วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พวกเราเกย์…แล้วงัย ?


 เด็กผู้ชายที่มีบุคลิกออกหญิงจำนวนมากมักจะถูกเลือกปฏิบัติ  คำ
เรียกขาน  ว่าตุ๊ด ว่ากะเทย ฅนที่ไม่เคยถูกเรียกแบบนี้จะไม่เคยรู้สึกว่าคำเรียกนี้
เจ็บปวดรุนแรงอย่างไร

 เราถูกเชิญให้ไปจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กเกย์กลุ่มนี้ ๒ วัน ในช่วงสุด
สัปดาห์ก่อนเข้าพรรษาพวกเขาเรียนชั้นมัธยม ร.ร.ทหารอากาศอนุสรณ์
จ.นครสวรรค์  เราถือโอกาสตั้งชื่อการอบรมนี้ว่า “ศาสนธรรมกับฅนรักเพศเดียว
กัน”  ส่วนสถานที่จัดคือ วัดเทพมงคลปานสาราม  งานนี้ต้องบอกว่าเป็นการ
จัดการที่เยี่ยมยอดมาก เพราะท่านเจ้าอาวาสใจกว้างเปิดโอกาสให้เข้าไปใช้
สถานที่อบรมในวัดของท่านได้สบาย ๆ

              หลังจากที่ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวเปิดงาน เราก็เริ่มกระบวน
การเรียนรู้ทันที สิ่งที่เราคิดว่ามีความสำคัญต่อเด็กเกย์ที่ควรเรียนรู้เป็นอย่างแรก
เลยก็คือ ระบบวิธีคิดแบบโครงสร้างสังคมชายเป็นใหญ่

              เราสอนให้เด็ก ๆ เกย์ได้เรียนรู้ว่าสังคมมีความคาดหวังต่าง ๆ นานา
ที่ขัดแย้งและแตกต่างกันระหว่างเด็กผู้ชายกับเด็กผู้หญิง

              •สังคมคาดหวังให้เด็กผู้ชายต้องเข้มแข็ง ต้องเป็นชายชาตรี ต้องมี
ความเป็นผู้นำ ต้องไม่ร้องให้ ต้องรักผู้หญิง
              •สังคมคาดหวังให้เด็กผู้หญิงต้องเป็นกุลสตรี ต้องเป็นแม่ศรีเรือน
ต้องรักนวลสงวนตัว ต้องเป็นผู้ตาม ร้องไห้ได้ ต้องรักผู้ชาย

             ด้วยความคาดหวังในความเป็นผู้ชาย-ผู้หญิงแบบนี้ทำให้เด็กเกย์รู้สึก
ตัวเองว่าเป็นเด็กนอกกรอบ ด้อยคุณค่าในตัวเอง เพราะไม่ได้มีคุณสมบัติตรง
ตามกรอบที่สังคมกำหนด  แต่จะว่าไปเด็กผู้ชายที่ไม่ได้เป็นเกย์ก็นอกกรอบ
เหมือนกัน เพราะเด็กผู้ชายหลายฅนก็ร้องไห้ อ่อนแอ และไม่ได้มีความเป็นผู้นำ
ในขณะที่เด็กผู้หญิงบางฅนมีความเป็นผู้นำ ไม่ได้เป็นกุลสตรี ไม่ได้มีความเป็น
ผู้ตาม และอาจจะรักผู้หญิงด้วยกัน !
 
             เราสอนให้เด็ก ๆ เกย์เข้าใจมากขึ้นว่า ดังนั้นแล้วไม่ใช่เราเท่านั้นที่
นอกกรอบ เด็กฅนอื่น ๆ ต่างก็นอกกรอบเหมือนกัน  หรือบางครั้งเด็กเกย์เองก็มี
อะไรบางอย่างตรงตามกรอบ นั่นก็คืออาจจะมีความเป็นผู้นำในขณะที่เด็กผู้ชาย
เองอาจจะไม่มีก็ได้

 


            สุดท้ายเราสรุปว่า กรอบนี้เป็นเพียงกรอบที่ไม่ได้มีความเป็นจริง
เป็นกรอบที่มีความเป็นมายา (หลอกลวง) เป็นกรอบที่สังคมสร้างขึ้น  ถ้าชีวิต
บางด้านของเราจะไม่ได้เป็นไปตามกรอบที่สังคมกำหนด นั่นก็ไม่ได้หมาย
ความว่าเราเป็นฅนไม่ดี


            กรอบนี้อยู่ภายใต้ระบบสังคมชายเป็นใหญ่   เราได้สรุปเพิ่มเติมเกี่ยว
กับลักษณะของระบบสังคมชายเป็นใหญ่ ๔ ประการ คือ

            ๑. เป็นสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นผู้ชาย ปฏิเสธคุณค่าความเป็น
ผู้หญิงและกะเทย   สังคมมักให้คุณค่าความเป็นผู้นำแก่ผู้ชาย ในขณะที่ผู้หญิง
และกะเทยหมดสิทธิ์ในการขึ้นมาเป็นผู้นำ  ไม่ว่าจะเป็นการบวช  การสืบสกุล
การปกครอง การบริหาร การเป็นผู้นำ

            ๒. เป็นสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นรักต่างเพศ ปฏิเสธคุณค่า
ความรักในเพศเดียวกัน  การศึกษา  ศาสนา  ครอบครัว ประเทศชาติ ๔
สถาบันภายใต้ระบบสังคมชายเป็นใหญ่นี้ได้ให้คุณค่าแก่รักต่างเพศเป็นสำคัญ
โดยมองข้ามคุณค่าของรักเพศเดียวกันว่าไม่มีความหมาย ทั้ง ๆ ที่คุณค่า
ประการหนึ่งของรักเพศเดียวกันก็คือช่วยควบคุมมิให้ประชากรมีจำนวนมากเกิน
ไป
 
            ๓. เป็นสังคมที่ให้คุณค่ากับความเป็นครอบครัว พ่อ + แม่ + ลูก
โดยลืมไปว่าคู่ความสัมพันธ์อื่น ๆ ก็มีความเป็นครอบครัวได้  ตัวอย่างเช่น ยาย
กับหลานก็เป็นครอบครัวได้  พี่กับน้องก็เป็นครอบครัวได้ พ่อ+พ่อ+ลูก หรือ
แม่+แม่+ลูก ก็เป็นครอบครัวได้

           ๔. ให้คุณค่ากับความเป็น ‘ชายจริง หญิงแท้’  ความเป็นชายจริง
หญิงแท้ไม่ได้มีอยู่จริง เป็นเพียงสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยสังคม  การใช้คำว่า ‘ชาย
จริงหญิงแท้’ เป็นการมอบคุณค่าให้ฅนกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่ฅนอีกกลุ่มหนึ่งได้
ถูกลดทอนคุณค่าลงไป  ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้คำสองคำนี้


           ทั้งหมดนั้นเป็นลักษณะ ๔ ประการของระบบวิธีคิดแบบสังคมชาย
เป็นใหญ่  หลังจากเด็ก ๆ เกย์เข้าใจเรื่องโครงสร้างสังคมนี้แล้ว ทำให้พวกเขา
เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าความรุนแรงที่พวกเขาได้รับจากสังคมนั้น เป็นเพราะ
สังคมยังมีวิธีคิดผิด ๆ เกี่ยวการมอบคุณค่าให้กับความเป็นเพศใดเพศหนึ่ง ไม่ใช่
เพราะพวกเขาเกิดมาแปลกประหลาด  ไม่เฉพาะเด็กเกย์เท่านั้นที่ถูกปลดปล่อย
จากความเชื่ออันเป็นมายาของสังคม  พ่อแม่ที่มีลูกเป็นเกย์ก็ดี  ครูอาจารย์ที่มี
ลูกศิษย์เป็นเกย์ก็ดี หรือใครก็ตามที่มีเพื่อนเป็นเกย์ จะได้เข้าใจและภาคภูมิใจ
เสียทีว่าตนเองมีบุคคลใกล้ตัวที่มีความเป็นปรกติธรรมดาฅนหนึ่ง ไม่ได้แตก
ต่างไปจากผู้ชายผู้หญิงทั่วไป

            วันสุดท้ายก่อนที่กิจกรรมจะจบลง คุณครูที่นำเด็ก ๆ เกย์มาเข้า
อบรมสองวันถามเราว่า กะเทยมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับพุทธศาสนา  เรา
ตอบว่า การเกิดเป็นกะเทยก็เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในโลกนี้ไม่มีใครที่ไม่เคยเกิด
เป็นกะเทย ทุกฅนต่างก็ต้องเคยเกิดเป็นกะเทยมาแล้วทั้งนั้นเพื่อสั่งสมบารมีใน
การเกิดเป็นมนุษย์  เพื่อจิตวิญญาณจะได้เรียนรู้ความทุกข์ในทุกรูปแบบของการ
เกิด เมื่อจิตวิญญาณได้เกิดมาครบทุกรูปแบบแล้วเมื่อนั้นจิตวิญญาณจะได้เห็น
ทุกข์ของสรรพชีวิต เกิดการเรียนรู้ และเกิดการบรรลุธรรมต่อไป
 
              ดังนั้น  เราจึงไม่ควรล้อเลียนหรือเลือกปฏิบัติต่อฅนที่เกิดเป็นกะเทย
เพราะเราต่างก็เคยเกิดเป็นกะเทยมาก่อนเหมือนกัน.

โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net