วันที่ ศุกร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปี 2550 "อมตะ คอร์ปอเรชัน" ท่าทางจะแย่


อนาคต "อมตะ คอร์ปอเรชัน" ที่ไม่เป็น..อมตะ 
-------------------------------------------------------
โค้ด:  ถ้าเลวร้ายที่สุด มันก็อาจกลับไปอดีตที่เราเคยเจอมาแล้ว คือ ขายได้ศูนย์ไร่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้งในปี 1994 ตอนสงครามอ่าวเปอร์เซีย และปี 1998 ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ 
---------------------------------------
  ปัจจัยเหนือการควบคุม อย่างความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลให้ "ทางตัน" ของรายได้จากการขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มาถึงเร็วก่อนกำหนด...
   "BIG GOAL" บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน หรือ AMATA ที่หวังพลิกโมเดลรายได้ วางอนาคตไปที่ "ธุรกิจบริการ" ในนิคมอุตสาหกรรม อาจต้องเดินเกมอย่างเร่งสปีด และทวีความท้าท้ายมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์การขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ที่มีแนวโน้มดิ่งลงเหว   
  หลังเหตุระเบิดกลางกรุง บึ้ม!พร้อมกับฝันสลายของ วิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและรองประธานอาวุโส บมจ. อมตะ คอร์ปอร์เรชัน ที่เคยวาดหวังว่า ปี 2550 ยอดขายพื้นที่ในนิคมฯอมตะ จะกลับมากระเตื้องทะลุ 2,000 ไร่ 
   "ปีนี้ ผมมองว่าจะยิ่งเลวร้ายกว่าปีที่แล้ว วันนี้ ไม่ต้องถามถึงตัวเลข ว่าตั้งเป้าขายพื้นที่เท่าไหร่ ปี 49 ผมว่าแย่แล้ว ปี 50 จะยิ่งแย่กว่า" วิบูลย์ บอกตรงๆ
  ปีที่แล้ว อมตะ ทำสถิติปรับเป้ายอดขายพื้นที่นิคมฯ เป็นว่าเล่นถึง 4 ครั้ง จากเป้าหมายครั้งแรก 2,000 ไร่ ยอดขาย 6,000 ล้านบาท ทยอยลดเหลือ1,500 ไร่ ลดลงมา 1,000 ไร่ และ 750 ไร่ จนเป้าสุดท้ายเหลือ 650 ไร่
  แต่ในที่สุดก็ต้อง "ธงหัก" ปิดการขายพื้นที่สิ้นปีไปแบบไม่ทะลุเป้า อยู่ที่ 500 กว่าไร่ หล่นวูบร่วม 2 เท่าตัว จากปี 2548 ที่มียอดขายพื้นที่รวม 1,479 ไร่ โดยรายได้รวมในปี 2549 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท ลดลงมาถึง 55%จากปี 2548 ที่มีรายได้ 4,439 ล้านบาท 
   ขณะที่สถานการณ์ธุรกิจในปีนี้เข้าขั้นเลวร้ายหนัก และเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ถึงขั้นที่ วิบูลย์ ไม่ขอฟันธงถึงเรื่องเป้า 
   "ถ้าเลวร้ายที่สุด มันก็อาจกลับไปอดีตที่เราเคยเจอมาแล้ว คือ ขายได้ศูนย์ไร่ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้ว 2 ครั้งในปี 1994 ตอนสงครามอ่าวเปอร์เซีย และปี 1998 ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ" 
  ต้อนรับปีหมูไฟไม่กี่วัน อมตะก็ประเดิมสูญ "เงินก้อนโต" หลุดมือไปแล้ว 600-700 ล้านบาท หลัง "ปลาใหญ่" อย่าง เฟิร์สโซลาร์ บริษัทสัญชาติยุโรป-อเมริกา ยกเลิกซื้อที่ดิน 200 ไร่ บินข้ามหัวไปลงทุนที่มาเลเซียแทน
  สัญญาณทางตันของรายได้จากการขายพื้นที่นิคมฯ สำหรับอมตะ จึงมาถึงเร็วกว่าที่คิด จากที่เคยมองภาพว่าธุรกิจการขายพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม จะเริ่มถึง "จุดอิ่มตัว" ในปี 2553 หลังจากสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจะสิ้นสุดลง และรัฐบาลยกเลิกการให้สิทธิประโยชน์ของบีโอไอ
   แผนการปรับตัวรับมือวิกฤติรอบใหม่ครั้งนี้ของอมตะ ประเดิมด้วยการหั่นงบลงทุนครึ่งหนึ่ง จาก 2,000 ล้านบาท เหลือ 1,000 ล้านบาท ปีนี้ไม่ใช่แค่ไม่มีแผนซื้อที่ดินเพิ่ม แต่ยังต้องเคลียร์ที่ดินหรือ Inventory เดิมที่ค้างอยู่ในมืออีกถึง 2 พันไร่
     พร้อมหันมาเดินเกม "เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน" ด้วยโมเดล "ธุรกิจบริการ" ในนิคมอุตสาหกรรมผ่านบริษัทร่วมทุนต่างๆ ที่จะต้องเร่งสปีดมากขึ้น พร้อมหันไปบุกนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามมากขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ธุรกิจที่แขวนอยู่บน "ความเสี่ยง" และ "ความไม่แน่นอน" ทางการเมือง
   "ปีนี้ รายได้จากธุรกิจบริการจะต้องทำรายได้เพิ่มขึ้น 10-20% จากปีที่แล้วสามารถทำรายได้ประมาณ 500-600 ล้านบาท และจะเพิ่มสัดส่วนมากขึ้น สวนทางกับรายได้ขายที่ดินที่จะหล่นลง โจทย์ในปีนี้ คือ ต้องคิดหาโปรเจคใหม่ๆ เข้ามาเสริมรายได้ "
   ยกตัวอย่างโปรเจคของ บริษัทอมตะวอเตอร์ มีแผนแตกไลน์ทำธุรกิจน้ำดื่มป้อนประชากรในนิคมฯอมตะ กว่า 1.5 แสนคน ซึ่งสามารถทำรายได้ดีกว่าขายน้ำใช้ในอุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่าจากคิวละ 14 บาท เป็นน้ำดื่มคิวละ 500 บาท เป็นต้น 
  นอกจากนี้ จากที่เคยตั้งเป้าหมายว่า ในปี 2553 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริการ จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 50% และมีบริษัทร่วมทุนใต้ปีกอมตะรวมกัน 50 บริษัท
  ล่าสุด วิบูลย์ เปิดเผยถึง "เป้าหมายใหม่" ในปี 2553 ว่า รายได้จากธุรกิจบริการของอมตะน่าจะขยับสัดส่วนขึ้นไปถึง 70-80% ขณะที่รายได้จากการขายที่ดินจะเหลือสัดส่วนเพียง 20% กลับสัดส่วนจากโครงสร้างรายได้ในปัจจุบัน ที่ในปี 2549 ที่ผ่านมา รายได้จากการขายที่ดินมีสัดส่วนราว 70% และธุรกิจบริการ 30%
  เบื้องหลังแนวคิด "เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน" คือ การสร้างตัวเลข "กำไรต่อหน่วย" ที่เพิ่มขึ้น ผ่านโมเดลการลงทุน ที่ยึดนโยบายจ่ายเงินน้อยลง ลดต้นทุนน้อยลง แต่ทำรายได้มากขึ้น
  ไม่ว่าจะเป็นนโยบายลงทุนที่ดินแทนเงินสด ในบริษัทร่วมทุน ซึ่งวิบูลย์บอกว่า ด้วยวิธีการ "ลดภาระต้นทุน" เหล่านี้ จะทำให้กำไรต่อหน่วยของอมตะในปี 2550 เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าเม็ดเงินรายได้รวมจะลดลงก็ตาม 
  ด้าน สมหะทัย พานิชชีวะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ อมตะ คอร์ปอเรชัน ในฐานะหัวเรือผุดโปรเจคธุรกิจร่วมทุนใหม่ๆ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในขณะนี้ ทำให้อมตะต้องเร่งมือปรับแผน "ธุรกิจบริการ" ในนิคมฯ ยกใหญ่ และคาดว่าภายในเดือนนี้ จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยในปีนี้ คาดว่าจะมีการผุดบริษัทร่วมทุนใหม่เพิ่มขึ้นอีก 10 บริษัท จากปัจจุบันมี 16 บริษัท
   "ยอมรับว่าตอนนี้ เราคงต้องพึ่งตัวธุรกิจบริการมากขึ้น ตอนนี้ ไม่มีโปรเจคอะไรที่ชะลอ มีแต่ต้องเร่งเดินหน้าอย่างเดียว และพาร์ทเนอร์ทุกรายก็พร้อมที่จะเดินหน้า ขณะเดียวกัน จะเร่งเครื่องนิคมฯอมตะ ซิตี้ เบียนหัวที่เวียดนาม โดยปีนี้มีแผนจะขยายพื้นที่เพิ่มอีก 600 ไร่ รวมถึงโครงการนิคมอุตสาหกรรมด้านไฮเทค Express City ที่เป็นโครงการใหม่" สมหะทัยกล่าว

โดย ขี่กระทิง

 

กลับไปที่ www.oknation.net