วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องเก่ามาเล่าใหม่ เปิดตำนาน 'ลาวจับนายผี'


                         

  เปิดตำนาน 'ลาวจับนายผี'

                                  


ควันหลงจากงานรำลึกสหายครั้งใหญ่ ณ เมืองน่าน ยังมีเรื่องที่ต้องกล่าวอยู่อีกหลายเรื่อง
โดยเฉพาะเรื่องราวของ 'นายผี..อัศนี พลจันทร' หรือ 'ลุงไฟ' หรือ 'ลุงบ่อไร' อดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่หายตัวไปในแผ่นดินลาว ตั้งแต่ปี 2526

จำได้ว่าในช่วงที่เพลง 'เดือนเพ็ญ' ดังสนั่นลั่นประเทศ บรรดาเพื่อนมิตรในเมืองต่างพยายามติดตามสอบถามว่า นายผียังมีชีวิตอยู่หรือไม่? กระทั่งปี 2540 ป้าลมและมิตรสหาย จึงได้รับกระดูกนายผีกลับมาบำเพ็ญกุศลที่เมืองไทย โดยการประสานงานของอ้ายน้องลาว หรือสมาชิกพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

แต่การนำนายผีกลับบ้าน พ.ศ.นั้น ก็ไม่มีใครออกมาเปิดเผยถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบนดินแดนลาว จวบจนกระทั่งมีการทำหนังสือ 'ตำนานดาวพราวไพร ภูแว ภูพยัคฆ์' ออกมาจำหน่าย

จึงพบว่า มีข้อเขียนอยู่ชิ้นหนึ่ง คือ 'เมื่อครั้งอ้ายน้องลาวจับตัวไป' (7 เมษายน 2526 -พฤศจิกายน 2537) เขียนโดย หมอตุ๋ย ส.ศรีไพร ส.หมอเด็จ ส.เล่าล่ง และ ส.พิมพ์ใจ

ในคำบอกเล่าของสหายจากฐานที่มั่นเขตน่าน ทำให้เราทราบว่า 'นายผี' หรือ 'ลุงบ่อไร' ก็อยู่ในชบวนเดียวนี้

สหายทั้งหลายเล่าว่า...

ฐานที่มั่นจังหวัดน่านในขณะนั้น ได้รับผลกระทบจากการที่พรรคปฏิวัติลาวประกาศตัดความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย เพราะพรรคไทยไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเวียดนามและลาวในการบุกประเทศไทย ลาวได้ปิดเส้นทางชายแดนไทย-ลาว ทำให้ไม่สามารถเดินติดต่อข้ามแดนไปมาหาสู่กันได้อีก

(ความขัดแย้งระหว่างพรรคพี่น้อง เริ่มจากพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามบุกยึดพนมเปญ ขับไล่พล พต ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา นำกำลังออกมาอยู่ตามแนวชายแดนไทย พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่พอใจบุกสั่งสอนเวียดนาม และให้การช่วยเหลือพล พต ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์ไทยเลือกข้างจีน จึงถูกพรรคลาวกดดัน เพื่อดึงมาเป็นพันธมิตรต้านจีน-เพิ่มเติมข้อมูล โดยสหายเก่า)

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลไทยได้ส่งกำลังทหารมาปราบปราม พคท. ทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างหนัก โดยเปิดยุทธการต่างๆ ติดต่อกัน ยิ่งนานยิ่งรุนแรงมากขึ้น เฮลิคอปเตอร์หลายสิบลำ ลำเลียงพล ทั้งยิงกราด ทั้งบอมบ์ พวกเราในเวลานั้นอยู่ในภาวะลำบากมาก ซึ่งปกติแล้วชาวสังคมนิยม มักจะให้ความช่วยเหลือกันอยู่เสมอ แต่สำหรับลาว ณ ขณะนั้น มันไม่เป็นอย่างนั้น

สถานการณ์อยู่ในภาวะตึงเครียดมาก สหายบ่อไร (นายผี) จึงได้ติดต่อโดยตรงกับผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารลาวภาคเหนือ (ลุงคำภา)

หลังจากนั้นไม่นาน ลุงคำภา ก็ได้ส่งจดหมายอย่างเป็นทางการตอบรับที่จะให้ความช่วยเหลือ โดยขอให้สหายนำของเราไปรวมกัน แล้วจะแจ้งข่าวการให้ความช่วยเหลือเรื่องที่พักอาศัยแนวชายแดนให้ที่ทำกินและเครื่องมือการผลิต

ลุงคำภาได้นัด ส.บ่อไร ส.ทัศน์ ส.เล่าอู และป้าจันทร์ ไปพบปะปรึกษาหารือกัน โดยนัดพบกันที่โรงเรียนบ้านนายาง ในเขตลาว

เมื่อคณะของ ส.บ่อไร ไปถึงหน้าประตูโรงเรียน ทหารลาวได้ขอให้ปลดอาวุธทุกคน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการประชุมตามหลักสากลนิยม โดยผู้ไปร่วมประชุมไม่ทราบว่าเป็นการหลอกให้ปลดอาวุธ ซึ่งนั่นคือการจับกุมตัวไว้แล้ว

จากนั้นทหารลาวได้พา ส.ทัศน์ กลับมาชายแดนฝั่งไทยเพื่อให้มาตามสหายนำเขต 638 (ส่วนบัญชาน่านเหนือ) ที่เหลืออีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง ส.ทัศน์ในเวลานั้น ไม่มีอาวุธประจำตัว ในขณะที่ทหารลาวหมู่นั้นมีอาวุธครบมือทุกคน

ส.ทัศน์ รู้ทันทหารลาว จึงมีการส่งสัญญาณ (signal) ให้ป้าน้ำรู้ตัว ป้าน้ำจึงอ้างว่าไม่สบาย เดินข้ามไปเขตลาวไม่ไหว ส.ทัศน์ได้สั่งให้ทหารหน่วย 304 (ทหารหลักประจำเขต 4) ซึ่งติดอาวุธครบทุกคน ให้รีบขึ้นภูให้หมด ไม่ได้ให้ตามไป ถึงกระนั้นทหารลาวก็ยังสามารถกวาดต้อนสหายไปได้ยี่สิบกว่าคน เมื่อเข้าเขตโรงเรียนในเขตลาวไปแล้วได้ประมาณ 5 นาที ก็มีทหารลาวติดอาวุธครบมือมาเสริมอีก 1 กองพัน เอาปืนมาจี้พวกเราทั้งหมด แล้วบอกว่า

"พวกคุณถูกจับแล้ว"

ส.เล่าอู ไม่พอใจอย่างมาก ลุกขึ้นทุบโต๊ะ และบอกว่า "พวกคุณลัทธิมาร์กซด้วยกันทำอย่างนี้ได้หรือ"

แต่ทหารลาวก็ไม่ฟังคำใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากนั้นจับทุกคนผูกมือไขว้หลัง แล้วเอาเชือกมัดพ่วงติดกันเป็นแถว พาออกเดินเข้าเขตลาวไปเรื่อยๆ โดยมีทหารลาวเป็นกองร้อยคอยควบคุม ส่วนที่เดินอยู่ข้างหน้าจะแบกจอบเสียม และพูดข่มขู่ ทำท่าเหมือนจะเอาพวกเราไปฝัง เมื่อถึงที่หยุดพักจะมัดพวกเราติดไว้กับต้นไม้ เพื่อไม่ให้พวกเราหนี

สหายหลายคนคิดว่าพวกเราคงจะถูกฝังแน่ โดย ส.ศรีไพร คิดในใจว่า ถ้าจะต้องตายเพราะเหตุนี้จริง จะขอตะโกนด่าพวกลาว และเปล่งคำขวัญเชิดชูพรรคก่อน

หลังจากนั้นสหายทุกคนถูกพาเดินทางรอนแรมจนถึงเมืองหงสา ทหารลาวจะปล่อยการผูกมัดตอนกินข้าวและอาบน้ำเท่านั้น ควบคุมพวกเราเช่นนักโทษ หรือเป็นเชลยศึก ขณะนั้นสหายบางคนยังมีเงินติดตัวและมีนาฬิกาข้อมืออยู่บ้าง พวกทหารลาวก็จะยึดเอาไปจนหมดเกลี้ยง

สหายทุกคนไม่สามารถพูดคุย หรือซุบซิบกันได้ และถูกข่มขู่ว่าอย่าหนี มิฉะนั้น ส่วนที่เหลือจะต้องตายทุกคน ให้เราเชื่อฟังแต่โดยดี

พวกเขาจะจัดอบรมให้พวกเราแปรพักตร์ คัดค้านลัทธิเหมา เพื่อที่จะได้ทำงานร่วมกัน เขายังบอกอีกว่ามีสหายอีกส่วนรออยู่แล้ว คือ พวกดาวเขียว

พวกเราพักอยู่ที่หงสาได้ประมาณสิบกว่าวัน เขาก็เอาเฮลิคอปเตอร์มารับไปส่งที่เมืองหลวงพระบาง โดยที่พวกเรายังคงถูกมัดติดกับเก้าอี้ และต่อมาก็พาขึ้นรถบรรทุกเดินทางต่อไปยังค่ายบ้านกอกหวาน (ค่ายน้ำปา) ซึ่งที่ค่ายนี้เคยเป็นค่ายใหญ่ แต่ตอนนั้นมีเพียงทหารที่คอยควบคุมพวกเราอยู่เท่านั้น

เราอยู่ที่ค่ายบ้านกอกหวานได้ประมาณหนึ่งเดือน จึงมีตัวแทนทหารลาวเข้ามาเจรจาว่าอยากกลับประเทศไทยไหม เขาจะเสนอแลกเปลี่ยนกับทหารลาวที่ถูกรัฐบาลไทยจับ สหายเราคนหนึ่งพูดว่า พวกเราไม่ใช่นักโทษ จะมาแลกเปลี่ยนไม่ได้ จึงเป็นอันว่าแผนการของลาวไม่สำเร็จ

ต่อจากนั้นไม่นาน ส.บ่อไร ลุงสิว ส.มั่นคง ถูกแยกตัวออกไป

ต่อมา ส.ทัศน์ ส.ควร ส.วัน ส.เชิญ ส.เล่าฟาน ส.เล่าอู ก็ถูกแยกออกไปเป็นชุดที่สอง เราได้ข่าวในภายหลังว่า สหายทั้ง 6 นี้ เสียสละชีวิตโดยถูกฆ่าแล้ว โดยอ้างข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์สายจีน เพียงเพราะว่ามีหน้าตาเหมือนลูกจีนกันเท่านั้น

เรื่องเล่าจากสหายเมืองน่านยังไม่จบ แต่ขอขมวดปมไว้แค่นี้ เพื่อจะต่อเรื่องของนายผีจากปากคำของอ้ายน้องลาว ที่บอกกับมิตรสหายในวันส่งกระดูกนายผีกลับบ้าน

หลังจากนายผีถูกแยกตัวออกไป ก็ล้มป่วย จึงถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลฮานอย เวียดนาม อันเนื่องมาจากโรคกระเพาะเรื้อรัง

ปลายปี 2530 นายผีขอกลับเมืองไทยได้ แต่เดินทางมาถึงแขวงอุดมไช ก็เสียชีวิตลง..ก่อนจะเหยียบแผ่นดินเดือนเพ็ญ! 
 
   
  
 ที่มา http://www.nationweekend.com/2006/01/06/NW12_221.php

โดย คอมมูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net