าคนเราเมื่อตายไปแล้วก็สูญ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยืนยันว่า นรก สวรรค์ มีจริง ดังนั้นจึงต้องมีเวียนว่ายตายเกิด แล้วกับหลวงปู่ทิมของพวกเราล่ะครับ ท่านว่าอย่างไร..

 

“คนเรายังมี “กรรม” ทุกคนมีกรรม จึงต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อชดใช้กรรม...” 

ว่ากันว่า “สิ่งปลูกสร้างที่มีความสูงใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาวัดถึงความถาวร...”

“ทุกสิ่งทุกอย่างไม่คงทนถาวรหรอก “ไตรลักษณ์” นี่สิของจริง อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกขัง คือความทนอยู่ไม่ได้ อนันตา คือความไม่ใช่ตัวตน..” 

ในเดือน มีนาคม ๒๕๕๒ นี้ “หลวงปู่ทิม อตตสนโต” ท่านจะมีอายุวัฒนมงคลครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี ถึงสังขารของท่านจะร่วงโรยไปตามกาลเวลาของอายุ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านไปเคยบอกปัดปฏิเสธเลยในตลอดชีวิตของท่าน คือเรื่องของ “ความเมตตา” ที่ท่านมีให้กับลูกศิษย์และญาติโยมทั้งใกล้วัดและต่างถิ่น...

ดังนั้นหากเพื่อนๆ ท่านใดประสงค์จะเข้าไปกราบนมัสการท่าน เมื่อไปถึงวัดแล้วหลวงปู่ทิม ท่านยังพักผ่อนอยู่ก็ขอให้เพื่อนๆ จงนั่งคอยด้วยความสงบหรือจะเดินเที่ยวชมบริเวณวัด ให้อาหารปลาที่ศาลาหลังวัด เชิญตามอัธยาศัย ยังไงซะท่านต้องได้เข้ากราบหลวงปู่แน่นอน...

ก่อนที่พวกเราจะกราบลาท่านเพื่อเดินทางกลับ หลวงปู่ท่านได้สอนพวกเราถึง “ความไม่ประมาท” ท่านว่าความประมาทเป็นหนทางสู่ความตาย..

ซึ่งความประมาทนี้ คือความประมาททาง กาย วาจาและใจ แต่จะมี”ความหมายหรือนัยยะ”อย่างไร ก็แล้วแต่”วิจารณญาณ”ความคิดของแต่ละคนที่จะนำกลับไปค้นหา....สวัสดีครับ

ขอกราบขอบพระคุณ พระสมุห์สุนทร สุนทโร สำหรับข้อมูล

คุณแล่ม จันท์พิศาโล ที่กรุณาอำนวยความสะดวก คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับรูปภาพ เพื่อนต่อสำหรับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจและการอนุญาตให้นำรูปภาพจากเวปไซด์หลวงปู่ทิม มาใช้ประกอบบันทึกน้อยตอนนี้ ขอบคุณจริงๆครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net