วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดูงานสหพันธรัฐ มาเลเซีย ตอนจบ


 

 

                 สืบเนื่องจากบทความเยือนเสือเหลือง สหพันธรัฐมาเลเซีย ตอนที่ ๑ ผมได้ทิ้งท้ายไว้ฝากเป็นคำถามไว้ถึงการเปรียบเทียบองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นระหว่างของไทยกับสหพันธรัฐมาเลเซีย ว่า ใครล้ำหน้าหรือล้าหลังกว่ากัน ซึ่งในหลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์ว่าด้วยองค์กรปกครองท้องถิ่นเปรียบเทียบมักไม่ค่อยกล่าวถึงสหพันธรัฐมาเลเซียหรือประเทศเพื่อนบ้าน โน้น มั่วศึกษาเปรียบเทียบกับอเมริกา เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลี ที่ใกล้ที่สุดก็เป็นฟิลิปปินส์ เข้าใจว่าคงเกี่ยวข้องกับความมั่นคงหากเปรียบเทียบกับสหพันธรัฐมาเลเซีย

           แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าคุณไปเอารูปแบบที่ไม่เหมาะกับสภาพภูมิอากาศ วัฒนธรรม นิสัยใจคอที่แตกต่างกันชนิดไม่สายใยสายสัมพันธ์ทางเชื้อชาติ และปรัวิติศาสตร์ อันที่จริงควรจะเลือกเปรียบเทียบกับรูปแบบในพื้นที่ใกล้เคียงทางเชื้อชาติ และประวิติศาสตร์ รวมไปถึงสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งฝั่งมาเลเซียความเจริญเขาล้ำหน้ากว่าเราแค่ 10-15 ปี มาศึกษาบ้าง เผื่อปัญหาต่างๆที่หมักหมมในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทยจะได้ลดลง ประชาชนจะได้อยู่ดีกินดีซะที 

 


              ซึ่งจากการที่ศึกษาดูงาน และฟังบรรยายสรุป ประกอบกับมีโอกาสได้ไปมาเลเซียหลายครั้ง มีโอกาสได้พูดคุยกับคนมาเลเซีย และคนไทยที่ทำงานในมาเลเซีย รวมไปถึงคนไทยที่มีสองสัญชาติ พอสรุปแบบคร่าวๆได้ดังนี้           
             1. ไทยมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมากว่า คนในประเทศมาเลเซียไม่ค่อยกล้าออกมาประท้วงแสดงออกทางการเมืองเหมือนประเทศไทย มีให้เห็นในหน้าสื่อต่างๆเกือบทุกวัน ซึ่งมันก็สรุปไม่ได้ว่าระหว่างความสงบเรียบร้อย จนฝืนธรรมชาติของมนุษย์ กับความแตกแยกในสังคม ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกแบบไหน ซึ่งถ้าเป็นแถบชาติตะวันตก คงเลือกแบบไทยแน่ๆ ดูได้จากการวิจารณ์สิทธิเสรีภาพในประเะทษมาเลเซียของสื่อตะวันตก จนบางครั้งกลับกลายเป็นเครื่องมือในการสนองความต้องการกลุ่มคนเพียงหยิบมือ 

                 ดังนั้นหากจะให้ข้อดีข้อนี้ของไทยดีกว่ามาเลเซียอย่างเต็มปากเต็มคำ ก็ต้องพยายามลดช่องว่างให้สัดส่วนคนจนน้อยลง คนรวยมากขึ้นและระยะห่างอย่าทิ้งช่วงจนเกินไป


             2.  การจัดเก็บภาษีของฝั่งมาเลเซียมีประสิทธิภาพเป็นธรรมกว่า เช่น สำนักงานที่ดินของมาเลเซีย ที่ขึ้นอยู่กับท้องถิ่น มีอัตราภาษีที่ดินเก็บสูงกว่าไทย  9 เท่า อยู่ที่ ไร่ละ 36 บาทต่อปี  และควบคุมการครอบครองที่ดินโดยใช้ระบบภาษี ซึ่งทางฝั่งของประเทศไทยเก็บภาษีเพียงไร่ละ 4 บาทต่อปี ทำให้มีการซื้อที่ดินมาเก็บใว้ในมือ เพื่อปั่นราคา เก็งกำไร คุ้มค่าจากภาษีที่เสียไปหลายเท่า

             ณ จุดนี้ นักวิชาการไทยฝ่ายธรรมะ พยายามเสนอแก้ไขมาหลายปี ไม่เคยผ่านสภาฯซักครั้ง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล ล้วนเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น  

             “อันว่าชนใดออกกฎหมาย ก็เพื่อชนชั้นนั้น” คงต้องรอไปอีกนานแสนนาน กฎหมายภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า หรือภาษีมรดกจึงจะคลอดออกมาได้ เพราะตราบใดที่ชนชั้นสามัญคน คนธรรมดา ชาวไร่ชาวนา กรรมกรใช้แรงงาน ยังไม่มีโอกาสทางการศึกษาที่เพียงพอ จนสามารถเลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติ เพื่อออกกฎหมายที่ให้ประโยชน์มหาชน ไม่ว่าจะเป็นอัตราภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า ภาษีมรดก ภาษีนิติบุคคล ภาษีรายได้บุคคล โดยมีคำว่า ”ทำไมต้องเก็บภาษีคนขยันกว่ามากกว่าคนขี้เกียจ”  ทั้งที่ความเป็นจริง เศรษฐีบางคน ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยทำอะไรเป้นชิ้นเป็นอัน เพียงผลาญมรดกปู่ย่าตายาย แบบเสือนอนกิน

 
           3. มาเลเซียมีระบบการจัดสรรที่ดิน การจัดวางผังเมืองได้รัดกุมกว่า เนื่องจากกฎหมายที่เข้มงวด ทำให้การอพยพสร้างสลัม การสร้างบ้านในพื้นที่ ที่ไม่เหมาะสม การบุกรุกป่า บุกรุกที่สาธารณะแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในมาเลเซีย ทำให้สามารถกำหนดพื้นที่ในการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

              การตั้งหมู่บ้าน ตำบลไม่สะเปะสะปะ ทุกตำบลต้องมี 10 หมู่บ้าน และมีกำนันที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถควบคุมดูแลทุกข์สุขของราษฎรอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงข้ามกับฝั่งไทยที่บางครั้งการตั้งหรือแยกหมู่บ้านตำบลก็เพื่อแก้ปัญหาฐานอำนาจทางการเมืองในท้องถิ่น หรือเพื่อควบคุมฐานเสียง หาใช่เพื่อประดยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

              แต่ที่ดูจะไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่นั้น ก็คือ สิทธิในการครอบครองหรือซื้อหาที่ดิน หรือ อสังหาริมทรัพย์ ชาวมาเลย์เชื้อสายอื่นๆอาจจะมีสิทธิน้อยกว่าชาวมาเลย์เชื้อสายมาเลย์ ซึ่งมาจากนโยบายภูมิบุตร ที่อังกฤษวางไว้เพื่อควบคุมชาวจีนโพ้นทะเล ที่ก้าวขึ้นมามีอิทธิพลเหนือคนพื้นเมืองในขณะนั้น จึงทำให้ชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนและอินเดียไม่ค่อยพอใจนัก แต่ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลง


           4. การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมีประสิทธิภาพ มีการเก็บภาษีนกกงหัวจุกหรือนกเขาชวา(2551)โดยกรมป่าไม้ ซึ่งการจะจับสัตว์ในป่ามานั้นจะต้องมาแจ้งและขึ้นทะเบียน แล้วก็ต้องเสียภาษีด้วย ทำให้เกิดการอนุรักษ์ และขยายพันธุ์สัตว์ป่าอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะจากประสบการณ์ตรง เวลาขับรถเข้าไปในฝั่งมาเลเซีย เราจะพบว่ามีสัตว์ป่าหายากวิ่งข้ามถนน หรือถูกรถชนตายเยอะมาก คงเพราะสัตว์ป่ามีจำนวนมาก ส่วนฝั่งไทยเราอย่าให้พูด อึ่งอ่างยังไม่กล้าร้อง พวกจับมาเสวยเรียบ ร้านอาหารของป่าก็มีชุม ยิ่งกว่าร้านสะดวกซื้อ

 
            5. ไม่มีการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่น ตรงนี้คนไทยเราพอจะคุยโม้ได้ว่าเราก้าวหน้ากว่าในหลักการประชาธิปไตย มาเลเซียนั้นยังตามเราอยู่ในเรื่องสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ทำให้ในท้องถิ่นยังเป็นระบบเหมือนสุขาภิบาลของไทยในอดีต แต่เขามีกฏหมายปราบปรามคอรัปชั่นที่เข้มงวด ท้องถิ่นจึงมีประสิทธิภาพกว่าระบบสุขาภิบาลในไทย

                ซึ่งเท่าที่สังเกต ระบบการรักษาความสะอาด ของเทศบาลเขานั้น ยังสู้เราไม่ได้ เพราะเมื่อไม่ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อประชาชน ไม่มีประชาชนเป็นนาย จึงไม่ค่อยให้ความสนใจในการบริการสาธารณะมากนัก ไม่เหมือนไทยเราที่ประชาชนเป็นนาย น้ำขาด ไฟดับ ขยะล้น ถึงนายก อปท.ทันที (ตรงนี้คนมาเลเซียก็ยอมรับเองกับปาก)


            6. มีระบบการศึกษาที่ดี ในมาเลเซียให้ความสำคัญกับการศึกษามาก และมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ อาชีพครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก คนที่มาเป็นครูบาอาจารย์จึงเป็นบุคคลเกรด เอ มีความสามารถจริงในระดับ ชนชั้นนำของสังคม มีสวัสดิการที่ดี มีเครื่องไม้เครื่องมือ เทคโนโลยีที่พร้อม ทั้งอาคารเรียน ขนาดวิชาพละยังมีเครื่องยิงธนูให้เด็กเรียนเลย ฝั่งบ้านเราตระกร้อลูกหนึ่งเตะกัน 4-5 คน

                 คงเพราะมีการจัดการเรื่องผังเมืองที่ดี ทำให้มีความคุ้มค่าในการบริหารจัดการงบประมาณมีประสิทธิภาพ ขนาดอำเภอเล็กๆ มีโรงเรียนของรัฐกว่า 107 แห่ง และแยกเป็นโรงเรียนสอนศาสนาจำนวน 41 แห่ง แสดงให้เห็นว่าสังคมของเขาให้ความสำคัญกับการศาสนาเป็นอันดับต้นๆ ไม่ปล่อยให้มีร้านเกมส์ลามกกันทั่วเมือง สอนศาสนากันอย่างเข้มข้น ไม่ใช่จะเข้าโลงแล้วค่อยศึกษาการศาสนาพระธรรม

 
             7. ส่วนอัตราค่าตอบแทนนั้นแรงงานขั้นต่ำมากกว่าไทย 3 เท่า (2551) ขนาดกำนันเดือนละ 18,000 บาท ของใช้ต่างๆในการผลิตจากอุตสาหกรรมราคาถูกกว่าเรา ยกเว้นค่าบริการต่างๆจะแพงกว่าเราร้อย 30 

 


             ทั้งนี้ การสรุปผลในการดูงานครั้งนั้น (2552) เป็นแค่ส่วนย่อยๆของการศึกษาดูงาน คงไม่ครบถ้วนกระบวนความ ยังมีอีกหลายประเด็นที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง ไม่ใช่ต้องการเสียดสี เพื่อสะใจ แต่เพื่อเตือนให้ทราบว่า ในขณะที่เรากำลังถอยหลังลงคลอง เพื่อนบ้านคู่แข็งที่สำคัญของเรา ที่อดีต เมื่อ 25 ปีที่แล้วยังล้าหลังกว่าเรา

           วันนี้เขานำเราไป 10-20 ปีเข้าไปแล้ว คงไม่คิดโทษประชาชนตาดำๆหรอก เพราะคนไทยเรากับคนมาเลย์ใช่ว่าจะแตกต่างในด้านร่างกายและสติปัญญา แต่ด้านคุณธรรม จริยธรรมโดยเฉพาะของผู้นำในสังคมต่างหากที่ทำให้เราตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถ้าเราไม่อยากให้เวียดนาม หรือแม้แต่ชาติเขมรก้าวข้ามเราไปเหมือนมาเลเซีย เราต้องปฏิรูปประเทศ ด้วยการสร้างเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษาโดยเร่งด่วน เผื่อในอนาคตเราอาจจะได้มีผู้นำที่เก่งและดีเหมือนประเทศอื่นๆบ้าง ประเทศเราจะได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพจริงๆเสียที่. ศณรา รายงาน.

 

ปรับปรุง 7 ก.พ.2556

 

           

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net