วันที่ อังคาร ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“กะฎีเจ้าเซ็น” ในสยามประเทศ


โดย ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์

ในบรรดาสิ่งก่อสร้างของศาสนิกต่างศาสนาในประเทศไทย “กะฎีเจ้าเซ็น” นับเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ซึ่งชาวสยามคุ้นเคยและรู้จักมาช้านานตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังปรากฎข้อความในจดหมายเหตุประถมวงศ์สกุลบุนนาค ระบุว่าเฉกอะหฺมัดได้รับพระราชทานที่ดินจากพระมหากษัตริย์ให้สร้างศาสนสถานศูนย์กลางชุมชนเรียกว่า “กระฎีเจ้าเซ็น” หรือ “กะฎีทอง” 
 นอกจากนี้ในจดหมายเหตุประถมวงศ์สกุลบุนนาคยังระบุว่า อกามูฮัมหมัดหลานชายของเฉกอะหฺมัดซึ่งรับราชการในตำแหน่งออกพระศรีเนาวรัตน์ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ได้สร้างกะฎีไว้อีกแห่งเรียกว่า “กะฎีใหญ่” แต่ปัจจุบันไม่ปรากฎหลักฐานร่องรอยของ กะฎีทองและกะฎีใหญ่เนื่องจากถูกทำลายไปพร้อมกับการเสียกรุงครั้งที่สอง
 กะฎีเจ้าเซ็นได้สร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยในระยะแรกยังเป็นอาคารขนาดไม่ใหญ่นัก จนถึงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระยาวรเชษฐภักดี (เถื่อน) ซึ่งดำรงตำแหน่งพระยาจุฬาราชมนตรี ผู้นำชุมชนมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ได้บูรณะสร้างเสริมขึ้นใหม่ตามรูปแบบเดิมของกะฎีเจ้าเซ็นครั้งรัชกาลที่ 1 แต่มีขนาดใหญ่โตกว่า 
 กะฎีเจ้าเซ็นของพระยาจุฬาราชมนตรีได้รับพระบรมราชานุญาตรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี จึงมีนามเรียกอีกชื่อว่า “กะฎีหลวง”
 กล่าวสำหรับศาสนสถานของมุสลิมนิกายชีอะห์มีศัพท์ทางการว่า “อิหม่ามบารา” (Imambara) มาจากคำว่า “อิหม่าม” ในภาษาอาหรับแปลว่าผู้นำ (ของนิกายชีอะฮ์) และ “บารา” ในภาษาอูรดู (Urdu  คือภาษาที่ใช้ในหมู่มุสลิมเอเชียใต้และเอเชียกลางรับอิทธิพลมาจากภาษาอาหรับและเปอร์เซีย) แปลว่า “บ้าน”  อิหม่ามบาราจึงหมายถึง “เคหาสน์ของอิหม่าม” บริเวณภาคเหนือของอิหร่านแถบพื้นที่ใกล้กับทะเลสาบแคสเปียน
 อิหม่ามบารามีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ตะเกี่ย” (takias) ในประเทศไทยปรากฎชื่อ “มัสยิดตะเกี่ย” เป็นศาสนสถานเก่าแก่ของมุสลิมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มัสยิดนี้น่าจะเคยเป็นอิหม่ามบาราของมุสลิมชีอะฮ์มาก่อน
 สันนิษฐานว่า “กะฎี” น่าจะมาจากคำในภาษาเปอร์เซียและอาหรับ โดยอาจมาจากคำว่า “กะดีร์คุม” หมายถึงตำบลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างนครเมกกะกับมะดินา มุสลิมนิกายชีอะฮ์เชื่อว่าเป็นสถานที่ซึ่งอิหม่ามอาลีผู้นำสำคัญของนิกายชีอะฮ์ได้รับแต่งตั้งให้ขึ้นดำรงตำแหน่งคะลิฟะห์หรือผู้นำทางศาสนาต่อจากพระศาสดามูฮัมหมัด 
 นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังสันนิษฐานว่ากะฎีมาจากคำ “กะเต” ในภาษามลายูที่แผลงจากคำเปอร์เซีย กะเตแปลว่า “พระแท่นที่ประทับ”  ซึ่งความหมายสอดคล้องกับคำว่า “อิหม่ามบารา” หรือ เคหาสน์ที่ประทับของอิหม่ามนั่นเอง
 คำว่ากะฎีในระยะแรกคงหมายรวมถึงอาคารทางศาสนาของมุสลิมนิกายชีอะฮ์ที่ตั้งถิ่นฐานในสยาม ต่อมาคำนี้จึงใช้เรียกสิ่งก่อสร้างที่มีรูปแบบคล้ายกันกับ “กะฎีเจ้าเซ็น” คือเป็นอาคารทรงตึกแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาทรงปั้นหยา ชาวสยามจึงเรียกอาคารทรงตึกแบบเดียวกันที่สร้างขึ้นในชั้นหลังๆ ว่ากะฎีด้วย เช่น กะฎีขาวหรือมัสยิดบางหลวง เป็นศาสนสถานของมุสลิม หรือกะฎีจีน ศาสนสถานของชาวจีน เป็นต้น  
 “กะฎี” อันมีรากศัพท์มาจากภาษาแขกจึงแปลงสู่ภาษาไทยอย่างแยบยล จนไม่อาจค้นหาที่มาได้ว่ามีต้นกำเนิดอย่างไร เฉกเช่นคำอีกมากมายในภาษาไทยที่คงต้องสืบค้นกันต่อไป
 คำต่างๆ เหล่านี้สะท้อนถึงการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมในสังคมไทยที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์โดยไม่จำเป็นต้องรณรงค์กันอย่างใหญ่โตให้คนทั้งหลายหันมาสามัคคีเช่นสังคมไทยทุกวันนี้
...................................................................
(ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

โดย เนชั่นบันเทิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net