วันที่ พุธ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรวัต พุทธินันทน์ และ วงคีตกวี


อัลบั้ม    เรามาร้องเพลงกัน
ศิลปิน   เรวัต พุทธินันทน์ และ วงคีตกวี
ปีที่ออก 2525
ลิขสิทธิ์ โรงเรียนดนตรีศศิลิยะ

ก่อนที่จะเริ่มเขียนบล็อกครั้งแรกที่นี่ ผมมีสถานะเป็นเพียงผู้เสพในโลกไซเบอร์เท่านั้น
หนึ่งในเรื่องที่สืบค้นหาอ่านมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือเรื่องของผลงานชุด "เรามาร้องเพลงกัน"
ถึงวันนี้พบว่ามีการเขียนถึงอย่างเป็นกิจจะลักษณะคือที่บล็อกของคุณ
Brad Pitt 
เขียนได้ดีมาก ๆ นอกนั้นก็ได้อ่านเจอบ้างตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ

วันนี้ผมมีพื้นที่ส่วนตนจึงมีความตั้งใจที่จะเขียนถึงงานชุดนี้
โดยการเขียนของผมจัดอยู่ในประเภท
Popular Criticism
(หนึ่งในห้าประเภทของการวิจารณ์ตามหลักของ Edward Burke Feldman)
ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นของผู้ไม่เชี่ยวชาญ ความเห็นเป็นไปตาม ความรู้ ความคิด
ประสบการณ์ และรสนิยมส่วนตัว ซึ่งมักหาความถูกต้องเที่ยงธรรมยาก

จุดเริ่มต้น

ภาคีวัดอรุณ ออกแสดงได้ 2 ปี ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2519-20 อาจารย์ดนูเห็นว่ากิจกรรมการ
ออกแสดงดนตรีตามงานต่างๆ แต่เพียงอย่างเดียวคงไม่ทำให้งานเผยแพร่ออกไปสู่วงกว้างได้
เท่าที่ควร และเมื่อพิจารณาถึงแนวดนตรีของวงเป็นตัวตั้งด้วยแล้ว ผู้ที่ต้องการเสพงานยิ่งเป็นกลุ่ม
แคบเข้าไปอีก การจะพัฒนาวงการดนตรีของไทยให้ก้าวหน้าต้องทำในหลาย ๆ มิติ จึงเป็นที่มา
ของการเปิดโรงเรียนสอนดนตรีศศิลิยะ และ บริษัทบัตเตอร์ฟลาย รับผลิตงานเพลงประกอบ
โฆษณา ละครเวที ภาพยนตร์ โดยที่ตั้งของทั้งสององค์กรอยู่ตึกติดกัน (ในช่วงเวลานั้น)

"เรามาร้องเพลงกัน" เป็นโครงการพิเศษในนามของศศิลิยะที่ต้องการเผยแพร่งานประพันธ์ของ
อาจารย์ผู้สอนไปในวงกว้าง
ถ้าใช้ชื่อภาคีอรุณเป็นจุดขายอาจไม่เวิร์ค จึงเป็นที่มาของการดึงเต๋อ
ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกของ
The Impossible และ Oriental Funk เข้าร่วมงานนี้ด้วย เส้นทางสายดนตรี
และความสนิทของเต๋อกับภาคีนั้นแนบแน่นกันอยู่ก่อนแล้ว  จึงเป็นที่มาของ เรวัต พุทธินันทน์ และ
วงคีตกวี
 (เหตุผลในการดึงเต๋อเข้าร่วมงานเป็นมุมมองของผู้เขียนซึ่งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง)

บุคลากร

ร้อง: เรวัต พุทธินันทน์

คำร้อง ทำนอง เรียบเรียง: วงคีตกวี

ผู้อำนวยการผลิต: ดนู ฮันตระกูล

ผู้บันทึกเสียง: กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา

ห้องบันทึกเสียง: บัตเตอร์ฟลาย

เรวัต พุทธินันทน์
ขอเขียนถึงประวัติและผลงานของ เรวัต พุทธินันทน์ โดยละเอียดในอีกหมวดหมู่หนึ่ง
เพราะเมนธีมคือกลุ่มบัตเตอร์ฟลาย

วงคีตกวี
ไม่มีการให้เครดิตในด้านในของปกเทปว่าคือใครบ้าง จากการสืบค้นจากแหล่งข้อมูลทุกประเภท
คีตกวีคือ อัสนี โชติกุล
, จิรพรรณ อังศวานนท์, กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา, สุรสีห์ อิทธิกุล,
อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ, ดนู ฮันตระกูล และ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ (แม้ว่าในปกเทปจะมีเพียงสี่ท่าน
ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ขวาสุดและดูไม่ออกว่าเป็นใคร แต่ในทางพฤตินัยที่มีต่อตัวงานไม่ขอแยก
บทบาทของบัตเตอร์ฟลายและศศิลิยะออกจากกัน)  แม้แต่เครดิตผู้ประพันธ์เพลงที่บันทึกไว้
ต้องรวบรวมจากหลายแหล่งถึงได้ครบและได้ตรวจสอบแล้วว่ามีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง
บุคคลที่เป็น "
mastermind" ตัวจริงในงานชุดนี้ในความเห็นของผมคือ ดนู ฮันตระกูล
ผู้ประพันธ์ดนตรีและอำนวยการผลิต โดยมี เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และ อัสนี โชติกุล
เป็นผู้เขียนคำร้อง เต๋อรับหน้าที่เป็นผู้ส่งสาสน์มากกว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางของงานชุดนี้
ได้เขียนถึงเรื่องราวของวงคีตกวีบางท่านไปแล้วยังคงเหลือ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ และ
อัสนี โชติกุล โดยส่วนของอัสนีจะได้เขียนถึงในอีกหมวดหมู่หนึ่ง  

เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์
เกิดวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2491 เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล จบแล้วได้เข้าศึกษา
ต่อที่ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ท่าพระจันทร์เป็นช่วงที่เขามีกีตาร์เป็นเพื่อน
ตลอดเวลา ความที่เป็นคนมีพรแสวงทางดนตรี เขตต์พยายามฝึกฝนด้วยตนเองจากตำราต่างๆ
เคยเข้าร่วมวงดนตรีกับเพื่อนๆ จากนั้นได้เข้าศึกษาวิชาการดนตรีอย่างจริงจังที่
สถาบันสยามกลการการดนตรี เมื่อจบจากสถาบันแล้วได้ทำการสอนดนตรีคลาสสิคที่นั่น
ต่อมาดนูเพื่อนของเขาก่อตั้งโรงเรียนดนตรีศศิลิยะขึ้น และชวนเขตต์เข้าบริหารงานในตำแหน่ง
อาจารย์ใหญ่ เขาได้ถ่ายทอดความรู้ ความสามารถเชิงดนตรีให้อนุชนรุ่นต่อๆ มามากมาย
และแล้วเส้นทางพาเดินเข้าสังกัดแกรมมี่โดยเต๋อเพื่อนรักที่สนิทสนมกันมากตั้งแต่สมัยโรงเรียน
เซนต์คาเบรียลและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขตต์แต่งเพลงให้นักร้องเกิด นักร้องดัง เป็นเพลงฮิต
ติดอันดับ ติดหูประชาชนทั่วไปเป็นอันมาก เช่นงานของ เบิร์ด แหวน นูโว คริสติน่า ไมโคร
หลังจากออกจากแกรมมี่ เขตต์จึงหันมาจับงานบริการอาหาร เครื่องดื่ม และเสียงเพลง เขาจับงานนี้
อยู่นานพอสมควร เมื่อว่างงานก็เขียนหนังสือ หนังสือที่สำเร็จเป็นรูปเล่มแล้วก็คือ "คิดคำทำเพลง"
เขตต์อรัญจากไปอย่างสงบในวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2546
(เีัรียบเรียงจาก สายธารสู่ดวงดาว หนังสือที่ระลึกในงานฌาปนกิจ เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์)


เพลง
(คำร้อง-ดนตรี)
หน้าหนึ่ง
1. ไม่เป็นไร/ อัสนี โชติกุล ดนู ฮันตระกูล
2. เรามาร้องเพลงกัน/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ดนู ฮันตระกูล
3. ทุกๆคน (เป็นคนดี)/อัสนี โชติกุล ดนู ฮันตระกูล
4. เธอ/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ดนู ฮันตระกูล
5. ดนตรี คีตา (เวหาจักรวาล)/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ดนู ฮันตระกูล
หน้าสอง
1. ทำอยู่ทำไป/อัสนี โชติกุล ดนูฮันตระกูล
2. ฮูเลเล/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ดนู ฮันตระกูล & อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ
3. วีณาแกว่งไกว/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ดนู ฮันตระกูล & อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ
4. ขลุ่ยผิว (กอไผ่บรรเลง)/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ จิรพรรณ อังศวานนท์
5. ดอกไม้ไปไหน/อัสนี โชติกุล ดนู ฮันตระกูล
6. ดนตรี คีตา (ภาคลาโรง)/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ดนู ฮันตระกูล

วิจารณ์

"เรามาร้องเพลงกัน" เป็น Concept Album (อัลบั้มที่มีเนื้อหาหรือรูปแบบที่มีความคิดรวบยอด
ชัดเจนหรือมีเรื่องราวต่อเนื่องทั้งชุด) หรือไม่

ในความคิดส่วนตนเป็นครับ การนำเสนอบทเพลง เรามาร้องเพลงกัน ซึ่งเป็นแนวเพลงที่ใช้ใน
ละครเวที (
musical play) เชิญชวนผู้ฟัง (หรือถ้าเป็นการแสดงสดเราคือผู้ชม) เข้าร่วมร้องเพลงกับ
คีตกวี และปิดท้ายอัลบั้มด้วย ดนตรี คีตา (ภาคลาโรง) การวางเพลงเช่นนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก

"Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band" (1967) ของเต่าทอง และ "Their Satanic Majesties
Request" (1967) โดยเฉพาะเพลง "Sing This All Togethe"r ของหินกลิ้ง มาไม่มากก็น้อย

ธีมหลักของบทเพลงเป็นเรื่องของ วิธีคิด มุมมอง และการใช้ชีวิตแบบพุทธเจือด้วยปรัชญาเซ็น
มีการใช้สัญลักษณ์ในหลายๆบทเพลง (วีณาแกว่งไกว
,ขลุ่ยผิว,ดอกไม้ไปไหน) ผมไม่แปลกใจ
ในงานที่เป็นการประพันธ์ของเขตต์อรัญ แต่ของอัสนีผมเพิ่งตระหนัก (แ่ต่ก่อนฟังผ่านๆ) ว่าพี่ป้อม
เขียนคำร้องแบบนี้ได้ "โดน"
เช่นกัน

ภาคการประพันธ์ดนตรี อาจารย์ดนูปล่อยของเต็มที่ทั้ง 11 บทเพลงมีการเรียบเรียงดนตรีที่มี
เอกลักษณ์ของตนเองไม่ซ้ำซาก เมนคัลเลอร์ มีทั้ง คลาสสิค แจ๊ส โฟลค์ ไซเคเดลิค ผสมผสานกัน
เมื่อมารวมอยู่ในชุดเดียวกันและฟังอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "U
nique Sound" อันเป็น
คุณสมบัติข้อสำคัญของงานที่เป็น "G
reat Album"

เธอ เป็นบทเพลงที่มีการโซโลดนตรีโดยใช้เสียงสตริงสอดรับกับเสียงกีตาร์ไพเราะมากๆ
วีณาแกว่งไกว ถ้าได้ ระวี แชงการ์ มาเล่นซีตาร์จริงๆ ในช่วงอินโทรคงระเบิดเถิดเทิงกว่านี้อีก
แต่ถ้าให้เลือกเพชรเม็ดเอกต้อง ดนตรี คีตา (เวหาจักรวาล) การสร้างเสียง E
cho Sound
ในตอนอินโทรนำเราไปสู่ที่ไร้มิติ ถ้าตัดเสียงร้องออกไปเรียกได้ว่าเป็น "Meditation Music"
ระดับเลิศ

การร้องของพี่เต๋อต้องบอกว่าไร้เทียมทาน แต่ละเพลงจะวางเสียงต่างกัน ไม่เป็นไร เสียงเชิง
ประชดประชัน ทุกๆคน (เป็นคนดี) เสียงร้องเหมือนคนเมา ฮูเลเล ร้องแผดเสียงอ่อน ๆ เหมือน
ผู้ที่จิตใจได้รับความเจ็บปวด คล้ายๆ วิธีร้องของ
Roger Chapman ในเพลง "Shadow on the Wall" แต่พอเป็นเพลง เธอ ที่สุดแสนไพเราะ พี่เต๋อวางเสียงได้สว่างสดใสมาก ส่วนเพลง วีณาแกว่งไกว
การบันทึกเสียงร้องเข้าใจว่าใช้เทคนิคเดียวกันกับเพลง "
Tomorrow Never Knows" ของเต่าทอง
โดยเสียงของ
John Lennon จะถูกเชื่อมผ่าน Leslie Speaker ทำให้เสียงร้องที่ออกมาเหมือนกับ
ร้องผ่านโทรโข่ง

ปัจจุบันผลงานชุดนี้ยังเป็นที่ถามหาจากทั้งคนร่วมสมัยที่พลาดไม่ได้ฟัง และีคนรุ่นต่อๆมาที่
ได้ยินคำกล่าวยกย่องสรรเสริญผลงานชุดนี้ คงต้องรอว่าผู้ถือลิขสิทธิ์จะนำมาออกวางจำหน่าย
อีกหรือไม่


เชื่อมโยง
เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์
เรามาร้องเพลงกัน โดย Brad Pitt



อาจารย์ดนูกับ เรามาร้องเพลงกัน
นิตยสาร DDT ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2548

"เขตต์อรัญเขาเป็นคนตั้งชื่อชุดว่า เรามาร้องเพลงกัน วงคีตกวีหมายถึงพวกครูหรือใคร ๆ ก็ตามที่อยู่ตรงนั้น ใช้เวลาทำงานกันไม่นาน สัก 3-4 เดือนก็เสร็จ"

"ในสมัยที่พวกเรายังเป็นพวกวัยรุ่นนั้น สำนึกของชุมชนโลกกว้างขวางมุ่งไปทางสันติภาพเพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับสงครามเวียดนาม ขณะเดียวกันเมื่อมีการเรียกร้อง แสวงหาสันติภาพ ขบวนการฮิปปี้ก็เกิดขึ้นในโอกาสนั่นแหละ เขาจะปฏิวัติโดยวิธีอหิงสา ในส่วนของดนตรีก็จะพูดถึงอุดมการณ์ของชีวิต ของสังคม แสดงออกในเรื่องปรัชญา ไม่ว่าจะเรื่องศาสนา การเมือง สังคม เป็นช่วงสมัยที่ดนตรีไม่หยุดอยู่แค่ความมัน ความไพเราะหรือเท่ เราโตขึ้นมาในสมัยนั้นที่เป็นสมัยของสำนึกเรื่องอุดมการณ์ในทุกทาง ตอนเราอยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราจะพูดเรื่องพุทธศาสนา ถกเถียงเรื่องลัทธิเซน พูดเรื่องเต๋า พระเยซู พูดเรื่องทุนนิยม คอมมิวนิสต์ เรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับสังคมชีวิต เพราะฉะนั้นเมื่อเราสร้างเพลงขึ้นมาเราก็แสดงออกถึงความนึกคิดต่าง ๆ ผ่านบทเพลงแม้ว่าเราจะพยายามมากในการฟังง่ายโดยดนตรีเนื้อหา คือพยายามไม่ลงลึกแล้ว แต่สุดท้ายก็ฟังยากอยู่ดี ภายหลังถึงมีคนพูดว่า ชักจะฟังง่ายขึ้นนะ หลังจากผ่านไป 20 ปี"

"ความจริงแล้วเขตต์อรัญเขาก็ตั้งท่าว่าจากชุดนั้น เขาจะสามารถสร้างผลงานต่อไปได้เรื่อย ๆ
ในนามของวงคีตกวี แต่เผอิญว่าหลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ทำอย่างนั้นต่อไปอีก แต่มันจะไปผ่านทาง
บริษัทบัตเตอร์ฟลายแทน ส่วนคุณเต๋อก็ทำแกรมมี่ขึ้นมา สำหรับผมก็จะอยู่กับโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่
ก่อนที่จะเริ่มทำไหมไทย เพื่อเป็นโครงการหารายได้เพิ่มเติมจากการสอน ขณะเดียวกันก็เริ่มที่
จะขยับขยายกิจกรรมมานอกการสอน มาเป็นเรื่องการสร้างบทเพลงเพื่อจำหน่ายด้วย"

ผู้มีส่วนร่วม
เรวัต พุทธินันทน์/เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์/ดนู ฮันตระกูล/อัสนี โชติกุล/อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ/
กฤษณ์ โชคทิพย์พัฒนา/จาตุรนต์ เอมซ์บุตร/จิรพรรณ อังศวานนท์/สินนภา สารสาส/
กรเณศร์ วสีนนท์/เทวัญ ทรัพย์แสนยากร/โสฬส ปุณกะบุตร/วีระศักดิ์ ทิพย์ธวัชวงศ์

Cover versions
อัสนี
- วสันต์ โชติกุล:
ไม่เป็นไร - บ้าหอบฟาง (ม.ค. 2529)
ขลุ่ยผิว - ผักชีโรยหน้า (มี.ค. 2530)
วีณาแกว่งไกว - กระดี่ได้น้ำ (มี.ค.2531)
ดอกไม้ไปไหน - สับปะรด (ก.ย. 2533)
ทำอยู่ทำไป (ภาคแนะนำ) - บางอ้อ (ธ.ค. 2540)
ทุกทุกคนเป็นคนดี - จิตนาการ (ธ.ค. 2545)
Blackhead:
วีณาแกว่งไกว - Black Bonus (2540)
วีณาแกว่งไกว - Live! (2540)
โจ-ก้อง:
วีณาแกว่งไกว - สดุดี (เม.ย. 2543)
พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา:
ขลุ่ยผิว - ยินยอม-พี่น้องร้องเพลง-อัสนี-วสันต์-2 (พ.ค. 2545)
ชาตรี คงสุวรรณ:
ดอกไม้ไปไหน (Prelude) - The Butterfly Revolution (2547)
GR9:
ดอกไม้ไปไหน - The Butterfly Revolution (2547)
พรหม:
ดนตรีคีตา - The Butterfly Revolution (2547)
4Gotten:
วีณาแกว่งไกว - Rolling (2548)

โดย kilroy

 

กลับไปที่ www.oknation.net