วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วรรณคดีที่ถูกมองว่า มอมเมาเยาวชน


เวสสันดรชาดก : วรรณคดีส่งเสริมประชาธิปไตย

โดย ครูแก้ว

          ในระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย การรวมพลังเรียกร้องแต่ละครั้งของประชาชน เป็นสิทธิที่จะกระทำได้ตามระบอบประชาธิปไตย แต่จะต้องใช้ในทางที่ถูกต้อง  คือต้อง “ไม่ล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นและไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับส่วนรวม”

          พฤติกรรมด้านวิถีประชาธิปไตยคือ จะต้องมี “คารวธรรม” คือการเคารพทางกาย วาจา  การใช้สิทธิและเสรีภาพในขอบเขต  ต้องมี “สามัคคีธรรม” เช่น ร่วมกันทำงานทั้งกายและใจ และ ต้องมี “ปัญญาธรรม” เช่น การใช้ปัญญาใช้เหตุผลในการตัดสินใจ

          ในวรรณคดีเรื่องเวสสันดรชาดก กัณฑ์ทานกัณฑ์  กล่าวถึงพระเจ้าสญชัย กษัตริย์แห่งเมืองสีพี พระราชบิดาของพระเวสสันดร  ในยุคนั้น ปกครองบ้านเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช   ซึ่งเป็นระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดที่ใครจะล่วงละเมิดมิได้  แต่พระเจ้าสญชัยทรงมีความเป็นนักประชาธิปไตยที่น่ายกย่อง  ดังจะเห็นได้ชัดเจนจากตอนที่พระเวสสันดรประทานช้างปัจจัยนาเคนทร์ให้กับพราหมณ์เมืองกลิงคราษฎร์  ช้างปัจจัยนาเคนทร์เป็นช้างคู่บ้านคู่เมืองของเมืองสีพี   ัดว่าเป็นทรัพย์สมบัติที่สำคัญของชาติ  ชาวเมืองสีพีพากันโกรธแค้นเรียกร้องให้พระเจ้าสญชัยเนรเทศพระราชโอรสของพระองค์เองออกจากเมือง แต่พระเจ้าสญชัยทรงมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและทรงตระหนักดีว่าการที่ไพร่ฟ้าของพระองค์พากันโกรธแค้นก็เพราะพวกเขาหวงแหนสมบัติของชาติ

          ดังนั้นการรวมพลังเรียกร้องให้เนรเทศพระเวสสันดรออกจากเมืองจึงถือว่าเป็นสิทธิโดยชอบธรรมตามวิถีประชาธิปไตย เป็นการแสดงพลังสามัคคีในอันที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติ  จึงทรงยอมทำตามคำร้องขอของประชาชน  ทรงคิดว่าไม่ควรต้านกระแสความรู้สึกของประชาชนในขณะนั้น

          เมืองกลิงคราษฎร์เป็นประเทศเพื่อนบ้านเมืองสีพีได้รับความเดือดร้อนจากการที่ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดข้าวยากหมากแพง ประชาชนยากจนข้นแค้น  พระเจ้ากลิงคราษฎร์ได้ทรงพยายามแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองด้วยการทรงถือศีลรักษาอุโบสถศีลอยู่ถึง ๗ วันแต่ไม่สามารถช่วยอะไรให้ดีขึ้นได้  ไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์กราบทูลว่า พระเวสสันดรแห่งเมืองสีพี มีช้างที่เป็นมงคล ถ้าให้คนขับขี่ไปที่ใด ฝนก็จะตกลงมาทุกหนทุกแห่งที่ช้างนี้ผ่านไป  พระเจ้ากลิงคราษฎร์จึงส่งพราหมณ์  ๘ คนเป็นทูตมาทูลขอช้างจากพระเวสสันดร  พระเวสสันดรประทานให้ด้วยความเต็มพระทัย

          ถ้าช้างมีคุณสมบัติดังที่ชาวเมืองกลิงคราษฎร์กราบทูลพระเจ้าแผ่นดินของตนก็เท่ากับว่าพระเวสสันดรทรงมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประเทศเพื่อนบ้าน    พระองค์จึงทรงมีคุณลักษณะของความเป็นนักประชาธิปไตย คือ ทรงมีปัญญาธรรม  ใช้เหตุผลในการตัดสินพระทัย  เนื่องจากเห็นความเดือดร้อนของประเทศเพื่อนบ้าน  ดังภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า  “ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย” จะทรงยึดภาษิตดังกล่าวเป็นหลักในสถานการณ์นี้   การช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจัดว่าเป็นการสร้างเสริมความสามัคคีอย่างหนึ่งตามวิถีชีวิตประชาธิปไตย

          ชาวเมืองสีพีใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการตัดสินโทษพระเวสสันดร  จึงก่อ “ม็อบ”   ด้วยการเดินขบวนเรียกร้องให้ขับพระเวสสันดรออกจากเมืองโดยปราศจากการไตร่ตรอง   ทุกคนต่างก็ใช้อารมณ์เป็นเครื่องตัดสิน  ไม่ได้พิจารณาถึงผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของพระเวสสันดรเลยว่าจะทำให้บ้านเมืองของตนวิบัติฉิบหายหรืออย่างไร   แต่เพราะพระเจ้าสญชัยทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกลดังที่ได้กล่าวแล้ว ทรงมีปัญญาธรรม คือ ใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุผลในการตัดสินพระทัยทำตามคำเรียกร้องของประชาชน  ทรงเล็งเห็นว่าพระราชโอรสของพระองค์ทรงเป็นผู้ประกอบคุณความดีมาโดยตลอดทรงบำเพ็ญทานอย่างสม่ำเสมอมิได้ขาด   “คนดีย่อมตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ฉันใดฉันนั้น และ ทรงมีคารวธรรม  คือ เคารพความคิดเห็นของประชาชน ว่าการที่ประชาชนพากันโกรธแค้นเพราะหวงแหนทรัพย์สมบัติของแผ่นดินนั้นเป็นสิทธิโดยชอบที่พวกเขาพึงกระทำได้

        แม้ว่าพระนางผุสดีผู้เป็นพระราชมารดา ซึ่งถือว่าเป็น “พระแม่เจ้าแห่งเมืองสีพี” จะทรงอ้อนวอนตัดพ้อต่อว่าอย่างไร พระองค์ก็ยังไม่พระทัยอ่อนด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวแล้ว จึงเป็นข้อมูลยืนยันได้ชัดเจนว่าพระองค์เป็นนักประชาธิปไตยที่ดีเยี่ยม  

        เคยมีนักวิชาการยุคหนึ่ง กล่าวหาว่า เรื่องมหาเวสสันดรชาดกเป็นวรรณคดีที่          “มอมเมาเยาวชน”  ซึ่งเป็นการมองแบบผิวเผิน ไม่ได้พิจารณาลึกซึ้งเจาะลึกไปถึงสาระสำคัญที่ทรงคุณค่าซึ่งซ่อนอยู่ในวรรณคดีแต่ละเรื่อง  วรรณคดีถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ที่เป็นเสมือนกระจกเงาสะท้อนวิถีชีวิตของคนในสมัยที่กวีมีชีวิตอยู่   กวีได้ถ่ายทอดภูมิปัญญาของคนสมัยโบราณ ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามเอาไว้ด้วยภาษาที่ไพเราะ สละสลวย งดงาม ให้ความจรรโลงใจ  ส่วนคุณค่าทางด้านความคิดเป็นสิ่งที่ผู้อ่านต้องวิจักษณ์วิจารณ์เอง  แล้วจะเห็นคุณค่าแท้จริงของวรรณคดี  และคงไม่กล่าวหาวรรณคดีว่ามอมเมาเหมือนนักวิชาการเหล่านั้น

         

          

…………………………………………

 

โดย แก้วการะเกด

 

กลับไปที่ www.oknation.net