วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปธุดงค์ภูเขาควาย


ทุกวัฒนธรรมก็ว่าได้ย่อมมีประเพณีจาริกบุญ โดยสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มักอยู่บนยอดเขา ว่าเฉพาะประเทศที่นับถือพุทธศาสนา จุดหมายของบุญจาริกย่อมเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า ในเมืองไทยมีพระธาตุดอยสุเทพ พม่ามีเจดีย์จิไทโย ศรีลังกามีศรีปาทะ ธิเบตมีเขาไกรลาศ ทุกแห่งล้วนอยู่บนเขาสูงชันที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า แต่ไปได้ยากอย่างยิ่งโดยเฉพาะสมัยที่ยังไม่มีรถยนต์หรือถนนเข้าถึง

การจาริกบุญสมัยก่อนจึงต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างยิ่ง และเนื่องจากต้องเดินด้วยเท้า แต่ละคนจึงไม่สามารถขนสมบัติไปได้มาก นำไปได้เฉพาะสิ่งที่จำเป็น จึงนอกจากจะได้บ่มเพาะวิริยะแล้ว ยังฝึกให้รู้จักใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ซึ่งตอกย้ำหนุนเสริมด้วยการบำเพ็ญข้อวัตรที่เป็นไปในทางเนกขัมมะ คือการละวางความสุขทางวัตถุ

แต่ใช่ว่าการจาริกบุญเช่นนี้จะเป็นการทำตนให้ลำบาก เพราะแม้จะเหนื่อยยาก แต่ก็เป็นโอกาสให้ได้สัมผัสกับความสุขทางใจ เพราะวัตรปฏิบัติระหว่างจาริกบุญก็ดี การบำเพ็ญภาวนาและสาธยายมนต์ระหว่างเดินก็ดี ล้วนช่วยกล่อมเกลาใจให้สงบเย็นเป็นสมาธิ จิตแจ่มใส ไม่ต่างจากลำธารตามเส้นทางจาริกที่ใสเย็นเป็นลำดับเมื่อใกล้จุดหมายปลายทาง

เมื่อลุถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ศรัทธาปสาทะจะบันดาลใจให้เกิดปีติ อิ่มเอิบ ยิ่งได้มาถึงยอดเขาที่สูงเทียมเมฆ ได้เห็นทัศนียภาพอันกว้างไกลสุดขอบฟ้า จิตใจก็ยิ่งรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบา ราวกับห้วงนภากาศอันเวิ้งว้างที่อยู่เบื้องหน้า ไม่เพียงกายเท่านั้นที่ไต่ขึ้นมาอยู่บนที่สูง แต่ใจก็ถูกยกขึ้นมาให้อยู่สูงด้วยเช่นกัน ใช่หรือไม่ว่านี้คือรางวัลแห่งความเพียรที่ต้องฝ่าความยากลำบาก

บนยอดเขาเราสามารถมองเห็นโลกในมุมสูง สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องล่างน่าจะเตือนให้เราตระหนักว่ามนุษย์เรานั้นช่างเล็กกะจิดริด เมื่อมองลงไปจะพบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจน คนขาวกับคนดำ เศรษฐีกับยาจก นายก ฯ หรือชาวบ้าน ไทยหรือฝรั่ง พุทธหรือมุสลิม ฯลฯ สมมุติบนพื้นโลกไม่มีความหมายเลยเมื่อมองลงมาจากยอดเขา เพราะทุกคนเหมือนกันหมด สูงยิ่งไปกว่านั้นย่อมไม่เห็นแม้แต่พรมแดนประเทศ พื้นโลกกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้ที่มีใจสูง มีปัญญาเข้าถึงสัจธรรม ย่อมอยู่เหนือสมมติ ไม่เห็นผู้คนแตกต่างกันเลย ทุกคนมีค่าเสมอกันหมด

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์บนภูสูงนั้น จะว่าไปก็คือรูปธรรมแห่งอุดมคติสูงสุดของมนุษย์ สำหรับชาวพุทธ นี้คือสัญลักษณ์แห่งพระนิพพานที่เราควรไปให้ถึง เจดีย์ที่ตั้งอยู่สูงเทียมฟ้าคือตัวแทนแห่งโลกุตตรธรรมหรือธรรมอันอยู่เหนือโลก เป็นอิสระจากโลกธรรมทั้งหลายที่ร้อยรัดมนุษย์ให้หลงติดอยู่ในความทุกข์ ตราบใดที่เรายังหลงใหลในโลกธรรม พอใจอยู่กับโลกียธรรม หมกมุ่นกับชีวิตอย่างโลกย์ ๆ หรือติดสมมติ ก็ยากจะเป็นอิสระจากความทุกข์ได้

ธรรมเนียมการจาริกบุญสู่เขาสูงที่ทุกคนควรบำเพ็ญสักครั้งหนึ่งในชีวิต มิใช่อะไรอื่นหากคือการกระตุ้นเตือนให้เราพากเพียรเพื่อลุถึงโลกุตตรธรรม หรืออย่างน้อยก็ได้สัมผัสกับเนกขัมมสุขหรือความสุขที่ปลอดโปร่งจากกาม แม้สักครั้งหนึ่งในชีวิตก็ยังดี

ภูเขาควาย หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นเทือกเขาใหญ่ ที่ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำโขงในประเทศลาว ห่างจากตัวนครเวียงจันทร์ราว 7 กม. ตรงข้ามกับจังหวัดหนองคายของไทยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีถ้ำคูหาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนไปมาอย่างลึกลับ เงียบสงบ และเป็นสถานที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ที่ต้องการบำเพ็ญเพียรฝึกจิต ฝึกฤทธิ์ของเหล่าบรรดาพระธุดงค์ ตาปะขาว เหล่าฤาษี พระมุนี ชีไพรทั้งหลาย

การเดินทางไปที่นั่น

เริ่มต้นกันที่หนองคายข้ามไปเวียงจันทน์ด้วยบัตรผ่านง่ายๆ เหมารถหรือขึ้นรถบัสข้ามสะพานเวียงจันทน์ก็ได้ แต่ทางที่ดี ควรเหมารถตู้ไปดีกว่า..เพราะพอถึงเวียงจันทน์ ไม่มีรถโดยสารหรือรถเมล์พาไปง่ายๆ

กลุ่มเพื่อนที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันมีฆราวาส ๙ คน และพระ ๒ องค์..รู้จักกันมาก่อน ๘ คน มารู้จักกันภายหลัง ๒ คนกับ ๑ องค์..และเมื่อกลับมาจากธุดงค์คราวนี้แล้ว ก็เหมือนเป็นพี่น้องกันหมดทุกคน..แถมยังจะชวนไปอินเดียอีกในเดือนมกราคม ๕๒..ตอนนี้สแตนบายไว้แล้ว ๔ คนกับ ๑ องค์..

..บรรยากาศระหว่างเดินทางจากหนองคายถึงภูเขาควาย..๗๐ กิโลฯ นั่งในรถแวนฮุนไดลาว ได้สบายๆ เบาะหนังนุ่มนิ่ม ถือว่าชั้นห้าดาวทัวร์ เสียตรงต้องขนของเยอะ แต่เมื่อทราบว่าของนั้นคือสิ่งที่หลวงพ่อเตรียมเอาไปบริจาคให้ชาวลาวและวัดในลาวก็ไม่มีปัญหา กลายเป็นอนุโมทนากับหลวงพ่อไปเสียอีก ..ขนาดนี้หลวงพ่อยังบอกว่าขนมาอีกไม่ไหว เอาเท่าที่เอามาได้ก็พอ..ไม่งั้นลูกศิษย์จะขนให้มาอีกเป็นคันรถ แต่สังหรณ์ว่าในอนาคตจะได้ขนเป็นคันรถแน่นอน..เพราะได้เห็นอัธยาศัยคนลาวตามชนบทแล้วก็ทำให้อยากขนมาให้พวกเขาจริงๆ..

เริ่มการเดินทางสตาร์ทที่เมืองพล ..แล้วก็แวะมารับเราที่บ้าน ก่อนไปแวะรับเพื่อนอีกสองสามีภรรยา และหลวงพ่อเปล่งแห่งวัดป่าหนองหลุบ ขอนแก่น ที่ท่านจะเป็นผู้นำทางเราสัญจรลาว..แวะรับที่บ้านลูกศิษย์ท่านที่บายพาสขอนแก่น..

จากนั้นก็มุ่งตรงสู่หนองคายเลย..แต่ก็แวะทานอาหารเช้ากันนิดหน่อยด้วยไก่ย่างเขาสวนกวาง..ถึงหนองคายก็แวะไปบ้านโยมที่เป็นเสมือนญาติสนิทของหลวงพ่อเพื่อรอเวลาในการทำบอร์เดอร์พาสอีกราวหนึ่งชั่วโมง..แล้วก็อำลาเจ้าของบ้านเพื่อเดินทางข้ามสะพานเข้าเวียงจันทน์เพราะไม่อยากถึงภูเขาควายมืด..

กำหนดการทุกอย่างราบรื่นเรียบร้อยดี..ข้ามฝั่งลาวเข้าเวียงจันทน์ หลวงพ่อก็พาแวะบ้านโยมอีกเพื่อฝากของที่จะเอาไปแจกชายแดนไทย-ลาวอีกบางส่วน..แบ่งแยกข้าวของเสร็จก็เดินทาง ขึ้นภูเขาควายอย่างเดียว

ระหว่างทางก็แวะ ซื้อน้ำ ผลไม้และขนมปังฝรั่งเศสไปกินเล่นบนรถนิดหน่อย..

(รอตอนต่อไปนะคะ..)

เข้าเขตภูเขาควาย

ทิวทัศน์สองข้างทาง..เห็นเทือกเขาภูเขาควายอยู่ลิบๆ

และที่สุดก็ถึง วัดพระพุทธบาทแอวขัน..อยู่เชิงเขาภูเขาควาย..

ถึงวัดเย็นย่ำ ก็ทานข้าว..พักผ่อนเตรียมผจญภัยวันรุ่งขึ้น..๒๕ ตุลา๕๑

ขึ้นภู - ไปไหว้พระธาตุแอวขัน..เดินไปกลับราวเก้ากิโล..ขาลากลงภู

ระหว่างทาง มีธารน้ำไหล ก็แวะล้างหน้าล้างตากันเพื่อให้สดชื่น..

โดย พลาญชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net