วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คำ ผกา จากกระทู้ดอกทองอันโด่งดัง : หยุดให้ท้ายพันธมิตร*


จากการที่ได้อ่านบทความของคุณคำ ผกา ในมติชนสุดสัปดาห์ หัวข้อน่าสนใจว่า "หยุดให้ท้ายพันธมิตร*" โอ้โห อ่านแล้วก็ปรี๊ดดดแตก จะลองยกมาสักส่วนหนึ่ง

ถามว่ารู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ฉันพยายามที่จะไม่ตอบคำถามนี้ทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ เพราะมันง่ายมากที่จะด่วนประกาศออกไปว่า "รัฐบาลฆ่าประชาชน" ดังที่กลายเป็นพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับ
และคำว่า "รัฐบาลทรราช" นั้นก็อยู่คู่กับประวัติศาสตร์การเมืองไทยมาโดยตลอด จนกระทั่ง
เราขึ้นป้ายให้รัฐกลายเป็นผู้ร้ายตลอดกาล

ส่วนประชาชนนั้นคึอเหยื่อ คือผู้อ่อนแอที่มักจะถูกข่มเหงโดยรัฐอย่างไม่ชอบธรรมเสมอมา (แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปทุกกรณี)

เหตุผลอีกประการหนึ่งคือความขัดแย้งอันแหลมคมที่เกิดขึ้น ณ สยามประเทศ เวลานี้ มันเกิดจากเหตุที่มองด้วยตาเปล่าของสามัญชนอย่างเราไม่เห็น เว้นแต่ใครจะมีกล้องจุลทรรศน์จึงจะเข้าไปส่องวินิจฉัยจนเห็นเหตุเหล่านั้นได้ (และดูเหมือนนักข่าวต่างประเทศจะมีกล้องจุลทรรศน์ที่ว่า เราจึงพอได้อาศัยอ่านข่าวและบทความจากหนังสือพิมพ์อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น อเมริกา ซึ่งให้ทั้งข้อมูลและความคิดเห็นที่กระจะกระจ่างกว่าข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยหลายขุม)

กลับมาที่ความรู้สึก แน่นอนว่าทุกคนตระหนกต่อการสูญเสียชีวิต ร่างกาย แขนขา ดวงตาของคนที่ว่าออกไปกู้ชาติ หรือขจัดการเมืองชั่วๆออกไปจากเมืองไทย เห็นใจตำรวจที่ออกไปทำหน้าที่ของตนเอง และหลายคนบาดเจ็บและเสียชีวิต

ข่าวที่บอกว่าตำรวจคนหนึ่งถูกแทงด้วยด้ามธงจนทะลุกลางหลังยังตามหลอกหลอน (อย่าลืมว่าฉันเป็นผู้หญิงขวัญอ่อน) อยู่จนถึงวันนี้และหลอนยิ่งขึ้นเมื่อยังมีคนพยายามจะบอกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมของพันธมิตรเป็นกลุ่มคนที่มาชุมนุมอย่างสันติและปราศจากอาวุธ

เราจำเป็นต้องพูดกันอย่างตรงไปตรงมาว่าท่ามกลางการเรียกร้องให้ใช้ "สันติวิธี" (ที่ตอนนี้เกือบจะมีความหมาย หรือไม่มีความหมายพอๆกับคำว่า "รักนะ จุ๊บ จุ๊บ" ที่วัยรุ่นชอบพูดกัน)

ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่กลุ่มพันธมิตรฯออกมาเคลื่นไหว ปลุกระดมมวลชนนั้น เครื่องมือสำคัญที่ใช้กันอยู่ตลอดเวลาคือความรุนแรง โดยเฉพาะความรุนแรงของถ้อยคำที่ใช้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในการพูดบนเวทีพันธมิตรฯนั้น คำที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือคำประเภท ไอ้เ-หี้-ย ไอ้สัตว์ (ล่าสุดพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ผู้จัดการถึงกับใช้คำว่า สัตว์นรก)

ไม่เพียงแต่ความรุนแรงอันเกิดจากการใช้ถ้อยคำหยาบคาย ยังมีความรุนแรงอันเกิดจากการใส่ร้ายป้ายสีคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ โดยเฉพาะนักวิชาการที่วางตัวเป็นกลางและออกมาวิจารณืพันธมิตร ต่างก็โดนแกนนำพันธมิตรกระซวกด้วยคำพูดที่รุนแรง หยาบคาย อ.ภูวดล ทรงประเสริฐ นั้นออกมาด่าเพื่อนร่วมอาชีพเสียๆหายๆราวกับหมาบ้า ที่สำคัญเรื่องที่ออกมาด่าล้วนแล้วแต่เป้นเรื่องใส่ไคล้ จนถึงขั้นโกหก หลอกลวงทีเดียว

เชื่อว่าต่อไปนี้ใครก็ตามที่ออกมาวิจารณ์พันธมิตร นอกจากจะโดนกล่าวหาว่าเป็นสาวกทักษิณ รับเงินทักษิณแล้ว รายการต่อไปคือโดน"ซ้อเจ็ด" ผู้อ้างว่าสถิตอยู่ ณ ใต้เตียงของทุกคนในประเทศไทยออกมาเขียนถึงพฤติกรรมทางเพศ ความสำส่อน การผิดผัวผิดเมีย และอีกสารพัดความลามกอุจาดที่คนอย่างซ้อเจ็ดจะจินตนาการขึ้นได้ ขอเพียงเพื่อจะดิสเครดิตศัตรูทางการเมือง

หากว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 ต.ค. จะทำให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิต ทรัพย์สิน จิตใจ ฉันคิดว่าพวกเราทุกคนต่างต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา พวกเราต่างพากัน "ให้ท้ายพันธมิตร" ด้วยการ "เงียบ"

แม้ไม่เห็นด้วยก็ไม่ยอมที่จะออกมาพูดดังๆเพราะกลัวจะเปลืองตัว และกลัวที่จะถูกมองว่าเป็นฝ่ายของทักษิณหรือเป็นพวกด้อยการศึกาา ถูกหลอกล่อโดยนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยเก่า กลัวจะถูกมองว่าเป็นพวกหน่อมแน้มไร้เดียงสา ไม่รู้เท่าทันนักการเมือง

น่าสลดใจยิ่งกว่านั้น คนที่ตาย คนที่บาดเจ็บในเหตุการณ์ล้วนแต่เป็นคนเล็กๆที่เป็นเหยื่อของอุดมการณ์ที่บรรดาแกนนำปลุกปั่นขึ้นมา และถึงบัดนี้ ทั้ง สนธิ จำลอง สมศักดิ์ สมเกียรติ สุริยะใส ก็มีความสุขดีท่ามกลางกองเลือดสาวกของพวกตน และไม่มีทีท่าจะสำนึกผิดแม้แต่น้อยต่อการสร้างสถานการณ์พาคนไปตาย เพียงเพื่ออยากปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรงเพื่อเป็นเงื่อนไขให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร

ร้ายไปกว่านั้นยังพยายามที่จะป่าวประกาศว่ารัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมเพราะตั้งอยู่บนกองเลือดของประชาชน หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านก็บอกว่า จะไม่ฝ่ากองเลือดไปประชุมสภาฯเป็นอันว่า ต่างฝ่ายต่างใช้เลือดคนตายป็นบันไดป่ายปีนไปหาผลประโยชน์ของตนอย่างเมามัน

ไม่เพียงแต่อ้างเอา "เลือด" ฝ่ายพันธมิตรยังอ้างคำว่า "ประชาชน" ซึ่งสำหรับคนรู้เรื่องประชาธิปไตยชั้นแค่ประถม (อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว) อย่างฉันเชื่ออย่างไร้เดียงสาว่า คนที่มีความชอบธรรมจะอ้างคำว่าประชาชนได้ มีแต่ตัวประชาชนเท่านั้นเอง และช่องทางที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ คือเรายืนยันเสียงของเราผ่านการเลือกตั้ง และผ่านการจัดตั้งเครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองนอกรัฐสภาเพื่อคานอำนาจของคนที่ได้รับเสียงของเราไปแล้วกลับใช้เสียงนั้นไปในทางที่มิชอบ

คนที่ยืนอยู่ข้างประชาธิปไตย ทั้งหันหลังให้กับรัฐประหารไม่ว่าจะทางตรงหรืออ้อมของเราทุกวันนี้ไม่ได้โง่ถึงขนาดจะไม่ระแวดระวังต่อสิ่งที่เรียกว่า ทรราชเสียงข้างมาก หรือ tyranny of the majority อันเป็นคำอธิบายอันโด่งดังของ Alexis de Tocqueville (1805-59) ระบุชื่อและช่วงชีวิตของเจ้าของคำพูด เพื่อระลึกว่าโลกเขาตระหนักถึงจุดอ่อนประชาธิปไตยเสียงข้างมากมานานนักหนา ไม่ต้องรอให้แกนนำพันธมิตรมาชี้หน้าด่าคนไทยว่าไม่เข้าใจ "แก่น" ประชาธิปไตย และงมงายการเลือกตั้ง และเพราะเราตระหนักในปัญหานั้น สิบกว่าปีที่ผ่านมาหลังจากที่เรามีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง เราจึงพยายามสร้างกลไกของ

ระบบตรวจสอบการทำงานของรัฐ เราจึงยอมรับการเมืองที่เคลื่อนไหวนอกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจน เครือข่ายสลัม เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯลฯ (แต่ไม่ใช่ม็อบที่เต็มไปด้วยการปลุกระดม ด้วยคำพูดโกหกหลอกลวง แถมพ่วงไสยศาสตร์ ทั้งยังกระหายเลือดอย่างการชุมนุมของพันธมิตรแน่ๆ)

 ......บลาๆๆๆๆๆๆขี้เกียจพิมพ์ ยกไปถึงตอนท้ายของบทความเลย

และเพื่อไม่เป็นการ "ให้ท้ายพันธมิตรฯ" ด้วยการนิ่งเฉย ฉันได้ยกคำพูดของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการที่เคยน่านับถือแต่ก็ต้องสูญสิ้นความนับถือ (อย่างน้อยจากคนที่ไม่มีความหมายคนหนึ่งอย่างฉัน) เพราะไปยืนข้างพันธมิตรราวกับเป็นนักรัฐศาสตร์ที่ไม่รู้จัก กอไก่ ขอไข่
(แต่ฉันเชื่อว่า ชัยอนันต์รู้ว่าตนเองทำอะไรและรู้ด้วยว่าอุดมการณ์ที่ตนเองไปสนับสนุนอยู่
นั้นฉ้อฉลต่อคนส่วนมากของประเทศแค่ไหน และนั่นทำให้เรายิ่งสูญความนับถือต่อเขา)

ฉันไม่อยากจะเชื่อว่านักรัฐศาสตร์ชั้นนำของเมืองไทยสามารถพูดจาชี้ทางสว่างให้กับปัญหาของการเมืองไทยว่าแก้ได้ง่ายเพียงจับนักการเมืองเลวไปประหารชีวิต ! มีแต่เด็กที่ยังดูดหัวแม่โป้งตัวเองอยู่เท่านั้นที่เชื่อในนิทานธรรมะปราบอธรรม เราเป็นฮีโร่มาช่วยโลกด้วยการจับสัตว์ประหลาดมาฆ่าทิ้งให้หมด แล้วทุกอย่างจะดีเอง

มีแต่เผด็จการล้าหลังเท่านั้นที่เชื่อเรื่อง "หนักแผ่นดิน" และเชื่อว่า แผ่นดินจะสูงขึ้น เบาลง หากจับคน(ที่เราคิดว่า)ชั่ว ไปฆ่าทิ้งเสีย อาจารย์ชัยอนันต์คงอยากให้ฮิตเลอร์คืนชีพกระมัง จะได้มาช่วยสร้างค่ายกักกันนักการเมืองเลว
ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ 7 ต.ค. คำตอบคือ รู้สึกว่าจะต้องกล้ามากขึ้นที่จะหยุด
ให้ท้ายพันธมิตรอย่างเปิดเผย และกล้าที่พูดถึงคนที่ถูกสังคมเชิดชูเสียจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ไม่ว่าจะเป็นราษฎรอาวุโส ที่นับวันจะเลอะเลือนเลื่อนเปื้อน หรือนักรัฐศาสตร์ชั้นนำที่นำความผิดหวังมาสู่เรา

หวังว่าจะไม่มีใครออกไปตายสังเวยกลุ่มที่ใช้ชื่อว่าเพื่อประชาธิปไตยแต่เรียกร้องให้โยนระบบการเลือกตั้งทิ้ง (เราเรียกการเมือง 30-70 ว่าระบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือ?) และกำลัง exploit คำว่าประชาชนอย่างไร้ความละอาย
(หมายเหตุ * หนึ่งในสามหยุดของข้อเรียกร้องโดยกลุ่มสันติประชาธรรม)
---------------------------------
อ้างอิงจากบทความ หยุดให้ท้ายพันธมิตร* เขียนโดย คำ ผกา ตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์
ฉบับประจำวันที่ 7-13 พ.ย.2551 ปีที่ 29 ฉบับที่1473


ไม่ทราบว่าชาวบล็อคท่านอื่นอ่านแล้วรู้สึกหรือคิดเห็นอย่างไรกันบ้างเอ่ย เชิญ เชิญ ระบายกันเต็มที่ค่ะ


โดย อยากเชื่อเธอสักครั้งหนึ่ง

 

กลับไปที่ www.oknation.net