วันที่ จันทร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เร็ททีวี : บริโภคนิยม ผสม เรื่องโกหก



แต่ไหนแต่ไรมาโทรทัศน์บ้านเราไม่เคยมีการทำเร็ทรายการโทรทัศน์แบ่งอายุ
คนดูมาก่อน  ใครไคร่ดูก็ดูได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าผู้ดูจะอยู่ในวัยไหนและจะดูในช่วง
เวลาใด
 
    เท่าที่ผู้เขียนจำได้ถ้าละครเรื่องไหนเป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อเรื่องเพศ ละคร
เรื่องนั้นก็จะถูกนำไปฉายในช่วงเวลาดึก ๆ และจะมีตัวอักษรขึ้นหน้าจอว่า 
“ละครเรื่องนี้ไม่เหมาะกับผู้เยาว์”  เท่าที่จำได้ก็คือละครเรื่อง อีพริ้ง คนเริงเมือง
ซึ่งสมัยนั้นเป็นละครช่อง ๓  โดยมีคุณวิยะดา อุมารินทร์ แสดงเป็นอีพริ้งผู้หญิง
หลายสามี แต่ละครเรื่องดังกล่าวก็ฉายเอาตอนดึก ๆ ประมาณ ๓ – ๔ ทุ่มคงไม่
มีผู้เยาว์คนไหนนอนดึกเพื่อดูละครเรื่องนี้  ซึ่งนั่นก็ประมาณ ๒๐ กว่าปีที่แล้ว


    จวบจนสมัยนี้ทีวีเปลี่ยนจากขาวดำเป็นสี  เปลี่ยนจากจอโค้งมาเป็นจอแบน
แถมด้วยรีโมทคอนโทรลอีกต่างหาก ไม่มีแล้วที่จะต้องลุกไปเปลี่ยนช่อง  คน
ที่ทำงานในกรมประชาสัมพันธ์หรือ กบว. (ย่อมาจากอะไรก็ลืม ๆ ไปแล้วสิ)  ก็
คงจะรู้สึกถึงความรุนแรงของเนื้อหาและเรื่องราวในจอโทรทัศน์มากขึ้น  เลยจัด
ให้มีเร็ททีวีขึ้นมาเพื่อที่จะได้เตือนประชาชนคนดูหรือผู้ปกครองให้ตระหนักรู้
มากขึ้นว่ารายการไหนเหมาะไม่เหมาะกับเยาวชนอย่างไร  จนตอนนี้คนดูก็ชัก
จะสับสนไปด้วยว่าตกลงเราดูรายการอะไรได้บ้าง หรือเราควรจะปิดทีวีกันดี

   แต่เท่าที่รู้ก็คือเร็ทถูกจัดขึ้นมาเพื่ออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเตือนพ่อแม่ผู้
ปกครองให้เอาใจใส่กับรายการโทรทัศน์มากขึ้นว่ารายการไหนเหมาะจะเปิดให้
เด็กดู หรือรายการไหนควรจะหลีกเลี่ยง หรือรายการไหนดูไปด้วยแนะนำเด็ก ๆ
ไปด้วย  แต่ถ้าคิดอีกมุมก็คือถ้ารายการไหนคิดว่าไม่เหมาะสำหรับเด็กแล้วไฉน
จึงจัดมาให้ในช่วงเวลาที่เด็ก ๆ มานั่งหน้าจอกันล่ะ (เขาเรียกว่าช่วง Prime
Time คือช่วงเวลาที่ทั้งครอบครัวมักจะมานั่งหน้าจอกัน คือ ช่วงเวลา ๔ โมง
เย็นจนถึง ๑ ทุ่มหรือ ๒ ทุ่ม)ถ้าคิดว่าไม่เหมาะกับเด็ก ๆ ก็ไม่น่าจะนำมาบรรจุใน
ช่วงเวลาดังกล่าว  ไม่เห็นว่าจะต้องติดเร็ทตัวอักษรให้เสียเวลา  อีกทั้งการติด
เร็ทก็เป็นการวิเคราะห์รายการโดยคนกลุ่มหนึ่งโดยไม่ได้มองว่าเนื้อหาของ
รายการนั้น  บางครั้งเด็ก ๆ ก็มีวิจารณญาณในการชมอยู่แล้วไม่เห็นว่าจะต้องติด
เร็ทให้ยุ่งยาก  หรือบางทีติดเร็ทไว้ให้แล้วแต่ไม่รู้ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจะแนะนำ
เด็ก ๆ กันสักกี่มากน้อย ?

   แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะลืมไปและนึกไม่ถึงก็คือไม่ได้มีเฉพาะรายการ
โทรทัศน์เท่านั้นที่เสนอความรุนแรงและการกระตุ้นความต้องการ แม้แต่การนำ
เสนอ ข่าวรายวัน  กับ โฆษณาบางชิ้น เองก็มีความรุนแรงและการกระตุ้นความ
รู้สึกอยู่ด้วย  จึงเป็นเรื่องน่าตั้งคำถามว่าทั้งสองรายการนี้ควรจะติดเร็ทด้วยหรือ
ไม่  เพราะทุกวันเราจะมีข่าวการกระทำชำเราทางเพศ ข่าวฆาตกรรมเปรอะเลือด
โฆษณาที่รุนแรงและกระตุ้นต่อมอยากตลอดเวลา 

    ภาพยนตร์สำหรับเด็ก ๆ เองโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกับยอดมนุษย์-ไอ้มด
แดงก็จะมีฉากการต่อสู้กำจัดเหล่าร้ายด้วยการฆ่า เตะถีบและใช้พลังพิเศษต่าง ๆ
กำจัดคู่ต่อสู้ให้ตายตกไปตามกัน หนังจีนที่มีฉากฆ่าฟันกันด้วยดาบ เมื่อพระเอก
ต้องต่อสู้กับเหล่าร้ายด้วยการใช้ดาบฟาดฟันจนคู่ต่อสู้ตายแน่นิ่งฟุบกับพื้น 

    ผู้เขียนจำได้ว่าตอนที่เราเป็นเด็ก ๆ ได้ดูฉากต่าง ๆ นานาเหล่านี้แล้วก็นึก
แปลกอยู่ในใจเหมือนกันว่าในหนังเขาฆ่ากันอย่างนี้ทำไมเขาฆ่ากันได้ง่ายจัง
แล้วคนที่ฆ่าก็เป็นพระเอกเขาไม่มีความผิดหรือ แล้วเขาจะคิดไหมว่าการฆ่ากัน
เป็นสิ่งไม่ดี นั่นเป็นสิ่งที่ผู้เขียนคิดในตอนนั้น และก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรจน
กระทั่งโตขึ้นจึงเข้าใจในภายหลังว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพยนตร์และการนำเสนอ
เรื่องราวบันเทิง

   เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดต่อเพราะเคยมีเหตุการณ์เด็กนักเรียนชั้น ป. ๑ เล่น
กระโดดสูงมาจากโต๊ะลงมาที่พื้นจนขาแข้งหักเพราะเลียนแบบไอ้มดแดงแบบว่า
เล่นต่อสู้กันระหว่างธรรมะกับอธรรม  ทางโรงเรียนต้องส่งเด็กน้อยไปเข้าเฝือก
ที่โรงพยาบาลแล้วคุณครูก็ออกมาเตือนที่หน้าแถวตอนเช้าวันถัดมาว่าห้ามเด็ก ๆ
กระโดดจากที่สูงเลียนแบบหนัง เพราะกระโดดลงมามีแต่จะขาแข้งหัก อย่าง
น้อยนี่ก็เป็นผลกระทบจากทีวีที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ยังไม่ต้องพูดถึงค่านิยมต่าง ๆ
นานาที่หลุดออกมาจากทีวีโดยที่เรามิได้ทันตระหนักรู้

    ช่วง Prime Time ของโทรทัศน์บ้านเรามักมีแต่รายการที่เป็นลักษณะเดียวกัน
คือเป็นละครที่เกี่ยวกับพระเอก-นางเอก-นางอิจฉา ออกมาฉายในช่วงเวลา
เดียวกันทั้ง ๔-๕ ช่อง ละครแต่ละเรื่องมีแต่ตัวละครหลัก ๆ สามตัวนี้  ตัวอิจฉา
ต้องแต่งหน้าแต่งตาจัดจ้าน แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรง เข้าตบตีทะเลาะกับ
นางเอก เข้าไปแย่งพระเอกมาจากนางเอก ร้องกรี๊ด ๆ อย่างที่ชีวิตจริงก็ไม่มีใคร
ร้องได้ขนาดนั้น  ออกจะเป็นนำเสนอค่านิยมและบุคลิกของตัวละครที่เกินเลย
จากความเป็นจริง หรือไม่ก็เป็นรายการเกมส์โชว์ที่เต็มไปด้วยความบันเทิงแข่ง
ขันกันสุด ๆ

    นั่นเป็นเรื่องพื้น ๆ ที่มากับโทรทัศน์โดยคนดูจำนวนมากมักไม่ทันได้ตระหนักรู้
(หรืออาจยินยอมที่จะไม่ตระหนักรู้)  แต่มากไปกว่านั้นที่ผู้ใหญ่หลายคนไม่ทันได้
ระมัดระวังตัวก็คือ ส่วนหนึ่งโทรทัศน์นำมาซึ่ง บริโภคนิยม แห่งการกระตุ้นเร้า
ให้ผู้ชมต้องการเสพสินค้า ผลิตภัณฑ์ และบริการอยู่ตลอดเวลา  ค่านิยมที่สอน
ให้คนดูไม่ควรพอใจในตนเองแต่ควรสรรหาสินค้าในจอทีวีมาบำรุงบำเรอความ
ต้องการของตนมิให้พร่อง  ซึ่งจะว่าไปก็คือ เรื่องโกหกหลอกลวง ให้หลงไปกับ
ภาพ  แสง  สี  เสียง ที่ปรากฏ  เป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะเติมเต็มความต้องการ
ของตนจากสิ่งภายนอก  เวลาที่เราดูทีวีเราก็ไม่เคยอยู่กับตัวเอง ทีวีเสนอแต่
เรื่องราวนอกตัว ทีวีมีภาพ แสง สี เสียง ที่วิจิตตระการตาเกินความเป็นจริง
ยั่วยวนประสาทสัมผัสได้อย่างยอดเยี่ยม โอกาสที่คนเราจะเรียนรู้อะไรจากทีวี
โดยมองลึกเข้าไปถึงตัวตนด้านในของตัวเราเองจึงมีน้อยถ้าคน ๆ นั้นไม่ได้มี
สติหรือวิจารณญาณเพียงพอ


   สิ่งที่มักจะมาพร้อมกับ ‘บริโภคนิยม’  ก็คือ ‘วัตถุนิยม’  ค่านิยมที่คอยสนับสนุน
และส่งเสริมว่าความสุขอยู่ที่วัตถุ เป็นเหตุให้ผู้คนไขว่คว้าหาความสุขจากภาย
นอกแทนที่จะค้นหาจากภายใน  แม้แต่ตัวโทรทัศน์เองมันก็มีลักษณะของความ
เป็น วัตถุนิยม และ บริโภคนิยม  ในเวลาเดียวกัน คือ หากคุณรู้สึกเหงาหรือไม่
มีอะไรทำเมื่อไหร่ก็เป็นอันต้องเดินไปเปิดทีวีเพื่อจะได้พบกับความสุข (ลวง ๆ )
จากจอทีวีเพื่อหวังจะได้เจอะเจอรายการบันเทิงที่ทำให้จิตใจมีความสุขสนุกไป
กับรายการทีวี (วัตถุนิยม-การค้นหาความสุขจากภายนอก) แต่พอเปิดทีวีก็เจอ
กับโฆษณาเชื้อเชิญให้บริโภคสินค้าก็เกิดความอยากบริโภคขึ้นมา (บริโภคนิยม)
โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าตกลงนั่นเป็นความต้องการที่แท้จริงหรือเป็นเพียงความต้อง
การลวง ๆ ที่เพียงแค่ถูกกระตุ้นขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราว  และในที่สุดการค้นหา
ความสุขที่เริ่มจากการลุกขึ้นไปเปิดทีวีก็ทำให้เราหมุนวนไปกับวัตถุนิยม-บริโภค
นิยม เช่นนี้

   พ่อแม่บางคู่มีสติรู้เท่าทัน  ไม่ซื้อทีวีเข้าบ้านเพราะรู้ว่าทีวีเป็นสิ่งเกินจำเป็นและ
เป็นอันตรายกับเด็ก ๆ  ถึงไม่มีทีวีก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ การไม่มีทีวีเสีย
อีกกลับทำให้ชีวิตเรียบง่ายยิ่งขึ้น ไม่ต้องทะเลาะกันเพราะแย่งกันดูทีวีอย่างที่
หลาย ๆ บ้านเป็นกัน  ไม่ต้องยุ่งยากกับอาการติดทีวีของเด็ก ๆ หรือแม้แต่ของ
ตัวเอง

   การจัดเรททีวีแท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องจำเป็นหรือมีความหมายเท่ากับ
การพยายามบอกผู้คนให้ตระหนักรู้ว่า ทีวีก็เป็นสื่อหลอกลวงให้ผู้คนตกอยู่ใน
วังวนของบริโภคนิยม เป็นสื่อที่สร้างค่านิยมและวิธีคิดที่บ่อยครั้งก็ไม่ได้ให้
สาระกับชีวิตเป็นสื่อที่ทำลายความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว
 
  ทีวีอาจจะมีส่วนดีอยู่บ้างในกรณีที่บางคนยังต้องการเสพข่าวสารอยู่ แต่เมื่อ
เทียบกับโทษภัยแล้วอาจจะไม่คุ้มที่จะพูดถึงประโยชน์ซึ่งมีอยู่ไม่มากนัก

  

   ไม่ได้บอกว่าเราควรจะเลิกดูทีวีเสียทีเดียว เพราะหลาย ๆ คนคงไม่อยากทำ
เพียงแต่อาจจะเปิดทีวีน้อยลงหรือหยุดดูในบางวัน  บางทีการงดดูทีวีเสียบ้าง
ในบางวันหันมาอยู่กับกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิต เช่น อ่านหนังสือ เล่นโยคะ ทำ
อาหาร ชักชวนพี่น้องในบ้านทำขนมร่วมกัน   ก็อาจจะทำให้เราได้ค้นพบความ
สุขภายใน ในรูปแบบที่แตกต่างจากการดูทีวีเช่นทุกวัน และอาจทำให้เรามี
ความสุขและมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น.

โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net