วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Dead Poet Society : วัยรุ่นไม่ง่ายอย่างงั้น



เคยคิดกันบ้างไหมครับ ตอนที่เราเป็นเด็ก ๆ ความคิดและจินตนาการของเรามักจะกว้างไกลไร้
ขอบเขตทุกครั้งที่เราวาดรูปหรือทำอะไรสักอย่าง “แบบเด็ก ๆ” แต่บางฅนก็ลืมที่จะคิดถึง
จินตนาการดังกล่าวที่ตนเองก็ “เคยมี” ตอนเด็ก ๆ ไปแล้วเหมือนกัน

 Dead Poet Society กำลังตั้งคำถามและอาจจะมีคำตอบให้เรากับประเด็นดังกล่าว
โดยนำเสนอผ่านชีวิตวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำที่เข้มงวด

 โรงเรียนมัธยมเวลตัน อคาเดมี่ ได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและมีระเบียบวินัย
เคร่งครัดที่สุด  การเรียนการสอนเต็มไปด้วยระบบการท่องจำตามตำรับตำราอย่างน่าเบื่อ  จน
กระทั่งวันหนึ่งมีคุณครูฅนใหม่ จอห์น คีติ้ง เข้ามาสอนวิชาภาษาอังกฤษ เขาเคยเป็นศิษย์เก่าที่
นี่มาก่อน

 ลีลาการสอนของคุณครูคีติ้งเป็นการสอนนอกกรอบที่คุณครูฅนอื่น ๆ ไม่ทำกัน
ชั่วโมงแรกครูคีติ้งผิวปากฮัมเพลงทักทายนักเรียนเข้ามาในห้องพร้อมกับชักชวนให้นักเรียน
ออกไปดูภาพอดีตนักเรียนรุ่นเก่า ๆ ในกระดานทำเนียบแล้วสอนว่าฅนที่อยู่ในภาพบัดนี้ได้ล้ม
หายตายจากไปหมดแล้วโดยไม่มีโอกาสทำให้สิ่งที่ตัวเองต้องการ  สิ่งที่พวกเธอควรทำใน
เวลานี้ก็คือ ‘คาร์เปเดี้ยม’ อันหมายถึงการฉกฉวยวันเวลาเอาไว้ และทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ

 การสอนให้นักเรียนค้นหาความต้องการของตนเองแล้วทำในสิ่งที่ตนฝันได้สร้าง
แรงบัลดาลใจให้เด็กหนุ่ม ๗ ฅน รวมตัวกันค้นหาอดีตของคุณครูจอห์น คีติ้งจากหนังสือรุ่นเล่ม
เก่า ๆ ในที่สุดพวกเขาก็พบกับสมาคมกวีไร้ชีพ (Dead Poet Society) คือการรวมตัวกันสร้างฝัน
เล็ก ๆ ยามค่ำคืนของเด็กนักเรียนรุ่นก่อน ๆ ด้วยการชุมนุมกันร่ายบทกวี เล่าเรื่อง ณ ถ้ำลึกลับ
ไม่ห่างจากโรงเรียน  ที่นี่เป็นเหมือนสถานที่ปลดปล่อยตัวตนของนักเรียนรุ่นพี่ให้เป็นอิสระจาก
กฎระเบียบที่เข้มงวดภายในโรงเรียนประจำที่แสนน่าเบื่อและเคร่งเครียดแห่งนี้  แน่นอนว่าเด็ก
หนุ่ม ๗ ฅนรวมกลุ่มกันสร้างสมาคมกวีไร้ชีพยามค่ำคืนเพื่อสร้างฝันให้กับตนเอง

 เรื่องราวถัดจากนี้ไปเราจะได้เห็นวิธีการสอน (แบบที่ฅนทั่วไปคิดว่าแปลก) ของคุณ
ครูคีติ้ง เริ่มจากการสั่งให้นักเรียนฉีกบทเรียนที่น่าเบื่อทิ้งลงถังขยะ     นักเรียนทั้งหลายนิ่งอึ้ง
ทันที ดาลตัน เป็นนักเรียนฅนแรกที่ฉีกเพราะดาลตันรู้สึกเบื่อหน่ายมานานแล้วกับการเรียนการ
สอนอันเคร่งเครียดจำเจ ดาลตันเป็นนักเรียที่พร้อมจะนอกกรอบได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว  คีติ้ง
สอนให้นักเรียนลุกขึ้นไปยืนบนโต๊ะครูเพื่อจะได้เห็นอะไรแตกต่างกว่าที่เคย  คีติ้งมีวิธีสอนที่
นอกกรอบอีกหลายอย่างที่เราจะได้เห็นในหนัง

 ด้วยวิธีการสอนที่แหวกแนวทำให้ลูกศิษย์ที่มีปมภายในหลายฅนต่างคลี่คลายตนเอง
ขณะเดียวกันก็เริ่มรับรู้ถึงศักยภาพที่ซุกซ่อนอยู่ภายในของตน  ท็อด เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยแม้แต่จะ
ตะโกนเสียงดัง น็อช เด็กหนุ่มผู้กำลังตกหลุมรักหญิงในโรงเรียนถัดไป  นีล  เด็กหนุ่มผู้หลงใหล
ในการแสดงแต่เขากำลังเผชิญความขัดแย้งกับพ่อที่ต้องการให้เขาเป็นหมอ  ดาลตัน ที่กำลัง
สนใจเสนอบทความท้าทายลงในวารสารของโรงเรียน

 เมื่อเด็กหนุ่มทั้งสี่เริ่มทำในสิ่งที่ตนเองต้องการก็เหมือนกับการกระโดดที่สูงเกินไป
ทำให้ศีรษะไปชนกับเพดาน บางฅนได้รับผลกระทบอย่างไม่คาดคิด ฅนที่ได้รับผลอย่างรุนแรง
ที่สุดก็คือ ดาลตัน เขาถูกไล่ออกจากโรงเรียนทันทีที่บทความท้าทายของเขาถูกตีพิมพ์ลงใน
วารสารโรงเรียน และเขายังท้าทายครูใหญ่ว่าโรงเรียนเวลตันควรรับนักเรียนหญิงผ่านการเล่น
ตลก “โทรศัพท์จากพระเจ้า” ต่อหน้านักเรียนและครูอาจารย์มากมายในห้องประชุม

 ถึงตอนนี้คุณครูคีติ้งเริ่มหวั่นไหวไปกับสถานการณ์รอบตัวเด็ก ๆ พร้อมกับเริ่มถูกครู
ท่านอื่น ๆ ติติงวิธีการสอนของเขา ครูคีติ้งกลับไปพบเด็ก ๆ อีกครั้งเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกดีนักที่
เด็ก ๆ เริ่มทำตัวท้าทายขนาดนั้น เขาสอนเด็ก ๆ ว่าฅนฉลาดควรรู้จักดูกาลเทศะด้วย

 สถานการณ์ไม่ได้จบแค่นั้น รายต่อมาคือ นีล ผู้หลงใหลในการแสดง คีติ้งแนะนำ
นีลว่าเขาควรจะขออนุญาตพ่อเรื่องการขึ้นเวทีแสดงละครเสียก่อน แต่นีลโกหกคีติ้งว่าเขาขอ
อนุญาตแล้วและพ่อก็อนุญาตเช่นกัน เมื่อถึงวันแสดงละคร พ่อของนีลไปที่โรงละครเพื่อดูว่า
ลูกชายตนเล่นละครหรือไม่ นั่นเองที่โศกนาฏกรรมอันรุนแรงก็เกิดขึ้น เมื่อละครจบลงพ่อโกรธ
นีลมาก พ่อลากนีลกลับไปบ้านและบอกว่าวันรุ่งขึ้นจะให้นีลออกจากเวลตันแล้วไปสมัคร
เตรียมทหารเพื่อจะต่อเรียนหมอ คืนนั้นเองที่นีลตัดสินใจปลิดชีพตนเองด้วยปืนภายในบ้านหลัง
ใหญ่ที่ดูอบอุ่น


 Dead Poet Society ไม่ได้ตั้งคำถามกับระบบการเรียนการสอนที่ไม่เอื้อให้เด็กได้คิด
เองเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามกับความคาดหวังของพ่อแม่ที่มีต่อลูกมากเกินไปอีกด้วย พ่อแม่
จำนวนมากคาดหวังให้ลูกเรียนเก่ง ๆ นอกจากจันทร์ถึงศุกร์แล้วก็ยังต้องเรียนพิเศษวันเสาร์
อาทิตย์ ปิดเทอมก็ยังต้องไปเรียนเสริมพิเศษ โดยลืมถามความต้องการของลูกว่าลูกมีความ
สุขหรือไม่กับสิ่งที่พ่อแม่จัดการให้  พ่อแม่บางฅนเลี้ยงลูกด้วยความรุนแรงผ่านการตี ตะคอก

ด่าและการใช้คำสั่งโดยไม่นึกถึงว่าวิธีการรุนแรงเช่นนี้เป็นการสร้างความกดดันให้เด็กและเป็น
การทำลายศักยภาพเด็กทีละนิด

 คุณครูคีติ้งเป็นแบบอย่างของคุณครูที่ดีแต่อยู่ในระบบที่เลว เพราะเป็นระบบที่ไม่ได้
มองความสามารถสติปัญญาของเด็กว่าเด็กมีความสามารถมากกว่าการท่องจำ และเป็นการ
เรียนที่กดดันที่มาพร้อมกับการบ้านหนัก ๆ ถ้าอย่างนั้นการเรียนก็เป็นทุกขสัจจ์อย่างหนึ่ง เพราะ
การเรียนที่ดีควรเป็นการเรียนที่เต็มไปด้วยความสุขและควรเป็นการเรียนที่สามารถสร้างสรรค์
ศักยภาพให้เกิดกับผู้เรียนได้อย่างเต็มที่

 เคยมีใครตั้งคำถามบ้างหรือไม่ว่าทำไมเราต้องเรียนหนังสือกันถึง ๕ วันในหนึ่ง
สัปดาห์ด้วย เราเรียนกันแค่ ๓ วันหรือ ๔ วันในหนึ่งสัปดาห์ไม่ได้หรือ การมีวันหยุดแค่ ๒ วัน
นั้นน้อยเกินไปหรือไม่ ชีวิตของเด็ก ๆ เครียดไปกับการเรียนหนังสือมากเกินไปหรือเปล่าเนื้อหา
วิชาก็ควรจัดสรรวิชาที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้จริง อย่างเช่นวิชาทำกับข้าว วิชาเย็บ
เครื่องใช้ไม้สอยด้วยมือ วิชาปลูกต้นไม้ ฯลฯ ไม่ใช่ว่าเราเรียนกันเป็นสิบ ๆ ปีแต่เด็กหลายฅนก็
ยังทำกับข่าวกินเองไม่เป็น อีกทั้งกลับมาบ้านก็ยังติดค่านิยมใช้ของฟุ่มเฟือยจากโรงเรียนอีก
ต่างหาก พระพุทธเจ้าก็สอนให้เรียนรู้จากทวารทั้ง ๖ แค่นั้นเอง คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

 ทำไมเราต้องเรียนอะไรกันมากมายขนาดนั้น

 เวลาไปโรงเรียนเด็ก ๆ ก็ต้องพกเอาตำรับตำราใส่กระเป๋าไปเรียนจนหลังอาน
กระเป๋าของเด็กบางฅนใส่หนังสือตุงจนคล้ายกับจะเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อครั้งที่โป๊ะล่ม
หลายปีก่อนมีเด็กจมน้ำตายเพราะเป้สะพายหลังมีหนังสือมากเกินไป ทำให้เด็กไม่สามารถ
ว่ายน้ำเอาตัวรอดได้  จริง ๆ แล้วการเรียหนังสือไม่ควรทำให้เด็ก ๆ ของเราต้องเป็นทุกข์ขนาด
นั้น แต่มันก็เป็นไปแล้ว

 พ่อแม่บางฅนก็สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่ก็ยังต้องเสียเงินส่งลูกเข้าเรียนอนุบาล
หรือชั้นประถมต้น  ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่เองก็มีศักยภาพเพียงพอที่จะสอนลูกให้อ่านออกเขียนได้ใน
ระดับพื้นฐานอยู่แล้ว  การเรียนหนังสือเพื่อให้อ่านออกเขียนได้ในระดับพื้นฐานของเด็กเป็น
เรื่อยง่าย ไม่จำเป็นต้องส่งเด็กเข้าโรงเรียนก็ได้ เพียงแค่พ่อแม่เจียดเวลาเพื่อสอนเองก็
สามารถทำได้  อีกทั้งยังเป็นการทำให้ช่องว่างระหว่างพ่อแม่กับลูกลดลงด้วย  พ่อแม่จะได้มี
เวลาใกล้ชิดลูกยิ่งขึ้น   เพียงแต่พ่อแม่จะทำหรือไม่เท่านั้นเอง 

(ขณะที่เขียนบทความนี้ ผู้เขียนได้ยินว่า  “กระบวนการเรียนรู้แบบโฮมสคูล” ได้กลายเป็นหลัก
สูตรที่พ่อแม่สามารถจัดให้กับลูก  ๆ ได้แล้วอย่างถูกกฎหมายและได้รับการรับรองจาภาครัฐแล้ว)


 ที่มากไปกว่านั้นเราควรมีคุณครูที่น่ารักอย่างคุณครูคีติ้ง ครูคีติ้งเป็นครูที่พยายาม
สอนให้เด็กตระหนักรู้ถึงพลังและศักยภาพภายในของจนเอง ในสังคมไทยก็มีคุณครูคีติ้ง
เหมือนกันแต่น่าเสียดายที่เรายังมีคุณครูแบบครูคีติ้งน้อยเกินไป  ครูหลายฅนในโรงเรียน
หลงใหลไปกับการใช้อำนาจกับเด็กจนเด็กกลัวไม่กล้าแม้แต่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง
ถ้าคุณครูเพียงแต่เปิดใจให้กว้างอีกสักหน่อย ฟังเสียงของเด็ก ๆ ให้มากขึ้นว่าเด็ก ๆ คิดอะไร
บรรยากาศของการเรียนการสอนก็จะสนุกมากกว่านี้และไม่เป็นทุกข์

 ช่วงท้าย ๆ ของ Dead Poet Society เต็มไปด้วยอารมณ์เศร้า เมื่อนีลตาย เพื่อน ๆ
ของนีลเป็นทุกข์ไปตาม ๆ กัน โดยเฉพาะท็อดซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องกับนีล นี่ละมังที่ทำให้รู้สึก
ได้ว่าชีวิตวัยรุ่นไม่ง่ายอย่างที่คิด

 ฉากสุดท้ายเป็นฉากที่เรียกความรู้สึกจากฅนดูไม่น้อย คุณครูคีติ้งถูกไล่ออกโดย
ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้นีลเสียชีวิตเพราะสนับสนุนให้นีลไปเล่นละคร  พอคุณครูคีติ้งก้าว
เดินออกจากห้องเรียน ท็อดลุกขึ้นยืนบนโต๊ะเรียนเป็นฅนแรก พัฒนาการทางความมั่นใจของ
ท็อดเติบโตเต็มที่ในฉากนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ท็อดเป็นเด็กเก็บกด ไม่กล้าแม้แต่จะพูดจาเสียงดัง
หรือแม้แต่จะตะโกน ในขณะที่เด็กฅนอื่น ๆ ก็เริ่มลุกขึ้นยืนเพื่อส่งลาคุณครูของเขา โดยมีครูโน
แลนโกรธกระฟัดกระเฟียดเดินไปเดินมาอย่างงุ่นง่าน

 ลองหาหนังเรื่องนี้มาดู  แล้วบางทีคุณอาจจะได้ข้อคิดอะไรมากขึ้นเกี่ยวกับวัยรุ่น
และวิถีชีวิตของพวกเขา  และจะได้ย้อนกลับมาดูเด็ก ๆ ของเราว่าเรากดดันอะไรในตัวเด็กของ
เราบ้าง  เพื่อที่ว่าเราจะได้ใช้อำนาจกับเขาน้อยลงและปล่อยให้เขามีอิสรภาพมากขึ้น ก่อนที่วัย
รุ่นของเราจะเป็นเหมือนกับนีลที่ต้องฆ่าตัวตายในตอนจบ . . . ด้วยความกดดันที่เราสร้างมัน
ขึ้นมาเอง.


โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net