วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ล่องน้ำปิงสู่ล้านนา.........!!!!!!!


สวัสดีค่ะ

      เมื่อวันที่ 17-21ตุลาคม 2551 มีโอกาสล่องทะเลสาบแม่ปิง-เชียงใหม่ " ดอยอินทนนท์ " ได้สัมผัสธรรมชาติดีจังจนอยากจะไปอยู่เหนืออีก ก่อนไปก็ค่อยข้างกังวลกับอากาศทั้งฝนและน้ำ  ก็ตื่นเต้นดี  พอไปจริงๆไม่มีอะไรน่ากังวล ธรรมชาติสดชื่นดีมากเจอฝนบ้างนิดหน่อย ในแม่น้ำปิงที่ยอดดอยก็อากาศเย็นสบาย  ในเมืองเชียงใหม่ลำปางลำพูนอากาศก็ร้อนดีมีฝนตก   ฉุ่มฉ่ำไปทั่วหน้า  ครบครันเนื้อหาอย่าพึ่งเบื่อก่อนนะคะ  ม่วนแต้ๆเจ้า

แผนที่การล่องทะเลสาบ

แผนที่เส้นทางล่องแม่น้ำปิงสู่ล้านนา

เขื่อนภูมิพล (เขื่อนยันฮี)

      เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งและเป็นเขื่อนเอนกประสงค์ แห่งแรกของประเทศไทย เดิมชื่อเขื่อนยันฮี ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฏาคม 2500 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อเขื่อนว่า เขื่อนภูมิพล ลักษะของเขื่อนเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง154 เมตร ยาว486 เมตร ความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุสูงสุดในเอเชียอาคเนย์
      พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้าง เมื่อวันที่24 มิถุนายน 2504 การก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วย งานก่อสร้างตัวเขื่อน ระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้าซึ่งได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟเครื่องที่ 1-2 กำลังผลิตเครื่องละ 70,000 กิโลวัตต์ สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เมื่อวันที่17 พฤษภาคมและ15 มิถุนายน 2507 ตามลำดับ

        การเดินทางไปเขื่อนภูมิพล จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 6 ชั่วโมง
ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน
แล้วไปแยกซ้ายที่วังน้อย เข้าทางหลวงหมายเเลข32 สายบางปะอิน-นครสวรรค์ ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร เข้าสู่จังหวัดตาก ระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึงตาก 425 กิโลเมตร และจากตากไปยังเขื่อนภูมิพลอีก 61 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางที่สะดวกและนิยมกันคือ ไปตามทางหลวง หมายเลข 1 ถึงกิโลเมตรที่ 463 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าเขื่อนภูมิพลประมาณ 17 กิโลเมตร

                

         

จุดหมายการเริ่มต้นเดินทาง

ระหว่างรอลงแพ  เตรียมเสบียงที่ตลาดสามงาว

พร้อมเดินทางลงสู่แพ

ออกเดินทางจากเขื่อนภูมิพลขณะอยู่ในแพ

อีกหนึ่งบรรยากาศเมื่อเริ่มล่องทะเลสาบ

ธรรมชาติที่งดงามสดชื่น

พระธาตุแก่งสร้อย

เป็นวัดเก่าแก่ที่คงสภาพที่สมบูรณ์ มีตำนานเล่าว่าก่อนนี้เป็นเมืองอุดม เป็นที่ราบกว้างใหญ่ พระยาอุตุมจึงได้สร้างเมืองขึ้น ประกอบกับมีชุมชนอาศัยอยู่ริมน้ำเป็นจำนวนมาก ในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านได้แวะพัก ชาวบ้านชาวลั๊วทราบข่าว จึงได้นำดอกไม้และอาหารมาถวาย ซึ่งดอกไม้บริเวณนั้นส่วนใหญ่จะเป็นดอกสร้อย และพุทธองค์ได้นำพระเกศาให้ไว้จึงได้สร้างเจดีย์บรรจุไว้ ซึ่งเรียกว่าพระธาตุแก่งสร้อยมาจนถึงปัจจุบัน พระธาตุแก่งสร้อยห่างจากเขื่อนฯประมาณ 70 กม.

แม่น้ำปิงหน้าวัดพระธาตุแก่งสร้อย

แพจอดให้ขึ้นไปนมัสการพระธาตุแก่งสร้อย

วัดพระธาตุแก่งสร้อย

บรรยากาศก่อนอำลาแพขึ้นฝั่งที่ดอยเต่า

ไกด์ ลูกทัวร์และน้องฝ่ายดูแลของแพ

ผู้ดูแลจอดแพ

โบกมือลา  แล้วพบกันใหม่นะ

ขึ้นฝั่งที่ดอยเต่า

 อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

              อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อ พ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลำดับที่ 6 ของประเทศไทย มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่  ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา"ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึงเรียกกันว่า "ดอยหลวง"

รถยนต์โดยสารเล็กพาขึ้นดอยอินทนนท์

หมอกลงมากมายอากาศเย็นสบายๆ

ยามบ่ายอากาศยังเย็นฉุ่มฉ่ำ

เวียงกุมกาม

เวียงกุมกาม เป็นเมืองโบราณ ที่พญามังราย (พ่อขุนเม็งราย) ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1829 โดยโปรดให้ขุดคูเวียงทั้ง 4 ด้าน ไขน้ำแม่ปิงให้ขังไว้ ในคูเมืองโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ในเวียงกุมกามและใกล้เคียง เป็นเวียง (เมือง) ทดลองที่สร้างขึ้น ก่อนที่จะมาเป็นเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีระยะห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร

จากการสำรวจพบว่ามีอยู่มากกว่า 40 แห่ง ทั้งที่เป็น ซากโบราณสถาน และเป็นวัดที่มีพระสงฆ์โบราณสถานที่สำคัญ ได้ แก่วัดเจดีย์เหลี่ยม วัดช้างค้ำและซากเจดีย์วัดกุมกาม วัดน้อย วัดปู่เปี้ย วัดธาตุขาว วัดอีค่างซึ่งรูปแบบทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมนี้ มีทั้งแบบรุ่นเก่าและสมัยเชียงใหม่ รุ่งเรืองปะปนกันไป โดยเฉพาะที่วัดธาตุขาวนั้น มีเรื่องเล่าของ พระนางอั้วมิ่งเวียงไชย พระมเหสีของพญามังราย พระนางได้มาบวชชีที่นี่ แล้วก็ได้สิ้นพระชนม์ที่นี่ด้วย สาเหตุก็คือพญามังรายได้มีพระมเหสีพระองค์ใหม่ เมื่อครั้งยกทัพไปตีพม่า พม่ายอมสวามิภักดิ์และถวายพระธิดาปายโคมาเป็นมเหสี แต่สิ่งนี้ทำให้พระนางอั้วมิ่งเวียงไชยทรงเสียพระทัยมาก เนื่องจาก พระนาง และ พญามังราย ได้เคยสาบานกันในขณะที่พำนักอยู่ในเมืองเชียงแสนว่า จะมีมเหสีเพียงแค่พระองค์เดียว พระนางจึงเสียพระทัยมาก จึงตัดสินใจไปบวชชี และ ยังมีเรื่องอีกว่า สาเหตุที่พญามังรายสวรรคตอสนีบาตในระหว่างที่ทรงเสด็จไปตลาดนั้น ก็เพราะสาเหตุนี้

การล่มสลาย

เวียงกุมกามล่มสลายลงเพราะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยช่วงเวลานี้อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2101 - 2317 ซึ่งตรงกับสมัยพม่าปกครองล้านนา พม่าปกครองล้านนาเป็นเวลาสองร้อยกว่าปี แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่กล่าวถึงเวียงกุมกามทั้งๆที่เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องร้ายแรงมากและสมควรที่จะบันทึกไว้ แต่ก็ไม่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ใดเลย ผลของการเกิดน้ำท่วมนี้ทำให้เวียงกุมกามถูกฝังจมลงอยู่ใต้ตะกอนดินจนยากที่จะฟื้นฟูกลับมา สภาพวัดต่างๆ และโบราณสถานที่สำคัญเหลือเพียงซากวิหารและเจดีย์ร้างที่จมอยู่ดินในระดับความลึกจากพื้นดินลงไปประมาณ 1.50 -2.00 เมตร โดยวัดที่จมดินลึกที่สุดคือวัดอีค่าง รองลงมาคือ วัดปู่เปี้ย และวัดกู่ป่าด้อม

การขุดค้นพบ

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2527 เรื่องราวของเวียงกุมกามก็เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ทำให้หน่วยศิลปากรที่ 4 ขุดแต่งบูรณะวัดร้าง (ขุดแต่งวิหารกานโถม ณ วัดช้างค้ำ) และบริเวณโดยรอบเวียงกุมกามอย่างต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2545 ปัจจุบันเวียงกุมกามก็ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ เพราะเห็นว่าเวียงกุมกามมีความสมบูรณ์ และเป็นแหล่งความรู้การศึกษาในแบบของเรื่องราวทางสถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมตลอดจนวัฒนธรรมล้านาต่าง ๆ โดยศูนย์กลางของการนำเที่ยวชมโบราณสถานต่างๆ ในเขตเวียงกุมกามอยู่ที่วัดช้างค้ำ

กรุที่ค้นพบ

 รถโดยสารที่พาเยี่ยมชมเวียงกุมกาม

ในหมู่บ้านขณะกำลังชมเวียงกุมกามหลังฝนตก

  

 รถม้ากันบรรยากาศหลังฝนตก

 

ถนนคนเดิน (Walking Street)

ถนนคนเดิน (Walking Street) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำหนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมือง ในหลายประเทศก็ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะ วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยงต่างชาติจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือน
                
         ระยะแรก กิจกรรมถูกกำหนดให้จัดทุกๆวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ – วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2545 รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง โดยใช้ชื่อว่า “10 มหัศจรรย์ล้านนาที่ท่าแพ” ดำเนินการโดยบริษัทเจ เอส แอล หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดกิจกรรมถนนคนเดินต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2545 เวลา 13.00 – 22.00 น. ต่อมา เทศบาลฯ จะทำการย้ายสายสาธารณูปโภคบนถนนท่าแพลงใต้ดิน จึงได้ย้ายการจัดกิจกรรมถนนคนเดินจากถนนท่าแพ ไปจัดที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นต้นมา ระยะทางประมาณ 1.50 กิโลเมตร และจัดกิจกรรมการแสดง บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และได้เปลี่ยนเวลาเป็น 15.00 – 22.00 น. เพื่อความเหมาะสม
       

ประวัติวัดพระธาตุหริภุญชัย

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในรัชสมัยของพญาอาทิตยราช กษัตริย์แห่งราชวงศ์จามเทวีวงศ์ โดยที่แห่งนี้ เคยเป็นพระราชฐานของพระองค์ซึ่งพระราชทานอุทิศถวายให้เป็นวัดพระธาตุฯ เพื่อเป็นพุทธบูชาหลังจากที่พระบรมสารีริกธาตุได้ปรากฏ ให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรในบริเวณดังกล่าว มวลสารผงจากองค์พระบรมธาตุหริภุญชัยใช้ทำพระสมเด็จจิตรลดา

 

พระธาตุกำลังบูรณะ

ดอกสาละ

หอพระไตรปิฎก

บรรยากาศบนรถยนต์วันกลับ

ถึงเพชรบุรีโดยสวัสดิภาพ

สู้ๆๆๆ..................

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

ที่มา :

http://www.bhumiboldam.egat.com/DESIGN/history_dam1.html

http://th.wikipedia.org/wiki/

http://search.live.com/results.aspx?mkt=en-us&q

http://www.doiinthanon.com/blog/

http://th.wikipedia.org/wiki/

http://www.chiangmaiwalkingstreet.com/index.

 

โดย KruKung

 

กลับไปที่ www.oknation.net