วันที่ พฤหัสบดี พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...ความงามของมนุษย์ : อนุทินทรรศนะชีวิต (๒)...


        นานมาแล้วเคยอ่านเจอคำคมคารมเด็ดสำนวนหนึ่งกล่าวไว้ว่า

        “ความสวยความหล่อไม่คงที่ แต่ความดีสิคงทน  ความสวยความหล่อแค่ทำให้สะดุดตา แต่ความดีสิทำให้สะดุดใจ”

       จำได้ว่า อ่านพบหนแรกก็ประทับใจในสำนวนดังกล่าว ไม่ทราบเหมือนกันว่า ใครเป็นคนคิด ต้องยอมรับความคิดของเขาคมมาก และช่างคิดได้ตรงตามหลักความจริงเสียเหลือเกิน  เพราะความจริงในชีวิตของคนเราเป็นเช่นนั้นจริง  จะว่าไปแล้วคำพูดทำนองนี้ เรามักได้ยินเสมอๆ จากปากของครูอาจารย์, ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง และจากปากของพระสงฆ์องคเจ้า ท่านเทศน์ท่านสอนให้พวกเราเข้าใจความจริงของชีวิต

       พูดถึงความสวยความงามนี่ เคยได้ยินนักปราชญ์ท่านแบ่งออกเป็น ๔ ชั้นหรือ ๔ ระดับ คือ


      ๑) งามชั้นนอกสุด เรียกว่า “งามอาภรณ์” 
      ๒) งามชั้นถัดมา เรียกว่า “งามกาย” 
      ๓) งามชั้นถัดมา เรียกว่า “งามกิริยามารยาท”  และสุดท้าย
      ๔) งามชั้นในสุด เรียกว่า “งามใจ”


  
      ความงามทั้ง ๔ ชั้นดังกล่าวนั้น ท่านกล่าวว่า งามอันดับที่ ๔ สำคัญที่สุด และเป็นชั้นที่เสแสร้งให้แนบเนียนได้ยากที่สุด เพราะวันเวลาจะเป็นตัวเฉลยเองว่า เขาคนนั้นงามใจหรือไม่ ส่วนความงามที่เหลือนั้น สามารถเสแสร้งแกล้งแต่งได้  เช่น  พวกเรามักได้ยินเสมอว่า คนแต่งตัวสุดโก้หรู แต่เป็นโจร เป็นตักต้มตุ๋น  บางคนรูปร่างหน้าสวยหล่อ แต่เป็นอาชญากรของสังคม  และบางคนกิริยามารยาทแสนจะเรียบร้อย แต่ว่า ในที่สุดก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงให้ได้เห็น นั่น คือ เป็นแค่การเสแสร้งแกล้งทำเท่านั้นเอง เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่างที่เขาต้องการ  อย่างนี้เป็นต้น  ตรงกันข้ามกับงามใจ อาจเสแสร้งใจดีในตอนต้น แต่ถ้าสันดานแท้จริงเขาเป็นคนไม่ดี สักวันความจริงนั้นจะเปิดตัวมันเองออกมา งามใจจึงจัดเป็นความงามที่ทรงคุณค่ามากที่สุด แต่เมื่อกล่าวโดยรวมแล้ว ความงามที่เหลืออีกสามชั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ธรรมดาอย่างเราจำเป็นต้องสร้างต้องทำให้มีขึ้นมาประดับร่าง

     งามอาภรณ์ต้องใส่ใจ งามกายไม่ได้หมายความถึงการมีรูปหล่อหรือหน้าตาสะสวยเท่านั้น แต่หมายถึงความสะอาดสอ้าน การดูแลรักษา และการมีอาการครบสามสิบสองประการด้วย


     แต่อย่างไรก็ตาม ในบรรดางามทั้ง ๔ ชั้นนั้น ความงามชั้นนอกสามประการ ไม่จีรังยั่งยืน อย่างมากก็แค่สะดุดตาดังกล่าวแล้ว แต่ความงามทางใจนี่แหละสำคัญ  สร้างเสน่ห์แก่ผู้พบเห็นได้นานแสนนานทีเดียว เช่น คนที่มอบไมตรีแก่กันและกัน  ไมตรีที่ออกมาจากใจที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมน้ำมิตร ย่อมเป็นไมตรีที่แท้จริง และดำรงอยู่ได้ยั่งยืนมากกว่าไมตรีที่ออกมาจากการหวังผลประโยชน์เคลือบแฝงอยู่ภายใน


 
       ปัญหาก็คือ เราจะฝึกหัดขัดเกลาใจอย่างไรให้งดงามล่ะ ?


       ปัญหาข้อนี้มีทางออกมากมาย  คำตอบที่ง่ายที่สุด คือ อาศัยหลักคำสอนทางศาสนามาช่วยขัดเกลาใจ ชำระล้างใจอยู่เสมอๆ   กล่าวเฉพาะในทางพระพุทธศาสนา ท่านมีหลักคำสอนอยู่ชุดหนึ่งเรียกว่า “ธรรมะประดับใจ” หรือ “ธรรมอันทำให้งาม ๒”  ได้แก่ ๑)  ขันติ ความอดทน  ๒) โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม

       ปัญหาข้อนี้มีทางออกมากมาย  คำตอบที่ง่ายที่สุด คือ อาศัยหลักคำสอนทางศาสนามาช่วยขัดเกลาใจ ชำระล้างใจอยู่เสมอๆ   กล่าวเฉพาะในทางพระพุทธศาสนา ท่านมีหลักคำสอนอยู่ชุดหนึ่งเรียกว่า   ได้แก่

         ข้อว่า “อดทน” นั้น พวกเราคงเคยได้ยินสำนวนพูดที่ว่า “ความอดทนนั้น แม้เป็นสิ่งที่น่าขื่น แต่ผลของมันหวานชื่นเสมอ”  คนอดทนอาจหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่คนสงบเสงี่ยมนั้น คือ คนที่ไม่แสดงอาการอะไรออกทางสีหน้าให้เห็นเลย สงบนิ่ง หน้าเรียบเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าจะถูกทุกข์กระทบมากเพียงใดก็ตาม เขาก็ยังยิ้มบางๆให้เห็นได้อยู่เสมอๆ  คนเช่นนี้แหละมีครบทั้งสองประการ คือทั้งอดทน และสงบเสงี่ยม


         ทราบความอย่างนี้แล้ว พวกเราต้องการให้ชีวิตมีความงดงามทางใดบ้างก็เลือกฝึกหัดเอาเถิด....เพราะ “ความงาม” ของชีวิตจะช่วยขับไล่ “ความทราม” ออกไปให้ไกลแสนไกล... ชีวิตที่มีความงามทุกด้านย่อมเป็นชีวิตที่น่าภาคภูมิใจไม่น้อย..


...มนพล... 
 ๑๓ พ.ย. ๒๕๕๑

ขอบคุณภาพประกอบ

http://image2.sina.com.cn/ent/d/2002-09-19/3_28-3-326-348_20020919121239.jpg

โดย มนพล

 

กลับไปที่ www.oknation.net