วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

:: อีกเพียงครึ่งก้าวก็ถึงเชิงตะกอน ::



(ถ่ายเมื่อคืนวันลอยกระทง)

 

สวัสดีค่ะทุกท่าน ฉันรอดชีวิตกลับมาแล้ว
หลังจากหายหัวไปเป็น "burn คนไฟลุก" เผางานแบบไฟลนก้นมาพักใหญ่
ที่จริงช่วงเวลาที่ผ่านมามีเรื่องจะเล่าเยอะแยะเลย (เหมือนที่โฆษณาชวนเชื่อไว้ในเอนทรีที่แล้ว)
แต่พอไม่มีเวลามีเรียบเรียงคำ ความคิดมันก็เหมือนจะหล่นหายไปตามเวลาด้วย
อีกทั้งยังมีเรื่อง tag ที่พี่สายลมฯ น้องบุญอิ๋ว ส่งมาให้อีก
แล้วไหนจะของฝากจากเสียมเรียบ ยกยอดไว้เอนทรีหน้าละกันนะคะ
วันนี้ขอเรื่องร้อนอกร้อนใจในตอนนี้ก่อน ^^ (แต่ต้องเกริ่นที่มาก่อนนะ อิอิ)

.
.
เมื่อคืนนี้เป็นหนึ่งในหลายๆ คืนก่อนหน้าที่ฉันอพยพข้าวของไปนอนค้างที่โรงพยาบาล
และก็นับเป็นครั้งแรกที่ต้องฝืนคำสอนแม่ ดิ้นรนไปนอนค้างอ้างแรมกับผู้ชาย o_O"
ซึ่งก็หาใช่คนอื่นคนไกล "ลุง" เราเอง เอิ๊กๆ

"ลุงเสริฐ" เป็นพี่ชายคนที่สามจากพี่น้อง 7 คนของพ่อ (พ่อเป็นคนที่ 5) --> เหมือนเคยเล่าไปแล้ว อีกรอบละกัน?
ลุงมาหาฉันที่อพาร์ทเม้นท์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
และนั่นทำให้ฉันได้พบพี่ชายซึ่งไม่เคยเจอกันมาก่อนเลยสักครั้ง
ตอนนั้น ลุงเพิ่งเกษียณอายุราชการมาได้ไม่นาน กะจะเป็นคนสูงวัยไปใช้ชีวิตกินบำนาญที่บ้านสวน
ทว่าร่างกายลุงตอนนั้นก็ไม่สู้แข็งแรงนัก ลุงเดินช้ากว่าเคย ราวกับเหนื่อยกับการทรงตัว
เนื้อตัวซูบซีดนั่นรับกับผมสีดอกเลา ทำให้ลุงดูแก่กว่าเดิมมาก

สามเดือนให้หลัง ลุงเริ่มมีอาการทรงตัวไม่ได้หนักขึ้น หมอบอกว่าเป็นอาการของความดันโลหิต
ลุงต้องกินยาต่อเนื่อง และระวังรักษาสุขภาพ พี่น้องต่างก็เสาะหาหมอดีดีมาดูแลลุง
ลุงกลับมาอยู่กรุงเทพฯ ถาวรอีกครั้ง เนื่องจากที่นี่ใกล้หมอ
สิ่งที่ลุงห่วงมากที่สุดคือน้องคนเล็กที่ต้องอยู่บ้านสวนคนเดียว
และเมื่อเดือนกรกฎาคม ลุงก็เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบ

ก่อนหน้านี้ ลุงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านนนทบุรี ซึ่งหมอบอกว่ามีอาการความดันโลหิตสูง
การรักษาครั้งนั้น หมอให้ยาควบคุมความดันโลหิต เพื่อควบคุมระดับความดันโลหิตให้เป็นปกติ
ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้ลุงมีอาการขากรรไกรค้าง ลิ้นแข็ง เขียนหนังสือไม่เป็นตัว
หมอที่ รพ.จุฬาฯ บอกว่า การที่ความดันโลหิตสูงมาก เป็นเพราะเส้นเลือดสมองตีบ
ร่างกายจึงต้องพยายามสูบฉีดเลือดอย่างหนัก เพื่อให้มีแรงดันเลือดมากพอไปเลี้ยงสมอง
(และนี่ก็อาจทำให้เส้นเลือดสมองแตก ถึงแก่ชีวิตได้)

เข้าโรงพยาบาลครั้งนั้น หมอพูดตรงๆ ว่า "ถ้าลุงยังอยากอยู่กับลูกหลาน ก็ต้องเลิกเหล้า บุหรี่"
และนั่นทำให้ลุง "หักดิบ" เลิกเด็ดขาดทั้งหมด ทั้งที่เสพมันมานานกว่า 40 ปี
แต่แทนที่ลุงจะอาการดีขึ้น ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ ลุงเริ่มทรุดลงเรื่อยๆ ด้วยอาการของโรคต่างๆ
ลุงมีอาการที่สมอง ปอด และตับ ป้าซึ่งเป็นคู่ทุกข์คู่ยากพาลุงเทียวเข้าเทียวออกโรงพยาบาลเฉพาะทางต่างๆ
กระทั่งท้ายที่สุด ลุงก็มานอนนิ่งอยู่ที่โรงพยาบาลพร้อมมิตร ด้วยโรคมะเร็งที่ขั้วปอดระยะสุดท้ายและตับแข็ง

ร่างกายซูบซีดจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แก้มตอบ ผมทั้งศีรษะขาวโพลน
ขยับเคลื่อนไหวร่างกายได้เพียงเล็กน้อย หลงๆ ลืม ทำให้พวกเราเตรียมใจเผื่ออนาคต
หมอบอกว่า "ลุงเก่งมาก แต่ก็อาจอยู่ได้ไม่เกิน 4 เดือนเท่านั้น ญาติต้องทำใจนะ"
ฉันรู้ว่าลุงไม่กลัวความตาย ลุงไม่กลัวความลำบาก แต่สิ่งที่ยื้อชีวิตลุงไว้คือครอบครัว

ลุงทำงานหนักมาทั้งชีวิต ลุงเป็นคนเงียบขรึม และใจเย็น
ลุงไม่เคยดุลูกหลานแม้เพียงสักครั้ง ขณะที่ให้ได้ทุกอย่างเท่าที่ให้ได้ ทุกคนจึงรักลุงมาก
ฉันเองก็เป็นเหมือนลูกสาวลุงอีกคน ลุงเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็กๆ รวมทั้งส่งเสียให้เรียน และเอาใจใส่ดูแลอย่างดี
.
.
"กูอยากกลับบ้าน กูจะไปตายที่บ้าน" ลุงที่คอแข็งเกร็ง ปกติพูดงึมงำในลำคอ กลับตะเบ็งออกมาสุดเสียงจนฟังได้ชัด
ฉันต้องกลั้นน้ำตา จับมือลุง แล้วฝืนหัวเราะบอกว่า "อยู่นี่ดีกว่า อยู่บ้านน่าเบื่อ ถ้าลุงอยู่นี่ หนูมาหาได้ทุกวันเลย"
ลุงน้ำตาซึมหยดลงหางตา อ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น มือไม้เกร็งแข็งขืน
ฉันรู้ว่าลุงเครียด และลุงกำลังเหนื่อยอย่างสาหัสเมื่อร่างกายต้องต่อสู้กับโรค
ลุงค่อยๆ ชักมือออกแล้วพยายามยกขึ้นกดบีบศีรษะตัวเอง "นอนก่อนนะลุง"
ฉันจับแขนลุงลูบไปตามผิวหนังแห้งผากราวกับไร้ชีวิตนั้นเบาๆ จนกระทั่งลุงหลับตาลง

ฉันพะวงคิดไปเองว่า หากคนที่นอนอยู่ตรงหน้าตอนนี้เป็นพ่อฉัน ครอบครัวฉันจะเป็นอย่างไร
พลันรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ลุงลืมตาขึ้นอย่างคนหลับไม่สนิท ลุงปรือตาดูว่าฉันยังอยู่ไหม
ฉันจับมือลุงไว้ ลุงเองก็ส่งแรงเท่าที่มีบีบมือฉันไว้ ราวกับกลัวว่าจะไม่มีใครอยู่เคียงข้าง
ลุงกลัวว่าจะต้องอยู่ลำพังคนเดียว...

ป้าจ้างเด็กมาเฝ้าดูลุงที่โรงพยาบาล และผลัดเปลี่ยนกันมาดูแลลุงช่วงที่ว่างจากงาน
ฉันไม่อยากตำหนิพวกเขาอย่างที่ญาติๆ ของเราทำ................เพราะ...................
ป้าอายุ 67 (แก่กว่าลุง แต่ยังแข็งแรง) ต้องทำงานจิปาถะอันเป็นธุรกิจของป้า รวมทั้งงานสอนพิเศษ
ส่วนพี่สาวสองคน (ลูกเลี้ยง) ก็ต้องดูแลครอบครัว และพี่ชายสองคนต่างก็ต้องทำงาน
แม้จะมีเด็กที่จ้างมาดูแล ซึ่งลุงเรียกหามากกว่าคนในครอบครัวดูแลอยู่แล้วก็ตาม
แต่พ่อก็กำชับฉันว่า ให้มาหาลุงบ่อยๆ มาอยู่ใกล้ๆ ในยามที่ญาติๆ คนอื่นมาไม่ได้ เพราะทุกคนอยู่ต่างจังหวัด
ฉันซึ่งเดินทางสะดวกที่สุดแล้ว จึงต้องพยายามไปหาลุงบ่อยๆ และเป็นกระบอกเสียงให้ญาติๆ รู้ว่าลุงเป็นอย่างไร

"นี่อะไร" ลุงจับกระดิ่งข้างเตียง สั่นเล่นกรุ๋งกริ๋ง แล้วถามฉัน
ฉันพอจับใจความได้ว่าลุงถาม ก็ยิ้มแล้วบอกว่า "กระดิ่งไง ที่ป้าแขวนไว้ให้เอาไว้เรียกหนู"
ลุงนิ่งแล้วเล่นกระดิ่งต่อ จนในที่สุดก็ต้องเอาออก เพราะมันส่งเสียงทั้งวัน

"ลุงดูไรอยู่ มาคุยกับหนูดีกว่า" ฉันแกล้งยืนบังทีวีเมื่อไปถึง แล้วส่งเสียงทักลุง
ลุงมองหน้าฉันนิ่ง ขยับปากเหมือนพยายามจะพูดอะไรสักอย่าง
"ลุงจำหนูได้ป่าวเนี่ย จูนไงคะ" ...จบประโยค ลุงก็สั่นหน้าเบาๆ พลางกลอกตาไปมาหาคนที่ลุงจำได้

"ลุงเดี๋ยวหนูอ่านหนังสือพิมพ์ให้ฟัง..." ฉันเริ่มประโยคแรกและอ่านต่อไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งลุงหลับ ฉันจึงพับหนังสือพิมพ์เก็บ ทว่ายังไม่ทันลุก ลุงก็ขยับเปลือกตาตื่นขึ้นมาอีกหน

"ลุงกินน้ำมั้ย" ลุงพยักหน้าเบาๆ ฉันดูดน้ำเปล่าใส่ไซริงค์ฉีดเข้ามุมปากลุง
ลุงต้องอมน้ำนั้นไว้สักพักจึงกลืนลงคอได้ และก็จะกินเพียงทีละอึกสองอึกเท่านั้น แต่ต้องกินบ่อยๆ
เช่นเดียวกับอาหาร ถ้าเมื่อไรที่ลุงไม่ยอมกลืน หมอก็จะสอดสายยางเข้าทางโพรงจมูก ซึ่งลุงไม่ชอบเลย

"ลุงต้องพยายามกินนะ ไม่งั้นหมอจะสอดสายยางอีก" ลุงพยักหน้า แล้วขย้อนกลืนโจ๊กเหลวๆ ลงคออย่างลำบาก
"หมอให้กินเป็นเวลา พอถึงเวลากินก็ต้องกิน กินไม่หมดเดี๋ยวหนูช่วยกิน หมอจะได้ไม่ดุ 55+"
ลุงพยักหน้า แล้วถามว่า "กินข้าวยัง" ................อ้าว จะแบ่งฉันจริงๆ เรอะ -''-

"พรุ่งนี้พ่อจะมาหาลุงแหละ ดีใจป่ะล่ะ อิอิ" ลุงพยักหน้าเช่นเคย แววตาดูมีประกายมากขึ้น

เมื่อพ่อมาถึงและนั่งชิดขอบเตียง พ่อจับมือลุงไว้พลางส่งแรงบีบเบาๆ "เป็นไงเสริฐ ยังดูดีนี่หว่า 55+"
ลุงมองหน้าพ่อ ขยับปากเหมือนจะพูดบ้าง แล้วยกมือขึ้นราวกับจะชี้ให้พ่อดูอะไร
ลุงส่งเสียงในลำคองึมงำที่เราฟังไม่รู้เรื่องเหมือนเคย บางครั้งลุงก็โมโหเกรี้ยวกราดที่เราไม่เข้าใจ
ฉันจึงต้องส่งประโยคคำถามเดาใจลุงบ่อยๆ อย่างน้อยก็คงถูกสักประโยค

ก่อนที่พ่อจะกลับ แววตาลุงก็หม่นหมองลงอีกครั้ง
"ไม่ต้องห่วงอีเล็กมันหรอก ช้อยเค้าดูอยู่ ผมก็ไปหามันเหมือนกัน" พ่อบอกลุง ลุงเริ่มกะพริบตาถี่ๆ ราวกับจะไล่หยดน้ำตา
พ่อลูบหัวฉันแล้วบอกว่า "หลานก็ไม่ต้องห่วง ห่วงตัวเองก่อน หลานมันอยากอยู่ดูลุงนานๆ" ลุงกะพริบตาอีกครั้ง
ฉันออกมาพร้อมพ่อ สักพักจึงโทรเข้าไปถามเด็กที่เฝ้าอยู่ว่าลุงเป็นอย่างไรบ้าง
"คุณตาเค้าซึมอีกแล้วพี่ พับผ้าเล่นอีกแล้ว ไม่คุยกับหนูด้วย"

เมื่อคืนนี้... ฉันอยู่กับลุงหลังจากที่ป้าและพี่ชายกลับกันไปแล้ว
ฉันเริ่มชวนลุงคุยอีกครั้ง และพยายามให้ลุงได้พักผ่อนตามเวลา จะได้ชินและเริ่มหลับเอง
แต่คืนนี้ก็เป็นเหมือนทุกคืน ลุงไม่ยอมหลับตาลงง่ายๆ ราวกับสนุกกับทุกเรื่องราวที่ฉันเล่าให้ฟัง
บ่อยครั้งที่ลุงเผลอหลับไป แต่ไม่นานนักลุงก็จะขยับเปลือกตาขึ้นมาดูว่ามีใครอยู่บ้าง
ฉันนั่งชิดขอบเตียงนานกว่าทุกครั้ง ไม่กล้าผละจากลุงไปนอนที่โซฟา

ลุงบอกให้เปิดไฟ (ซึ่งฟังอยู่นานมากกว่าจะรู้ว่าต้องการอะไร) แล้วลุงก็นอนมองนาฬิกาที่ผนังปลายเตียง
"ตีสามกว่าแล้วค่ะ ลุงนอนเหอะ" ลุงยังคงจ้องนาฬิกาแล้วพึมพำประโยคยาวๆ ที่ฉันไม่เข้าใจ
"ลุงนอนไม่หลับเหรอ?"
"ให้หนูไปนอนก่อนเหรอ?"
"ปิดไฟมั้ย ดึกแล้ว?"
"ปวดหัวหรือเปล่า? กินน้ำ? หิว? ปวดฉี่? เรียกพยาบาล????"
ฉันต้องเล่นเกม 20 คำถามกับลุงอีกครั้ง กระทั่งที่สุดก็ยังไม่ได้คำตอบ
ฉันบีบมือลุงเบาๆ กระทั่งลุงผล็อยหลับไปอีกครั้ง จึงค่อยลุกเดินไปปิดไฟ
รอบกายถูกความมืดกลืนกินอีกครั้ง ได้ยินเพียงเสียงครางของเครื่องปรับอากาศ
ฉันคิดว่าคงได้เวลานอนของฉันบ้างแล้ว...

ฉันเอื้อมมือรั้งชายผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ลุง พลันลุงก็ลืมตาขึ้นอีกหน
ฉันลุกขึ้นหยิบผ้าห่มมาคลุมไหล่ตนเองบ้าง แล้วทรุดนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงอีกครั้ง
ใจก็อยากโทรหาพ่อหรือป้า หรือไม่ก็กดเรียกพยาบาลว่า ลุงไม่ยอมนอนอีกแล้ว
ฉันสอดมือเข้าใต้ผ้าห่ม แล้วจับมือลุงไว้ ไม่พูดคุยอะไรอีก เพื่อให้ลุงได้พักผ่อน

ฉันเผลอหลับไปเมื่อไรไม่รู้ พลันสะดุ้งตื่นมาอีกทีเมื่อลุงดึงมือออกจากมือฉัน
พร้อมกับพยายามเอื้อมอีกข้างหนึ่งข้ามหัวฉัน ทั้งที่ไม่มีแรงมากพอขนาดนั้น
"หนาวมั้ยลุง" ลุงส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วเมินไปนอนมองเพดานอีกครั้ง
ฉันเพิ่งสังเกตว่าผ้าห่มที่ตัวฉันเลื่อนหลุดลงไปและลุงคงพยายามจะห่มผ้าให้

"ลุงตื่นแต่เช้าเชียว ดูทีวีมั้ย" ฉันกลั้นน้ำตาอีกหนแล้วหมุนตัวลุกขึ้นไปเปิดทีวี
ลุงยังคงนอนมองเพดานนิ่ง ปล่อยให้เสียงจากทีวีแทรกตัวเข้าโสตประสาทแล้วเงียบหายไปอย่างนั้น
"อีกสักพักแตคงมา เดี๋ยวลุงกินข้าวเช้าก่อน หนูถึงจะไปทำงาน" ลุงละสายตาจากเพดานกลับมามองดูฉันพับผ้าห่ม
ฉันไม่รู้ว่าลุงอยากจะพูดอะไรอีก แต่หากเป็นฉันคงมีคำพูดเป็นล้านที่อยากตะโกนออกมาในยามที่สื่อสารกับใครได้ยากแบบนี้

เด็กมาเปลี่ยนเวรแล้ว พอดีกับที่ฉันจัดการตัวเองเรียบร้อย พร้อมไปทำงานต่อ
ฉันมองดูแตป้อนข้าวลุง อาหารเช้ายังคงเป็นโจ๊กเหลวเละไม่น่าอร่อยเช่นเคย
ฉันนับนิ้วคร่าวๆ ลุงต้องกินโจ๊กเละๆ นี่มานานกว่า 2 เดือนแล้ว รวมแล้วก็กว่า 90 มื้อ น่าเบื่อจริงๆ
ไม่แปลกใจเลยที่ลุงกินน้อยลงทุกวัน...

ฉันกระซิบกระซาบกับพยาบาลเรื่องที่ลุงไม่ยอมนอน กระทั่งได้ผลสรุปว่า "ต้องฉีดยาให้หลับ"
ฉันไม่ได้อยู่รอดูลุงหลับ (แต่ลุงคงดูฉันหลับเมื่อคืนนี้) เพราะต้องออกไปทำงานให้ทัน
ฉันก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูลุง "หนูต้องไปแล้ว เดี๋ยวจะมาใหม่นะคะ ลุงนอนพักมากๆ ล่ะ จะได้มีแรงคุยกัน"
แทนที่ลุงจะพยักหน้าเหมือนทุกครั้ง ลุงกลับส่ายศีรษะ แล้วพึมพำบางอย่าง
ฉันก้มหัวลงแนบหูกับปากลุงอีกครั้งเพื่อฟังว่าลุงพูดอะไร
แต่จับใจความได้เพียงประโยคหลังว่า "ไปทำงานเหอะ"

ฉันจำต้องผละออกมาอีกครั้ง โดยมีสายตาลุงมองตามออกมาส่งถึงประตู
ฉันอยากรู้ว่าลุงคิดอะไร อยากพูดอะไร และยังอยากทำอะไรอีก
คนที่ใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่ค่อยออกปากกับใครอย่างลุง
เมื่อถึงเวลาที่อยากพูดแต่พูดไม่ได้ คงมีถ้อยคำเป็นล้านอัดแน่นในใจ

พ่อบอกฉัน วันที่ฉันบอกว่าต้องไปโรงพยาบาล และคงไม่ได้กลับไปหาพ่อกับแม่ในวันเกิดแม่ว่า
"ดูแลลุงเท่าที่ทำได้ พูดคุย และไปให้ลุงเห็นหน้า ให้อุ่นใจว่ายังมีคนห่วงใย...ลุงคงอยู่ได้อีกนาน ถ้ากำลังใจดี
ลุงตอนนี้อีกแค่ก้าวครึ่งก้าวก็จะถึงเชิงตะกอนแล้ว คงไม่มีปัญญาทำอะไรให้ใคร
 ได้แต่รอว่าจะมีใครอยู่ส่งแกจนวันสุดท้ายเท่านั้น พ้นจากลุงก็ยังมีพ่อ มีอา ให้หนูดูแลอีก
ตอนนี้พ่อยังดูแลหนูได้ ดูแลตัวเองได้ หนูไปอยู่ดูแลลุงก่อนเหอะ ไม่ต้องห่วงพ่อกับแม่"

ฉันได้แต่ตอบตัวเองว่า...จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
และพรุ่งนี้ฉันก็จะไปเยี่ยมลุง ใครจะฝากของเยี่ยมมั้ยคะ ^^


ดูดนิ้วเนื่องจากกำลังควักขนมกิน -''-

โดย mayjune

 

กลับไปที่ www.oknation.net