วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อลหม่านหลังบ้านทรายทอง : เดอะ โชว์ มัส โก ออน


                                                                                     

The Show Must Go On.

เป็นคอนเส็ปธีมหลักของละครเวทีที่เปิดการแสดงมากว่า 54 รอบตลอด 3 ช่วงเวลาใน 6 ปีที่ผันผ่านมา  โดยจับเอานวนิยายแสนคลาสสิคของไทยเรื่อง ‘บ้านทรายทอง’ ที่ชาวบ้านร้านตลาดทุกยุคทุกวัยทั่วเมืองไทยรับรู้เนื้อหาเรื่องราวกันแล้วเป็นอย่างดี   มาตีความแปลกใหม่ให้อยู่ในรูปของละครซ้อนละคร  ด้วยบทที่โดดเด่นจากนิยายชิงรักหักสวาทบวกการแย่งสมบัติพัสถานของดั้งเดิม  มาปรับเปลี่ยนแทรกมุกตลกโปกฮาให้อินเทรนด์ทันยุคร่วมสมัย  ให้ตรงกับความต้องการของตลาดวงกว้างยุคที่อะไรๆ...ก็ด่วน...เร่งรีบ...เร็วจี๋...ขึ้นทุกวี่ทุกวันเช่นนี้    

ความสำเร็จดังกล่าวพอจะขยายความให้เห็นถึงความโดดเด่นของละครเวทีเรื่องนี้ได้ว่า  มีดารานำแสดงมากฝีมือเจ้าบทบาท, มีความลื่นไหลอย่างต่อเนื่องของฉากประกอบ , มีบทละครที่ฉลาด และการแสดงโดยรวมอยู่ในขั้นที่สามารถเอาคนดูได้อยู่หมัด

            ผมได้มีโอกาสชมการแสดง ‘อลหม่านหลังบ้านทรายทอง’ ทั้งสามครั้ง   ตั้งแต่การแสดงในครั้งแรกที่โรงละครกรุงเทพในปี 2542  หรือการหวนกลับมาแสดงอีกครั้งตามคำเรียกร้องช่วงก่อนหน้านี้  และล่าสุดกับการย้ายวิกใหม่สู่ใจการเมือง ณ แบงค็อกเธียร์เตอร์ แอท เมโทรโปลิส   ภายใต้การกำกับของผู้กำกับคนเดิม สุวรรณดี จักราวรวุธ     ซึ่งครั้งนี้ได้มาประเดิมเวทีใหม่พร้อมส่งเสียงเรียกแฟนๆละครเวทีทั้งเก่าและใหม่ให้มาเยี่ยมเยือนโรงละครแห่งใหม่ของคนคอละครเวที    จึงได้นำผลงานที่เคยสร้างประวัติ ศาสตร์ความสำเร็จท่วมท้นเรื่องนี้มานำเสนออีกครั้ง    โดยยังคงรักษาบทละครชวนหัวนี้ไว้ จะมีการปรับเปลี่ยนเพียงส่วนของของดารานำบางคนเท่านั้น   แต่ความเข้มข้นแบบหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาเล็ดยังดำรงคงอยู่ไว้ไม่เสื่อมคลาย

            นับจากครั้งก่อนที่ มีดาราระดับแม่เหล็กอย่าง เบนซ์-พรชิตา ณ สงขลา กับตำนานสัญลักษณ์พจมานตัวจริงอย่าง จารุณี  สุขสวัสดิ์ มาประกบกับ นิธิ สมุทร โคจร, เกริก ชิลเล่อร์, ปวันรัตน์ นาคสุริยะ และศานันทินี พันธ์ชูจิตร   มาครั้งนี้ได้เปลี่ยนทีมแสดงหลักข้างต้นชนิดไม่น้อยหน้ากัน  โดยได้ เชอรี่-เข็มอัปสร  สิริสุขขะ (รับบทพจมาน), จริยา แอนโฟเน่ (หญิงใหญ่), รุ้งทอง ร่วมทอง (หญิงเล็ก), เซกิ โอเซกิ (ชายกลาง), น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมณ์ (ผู้กำกับเวที) และ เอื้ออาทร วงศ์ศิริ (นักศึกษาฝึกงาน)   

และที่ขาดไม่ได้คือสามดาราชูโรงดั้งเดิมที่กลับมาเรียกต่อมฮาเหมือนครั้งก่อนๆ ได้แก่ อัจฉราพรรณ ไพบูลย์สุวรรณ (ในบทหม่อมแม่), ก่อ กมลพัฒนะ (ชายน้อย) และ ญาณี ตราโมท (รับบท ผู้กำกับการแสดง โดยเล่นสลับกับ วิสรรค์ ฉัตรรังสิกุล)

            ด้วยการนำเสนอเป็นรูปแบบละครเวทีซ้อนการแสดงละครเวที  จึงมีฉากรายละเอียดแบบเบื้องหน้าเบื้องหลังบนเวทีตั้งแต่การซ้อมก่อนวันแสดงไปจนถึงเรื่องราววันแสดงจริงที่สุดแสนจะอลหม่าน  ซึ่งเต็มไปด้วยปัญหาของละครเวทีสุดขำเรื่องนี้   ตั้งแต่เรื่องดารานำแสดง เช่น

เชอรี่-เข็มอัปสร ในบทดาราสาววัยรุ่นขาวีนที่เอาแต่ใจตัวเองกับการเริ่มก่อปัญหาแรกที่มีเค้าแต่ต้นว่าจะเกิดเรื่องวุ่นๆในเมื่อเธอตั้งคำถามว่า

“ ไม่เข้าใจเลย...ทำไม พจมานในพอศอนี้จะต้อง ไว้ผมเปียด้วย  รู้ไหมว่าทำให้เส้นผมของดิฉันเสียทรงชะมัด...ไม่วง...ไม่ไว้...มันแล้วผมเปียเนี่ย...” 

หรือเท่านั้นไม่พอ  เธอขอปรับเปลี่ยนบทให้มีคนมาคอยรอรับเธอในตอนฉากเป็นลมล้มลงหมดสติ  เพื่อจะไม่ต้องนอนลงกับพื้นแข็งๆ  ซึ่งสไตล์พจมานในแบบฉบับยุคเด็กแนว  ส่งเสียงแวดๆแสบแก้วหู  ลีลาโพสท่าแอ็คอาร์ตกวนๆคล้ายการเดินแบบมากกว่ามาแสดงละคร  ก็ไม่แพ้กับที่เบนซ์-พรชิตา เคยทำไว้ได้ดีเช่นเดียวกัน

หรือ อัจฉราพรรณ กับบทดาราวัยทองที่กำลังประสบปัญหาสามีนอกใจจึงหันหน้าเข้าหาสุราเมรัย จนถึงขั้นเมาทั้งในวันซ้อมและวันแสดงจริง  และยิ่งทวีความอลเวงยิ่งขึ้นเมื่อเธอเพิ่งสืบรู้มาว่าหนึ่งในดาราหญิงของละครเวทีเรื่องนี้เป็นกิ๊กกับสามีของเธอ   จนเธอเอามาผสมปนเปขณะแสดงละครกับชีวิตจริงในประโยคขำๆที่ว่า  “ หญิงเล็ก แหม...วันนี้แต่งตัวสวยจังนะ  จะไปแย่งผัว...ใครรึ ?”

หรือ เอื้ออาทร นักแสดงสาวรุ่นใหม่ที่มารับบทเป็นนักศึกษาฝึกงานจอมโก๊ะมาโชว์ก้นสวยๆ  และทำสิ่งผิดๆถูกๆหลงๆลืมๆ อยู่เป็นประจำ  จนส่อเค้าว่าละครเรื่องนี้ต้องปั่นป่วนแน่ๆ...ครับท่าน

ถัดมาส่วนที่โดดเด่นของละครเวทีเรื่องนี้คือ ความฮาที่ไม่บันยะบันยัง  ที่นอกจากบทของ อัจฉราพรรณ ที่ปล่อยมุกหม่อมแม่ขี้เมาจอมนอกเรื่องแสนร้ายเหลือแล้ว   ยังมีดาราหน้าเป็นชื่อ ก่อ ในบทชายน้อยยุคมิลลิเนี่ยมกับประโยคเอ๋อๆ

“ มา...หา...คาย...ก๊ะ  ,พี่...พจ...จา...มาน...ก๊ะ...” 

หรือมุกชายน้อย ปากเบี้ยวข้างไหนกันแน่?  หรือฉากเดินขโยกไม้ค้ำขาเป๋ชนิดหลุดโลกเพื่อมารับพจมานที่กำลังจะเป็นลม   หรือฉากชายน้อยลุกขึ้นวิ่งได้...เฉย...เลย(ตอนแสดงหน้าเวที)  เชื่อว่าทั้งโรงคงเต็มไปด้วยเสียงเฮฮาเกือบทุกนาทีเป็นแน่แท้ 

รวมทั้งดาราเจนเวทีละครอย่าง รุ้งทอง มาในบทบาทหญิงเล็กฝีปากจัดจ้านทั้งในและนอกเวที ,วิสรรค์ ผู้แสดงเป็นผู้กำกับใหญ่ที่รวมคำว่า ‘เฒ่าหัวงู’ มาไว้ในตัวได้อย่างน่าอิจฉา...(ฮาๆ)

ส่วนในบทนิ่งๆเหมือนตัวแทนนางเอกผู้เรียบร้อยแสนดีนั้น จริยา รับบทหญิงใหญ่และอดีตดาราผู้เคยเป็น พจมานยุคเก่ามาแล้ว   ก็ช่วยให้ละครเวทีเรื่องนี้ได้หยุดอาการเมื่อยกรามไว้บ้าง  กับบทแสดงอารมณ์ชนิดคุณภาพล้วนๆส่งพลังจนคับเวที  ให้ผสมกลมกลืนไปกับนักแสดงหน้าใหม่เชื้อสายญี่ปุ่น เชกิ ที่พูดไทยไม่ชัดตามปกติของคนต่างชาติ ที่ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องแต่ก็หยวนๆ...น๊า   เช่นเดียวกับ น๊อต-วรฤทธิ์ กับบทผู้กำกับเวที คู่กัดของเชอรี่ ก็เอาตัวรอดไปได้เช่นกัน

            สำหรับ การจัดฉากประกอบ นั้นมีความลื่นไหลและความต่อเนื่องอย่างไร้ที่ติ  ต้องชื่นชมทีมงานการปรับเปลี่ยนฉากที่ต้องหมุนสลับไปมาของส่วนหน้าและหลังเวทีในองค์ที่สามของการแสดง  ที่ผสมผสานกับการวางตำแหน่งของนักแสดงได้อย่างน่าชม  ช่วยให้เห็นถึงความอลหม่านของเรื่องราวเนื้อเรื่องที่สับสนวุ่นวายเพียงไร  แต่นี้อาจจะเป็นข้อดีของประสบการณ์ของจำนวนรอบเกินครึ่งร้อยที่ทำให้ความจัดเจนบนเวทีเป็นเช่นนี้  และต้องยกความดีอีกส่วนหนึ่งให้กับชื่อเรื่องสมกับคำว่า ‘อลหม่าน’ ที่ไปกันได้กับการแสดงในองค์สุดท้ายนี้

            สิ่งที่ทำให้ละครเวทีเรื่องนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากนั้น  มาจาก ความฉลาดในการเขียนบทของ ดารกา  วงศ์ศิริ์  ที่ได้นำประโยชน์ของนวนิยาย ‘บ้านทรายทอง’ ที่คนทราบเรื่องกันหมดแล้วแต่ก็ยังอยากมาดูอีก ว่าพอกลายมาเป็นละครเวทีชวนหัวอีกสไตล์  จะออกมาในรูปแบบไหน   แม้ไม่ต้องขนาดปูเรื่องเล่าย้อนว่า บ้านทรายทอง เป็นเรื่องราวอย่างไร   แต่แค่หยิบยกฉากเด็ดบางฉากมา เช่น วันเข้าบ้านทรายทองครั้งแรกของพจมาน หรือพจมานเป็นลมขณะเจอชายกลางครั้งแรก  ผู้ชมก็ถึงบางอ้อได้ไม่ยากเย็น เป็นต้น  

หรือ การประยุกต์บทเพลง ‘หากรู้สักนิด’ ให้มาอยู่ในฉากเบื้องหลังการแสดงละคร มาเป็นตอนสร้างความประทับใจกันและกันของเซกิกับจริยา ที่ขับร้องเพลงได้อย่างไพเราะร่วมกัน  ก็ออกมาชวนฝันอินเลิฟได้ไม่หยอก     รอบที่ผมชมเห็นมีเยาวชนแต่งชุดลูกเสือ,เนตรนารีตัวเล็กๆมาชมด้วย คิดว่าคงไม่ทำให้ยากเกินประสบการณ์เกี่ยวกับละครบ้านทรายทองของพวกเขาอย่างแน่นอน 

หลังละครจบลง  เสียงปรบมือที่ดังที่สุดนั้นมอบให้แก่ บทหม่อมแม่ขี้เมาของอัจฉราพรรณ ผู้กุมหัวใจของเรื่องที่ว่า “ ละครก็เหมือนชีวิตจริงที่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องดำเนินต่อไป เหมือนอย่างเช่น เลขา(บทของอัจฉราพรรณ) ตัวละครที่อยู่ในเรื่องพูดเสมอว่า ‘ The show must go on.’ ”

และมีฉากหนึ่งในละครที่ เชอรี่-เข็มอัปสร แสดงอาการขาวีนขี้ประชดบ่นขึ้นว่า

“ เฮ่อ...ละครเรื่องนี้มีแต่ นักแสดงขี้เมา...ดาราตกยุค...ทีมงานโหล๊ยโท้ย...ฉากสร้างก็ต๊อกต๋อย... ไม่ลงทุนเลย...รู้งี้ไปรับแสดง ‘ทวิภพ’ ซะดีกว่า...” 

ช่วยเรียกอารมณ์ขำกลิ้ง กัดเล็กๆกับละครเพลงทุนยักษ์ใหญ่สุดอลังการที่มาชนกันจังเบอเร้อในขณะนั้น

ล่าสุด ‘อลหม่านหลังบ้านทรายทอง’ กลายเป็นละครเวทีเรื่องแรกของไทยที่สามารถสร้างประวัติศาสตร์แสดงได้ถึง 100 รอบ เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

นั่นสิ  สมกับคำว่า.....The Show Must Go On....จริงๆ

 

 

โดย STILLWATER

 

กลับไปที่ www.oknation.net