วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... เพียงเราเข้าใจ ภาค ตามหาบ่อทองคำ - บทที่ 1 ต้นสายน้ำผึ้ง กับ บันทึกปริศนา


บทที่ 1 ต้นสายน้ำผึ้ง กับ บันทึกปริศนา

          หากจะมีใครสังเกตุบ้าง ก็จะเห็นเด็กชายรูปร่างผอมบาง ผมหยิก ตาสีดำสดใสคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่คนเดียวที่มุมถนนในหมู่บ้านเล็กๆ ถนนเส้นนั้นจะทอดไปทางไหน เด็กน้อยผู้นั้นก็มิอาจรู้ได้ ผู้คนเดินที่ผ่านมานานๆครั้ง ไม่มีใครแม้สักคนจะเหลือบชายตามองเด็กชายนั้น ก่อนออกเดินทาง เด็กชายรับข้าวเหนียว หมูย่าง กับน้ำดื่มขวดนึงมาจากพ่อของเขา แต่นั่นก็นานกว่าสามชั่วโมงแล้วที่เขาเดินทางมาถึงที่นี่ พ่อเขาป่วยกระสาะกระแสะมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่แม่จากไป เมื่อไม่มีแม่คอยดูแล ทั้งเขาและพ่อจึงต้องช่วยตัวเองในเรื่องการกินการอยู่ในบ้าน ทุกเช้าพ่อจะออกไปร้าน ในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่ลืมเตรียมข้าวเหนียวปั้นไว้ให้เขา ตอนที่เขายังเล็กกว่านี้หน่อย เด็กชายจะช่วยพ่อตักน้ำจากบ่อในหมู่บ้านมาเติมในถังเก็บน้ำที่บ้านวันละสองเที่ยว คือในตอนเช้ากับตอนเย็น

          บ่อน้ำในหมู่บ้านนี้ พ่อเล่าว่ามีมาตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตายายของพ่อ มันเก่าและลึกมาก คนในหมู่บ้านได้อาศัยบ่อน้ำนี้หล่อเลี้ยงดำรงชีวิตมาหลายชั่วอายุคนแล้ว รอบๆบ่อจะเป็นลานกว้างๆ เด็กๆมักจะชอบไปวิ่งเล่นกันตอนเย็นๆ ที่ขาดไม่ได้คือ เด็กทุกคน จะต้องไปตะโกนบอกความปรารถนาของตัวเองลงไปในบ่อ ใครตะโกนดังมาก จะมีโอกาสสมหวังมาก นั่นก็เป็นความคิดแบบเด็กๆ พ่อบอกว่าเกมส์นี้มีเล่นกันมานานแล้ว ที่จริงคงเป็นอุบายที่พวกผู้ใหญ่ใช้เพื่อให้เด็กๆได้ฝึกคิดหาเป้าหมายในชีวิต เพื่อที่จะได้ไขว่คว้าหามันต่อไป ถึงเด็กๆจะรู้ว่าการตะโกนลงไปในบ่อน้ำแล้วจะได้สิ่งที่ปรารถนา เป็นเรื่องหลอกๆ แต่ทุกคนก็รู้สึกสนุกทุกทีที่ได้ตะโกนลงไป ยิ่งเสียงสะท้อนกลับมาดังเท่าไหร่ เด็กๆยิ่งชอบ

         ก่อนวันปีใหม่ หลังจากตักน้ำขึ้นมาจากบ่อแล้ว เด็กชายนั่งลงและคิดถึงใบหน้าที่สวยงามและใจดีของแม่ คิดถึงอ้อมกอดและจูบที่แม่เคยให้ เขายังสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมอ่อนๆของเส้นผมสีดำขลับของแม่ เมื่อตอนสาวๆ แม่เป็นคนสวยที่สุดในหมู่บ้าน ใครๆก็อดไม่ได้ที่จะรักแม่ เพราะแม่มีน้ำใจกับคนอื่นอยู่เสมอ แม้จะช่วยใครเรื่องเงินทองไม่ได้ แต่แม่ก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะไปช่วยงานต่างๆ ของหมู่บ้าน รอยยิ้มของแม่ทำให้ผู้คนที่พบเห็นมีความสุข เด็กๆในหมู่บ้านชอบแม่ของเขามาก เพราะแม่ชอบเล่านิทานให้เด็กๆฟังอย่างสนุกสนาน แม่มีความสามารถพิเศษหลายอย่าง แม่ทำเสียงได้หลายเสียง ทั้งเสียงคนและเสียงสัตว์ เด็กๆชอบกันมาก ถ้ามีแม่ในงานรื่นเริงของหมู่บ้าน ทุกคนจะสบายใจได้ว่าเด็กๆจะไม่ไปวิ่งเล่นที่ไหนไกลๆ แต่จะมาห้อมล้อมอยู่ในซุ้มเล่านิทานของแม่นั่นเอง แม่มีน้ำเสียงที่ไพเราะ เวลาแม่ร้องเพลงในบ้าน พ่อจะหยุดฟังด้วยใบหน้าอาบรอยยิ้มเสมอๆ และถ้าเป็นวันที่พ่อใจดีมากๆ พ่อจะอนุญาติให้เขาไปวิ่งเล่นที่บ่อน้ำกับเพื่อนๆได้นานเป็นพิเศษ บางครั้งขณะที่เขากำลังใส่รองเท้าอยู่นั้น เขาเคยเห็นพ่อเดินไปใกล้ๆแม่ กอดแม่และทั้งคู่ก็ยิ้มให้แก่กัน ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งตื๋อออกจากบ้านไป

          เด็กชายนั่งอยู่ที่มุมถนนนานแค่ไหนแล้วนะ เขามองไปยังท้องฟ้า พระอาทิตย์สาดแสงกล้าขึ้นทุกที จนเขาต้องหรี่ตา และเอามือป้องไว้ คงจะใกล้เที่ยงเข้าไปทุกทีแล้ว คงต้องออกเดินทางต่อละ เดี๋ยวจะมืดซะก่อน  พ่อสั่งไว้ว่างัยนะ อ้อ ให้มองหาบ้านที่มีต้นสายน้ำผึ้งหน้าบ้าน ไปพบกับเพื่อนเก่าแก่ของแม่คนหนึ่ง เอ่ ไหนว่าอยู่ไม่ห่างจากทางแยกที่เค้านั่งอยู่แต่ทำไมมองไม่เห็นสักต้น ว่าแล้วเขาก็ลุกขึนปัดฝุ่นออกจากตัว เขาไม่ทันสังเกตุในตอนแรกว่ามีทางแยกสองทางข้างหน้า พ่อเคยสอนว่าเมื่อใดที่ต้องเลือกทางเดิน จงเลือกทางที่เห็นว่าดีที่สุด เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องเสียใจในภายหลัง ในตอนนี้ เขาต้องการจะไปหาบ้านที่มีต้นสายน้ำผึ้ง เพื่อจะได้พบเพื่อนเก่าของแม่ที่แม่ฝากบันทึกไว้ พ่อบอกว่าเขาจะสามารถใช้บันทึกของแม่เพื่อชีวิตที่ดีกว่าได้ พ่อมักจะทำตามคำแนะนำของแม่เสมอๆ แต่แม่ก็เชื่อฟังคำพูดของพ่อด้วยเช่นกัน

         เขายิ้มให้กับตัวเองก่อนที่จะเอาแขนเสื้อปาดเหงื่อที่หน้าผากแล้วเริ่มก้าวขาเดินออกไป เพื่อมองหาต้นสายน้ำผึ้งเสียก่อน ไม่มีต้นไม้ไหนที่น่าจะใช่ต้นสายน้ำผึ้งเลย ที่จริงเขาก็ไม่เคยได้ยินหรือเห็นต้นไม้ชนิดนี้มาก่อน เพียงแม่บอกอะไร เขาก็จะเชื่อโดยสนิทใจ คิดเอาเองว่าแม่ต้องถูกเสมอ ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนี่นา แต่ถ้าไม่มีใครรู้จักล่ะ อืมม ต้องมีสิ อย่างน้อยก็เพื่อนของแม่คนที่แม่ให้มาหาไง และเจ้าต้นสายน้ำผึ้งนี้ น่าจะเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่นะ

          เขาตัดสินใจเดินไปทาง บ้านที่มีคนนั่งอยู่หน้าบ้าน ซึ่งก็ไม่ไกลจากที่ที่เขานั่งพักนัก รู้สึกว่าลืมอะไรบางอย่าง อ้อ ขวดน้ำนั่นเอง เขาหมุนตัวกลับไปคว้าขวดน้ำขึ้นมาเปิดฝาดื่ม อ้าวหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่นะ สงสัยว่าเขาคงจะจิบน้ำเรื่อยๆตอนที่นั่งอยู่จนหมดโดยไม่รู้ตัว อืมม น้ำเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการจริงๆ นี่เขาดื่มจนหมดไปก็ยังไม่รู้ตัวเลย คงต้องไปขอน้ำจากบ้านนี้แล้วละ หวังว่าจะเจอคนใจดีนะ

          “สวัสดีครับคุณป้า” เขายกมือไหว้ และรีบเอ่ยทักทายก่อน แม่สอนไว้ว่าให้นอบน้อมต่อผู้ใหญ่ แล้วเราจะได้รับความเมตตาตอบแทน ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมา
          “สวัสดีครับ ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ” เขาถามต่อทันที
          “ใครน่ะ มีอะไรหรือ มาจากไหนละนี่ แป๊บนะ” เสียงนุ่มนวลน่าฟังจากคุณป้าที่นั่งอยู่ตอบกลับมา เธอก็หันไปหยิบแว่นสายตาขึ้นมาใส่
         “ผมเดินทางมาจากอีกหมู่บ้านนึงนะครับ มาตามหาคนที่อยู่แถวนี้ละครับ บ้านเค้ามีต้นสายน้ำผึ้งอยู่หน้าบ้านน่ะครับ คุณป้าพอจะบอกทางให้ผมได้ไหมครับ”
         “หืออ เราว่าอะไรนะ ต้นอะไร” หญิงวัยกลางคนถามกลับมา 
         “ต้นสายน้ำผึ้งครับ” เขารีบตอบ แล้วก้ปาดเหงื่อที่หน้าผากไปด้วย
         “ฉันไม่ได้ยินมานานแล้ว ชื่อนี้ มีคนเดียวเท่านั้นที่ฉันรู้จักที่จะเรียกต้นหางนกยูงว่าต้นสายน้ำผึ้ง”
         “คุณป้ารู้จักหรือครับ” 
         “ก็รู้จักทั้งคน ทั้งต้นไม้น่ะแหละจ้ะ” คุณป้าคนนั้น ยิ้มอย่างใจดี ว๊าวว ดีใจจัง เขาคิดคงจะไม่ผิดหวังละวันนี้ อุตส่าห์ตะโกนลงไปในบ่อน้ำหมู่บ้านแล้ว ว่าขอให้ตามหาบันทึกของแม่พบ จะได้รู้ว่าสมบัติมีค่าอะไรกันที่แม่เก็บไว้ให้
          “มานั่งสิจ๊ะ หนูจะได้คุยกันถนัดๆหน่อย กินน้ำกินท่าซะหน่อยสิ รอเดี๋ยวนะ” เขาเดินเข้าไปนั่งพับเพียบเรียบร้อย ข้างหน้าที่คุณป้าผู้ใจดีนั่งเมื่อสักครู่ รอน้ำเย็นอย่างใจจดใจจ่อ เพราะรู้สึกกระหายมากยิ่งขึ้น คงจะเพราะตื่นเต้นที่ได้เจอคนรู้จักแม่ จะได้คุยเรื่องแม่ตอนสาวๆ ฮิฮิ

          เขารับน้ำมาดื่มจนหมดแก้ว แล้วชวนคุยต่อว่า
         “คุณป้ารู้จักแม่ผมได้ยังไงครับ อยู่กันละหมู่บ้านเลยครับ”
        “ยังไม่ทันไร ก็จ้อเลยนะจ๊ะ แม่เราน่ะ เขาช่างเจรจาอย่างนี้ละ ไหนเราน่ะอายุเท่าไหร่แล้ว พ่อเราเขาสบายดีไหม”
        “พ่อผมสบายพอควรครับ ตั้งแต่แม่เสีย พ่อก็ดูเศร้าไปน่ะครับ ส่วนผมปีนี้จะครบ 13 ปีแล้วครับ” 
        “เวลาช่างผ่านไปเร็วอะไรอย่างนี้ ฉันไม่ได้พบแม่เธอ นานหลายปีแล้ว เคยไปเยี่ยมที่บ้านตอนที่ไม่สบายอยู่ครั้งสองครั้ง ตอนนั้นฉันยังมีคนพอที่จะพาไปไหนมาไหนได้ พอเขาตายไปฉันก็อยู่คนเดียวอย่างนี้ เลยไม่ได้ไปไหน แต่ก็มีคนผ่านมาเยี่ยมเยียน ไม่ขาด”
         “ใกล้เที่ยงแล้ว มาทานข้าวด้วยกันก่อน”
         “ครับ ขอบพระคุณ คุณป้ามากครับ” เด็กชายรีบขอบคุณเพราะเขาก็รู้สึกว่าตาชักจะลายแล้วเหมือนกัน
         หลังจากอิ่มหนำสำราญ สองคนก็นั่งสนทนาเรื่องเกี่ยวกับแม่ของเด็กชายเสียเพลิน จนกระทั่งเด็กชายนึกขึ้นมาได้ว่า เค้าต้องตามหาคนที่มีต้นสายน้ำผึ้ง เอ้ย ต้นหางนกยูงอยู่หน้าบ้าน
         คุณป้าบอกว่า “บ้านป้าน่ะเคยมีต้นหางนกยูง แต่ว่ามันอยู่ในเขตบ้านข้างๆ เขาก็มาตัดทิ้งไปเสียสองปีแล้ว เห็นว่าจะมาสร้างสนามบินนานาชาติ เอ้อ ไม่ใช่สิ สร้างบ้านจัดสรรน่ะ แต่ไมเห็นมาทำอะไรเลย”
        “คุณป้า มีอารมณ์ขันดีนะครับ งั้นแสดงว่าผมได้พบคนที่ผมต้องมาพบแล้วสิครับ ขอถามต่อเลยนะครับว่า คุณแม่ได้ฝากบันทึกอะไรไว้กับคุณป้าใช่ไหมครับ”
         “อืมม มันไม่ใช่บันทึกของแม่เธอหรอกนะจ๊ะ ที่จริงมันเป็นสิ่งที่เราค้นพบด้วยกัน เลยทำบันทึกเอาไว้ ก่อนเขาจะตัดต้นหางนกยูงทิ้งนั่น ฉันก็ยังนึกถึงบันทึกเล่มนั้นอยู่เลย เราเคยไปนั่งเล่นด้วยกันที่นั่น” แล้วคุณป้าก็นั่งหลับตา เหมือนจะรำลึกถึงอะไรบางอย่าง 
         “ถ้าเธอจะมาเอาบันทึกไปอย่างเดียว ฉันว่าเธอจะไม่ได้ประโยชน์อะไรนัก แต่ถ้าเธอจะทำอย่างที่ฉันจะบอกต่อไปนี้ เธอจะได้สิ่งที่แม่เธออยากให้เธออย่างแน่นอน”
         “ผมเองก็ยังไม่ทราบครับว่า แม่ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ผม พอพ่อเล่าเรื่องที่แม่สั่งไว้ ผมก็ตั้งใจมาหาคุณป้าทันทีเลยครับ” 
         “คนมักหลงทาง ใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่า” คุณป้าเริ่มเล็กเชอร์ เด็กชายอยากจะยกมือเกาหัว แต่ก็เกรงใจ จึงนั่งนิ่งอยู่
        “ป้ากับแม่ของเธอโตขึ้นมาด้วยกัน เรียนหนังสือด้วยกัน เล่นด้วยกัน ความขี้สงสัย ช่างเจรจาของเราทำให้เราได้รับความรู้นอกตำรามากมาย จากการอ่านหนังสือ การศึกษาและพูดคุยกับผู้รู้ การถกเถียง เราเอาชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมาสังเคราะห์ สิ่งหนึ่งที่เราพยายามอย่างมากในการทำความเข้าใจก็คือ ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรานี่ละ แล้วเราก็ได้ข้อสรุปบางอย่างที่คิดว่ามีประโยชน์กับใครก็ตามที่เข้าใจและนำไปใช้ เธอพอจะมองเห็นไหมที่พูดมานี้”
         “ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอ่ะครับ แต่กำลังพยายามคิดตามอยู่ครับ”
         “ถ้าเธอคิดตาม อย่างเดียว เธอไม่กลัวลืมรึ”
         “อืมม นั่น่ะสิครับ ผมน่าจะทำบันทึกบ้างนะครับ”
         “เธอเริ่มมาถูกทางแล้วนะ อ้ะ เดี๋ยวฉันไปหยิบ สโม๊ดหนุด สมุดโน้ต กะ ดินสอ มาให้เธอก็แล้วกัน” 
         ฮิฮิ คุณป้า นี่วัยรุ่นจริงๆเลย

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net