วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มรรคสามัคคี (3).... ธรรมบรรยายจากพระอาจารย์ชา สุภัทโท


บทความนี้คัดมาจากคำบรรยายธรรมของท่านเจ้าคุณพระโพธิญาณเถร (พระอาจารย์ชา สุภัทโท ) ซึ่งมีผู้เรียบเรียงเป็นเรื่องๆ (ไม่ปรากฏนามผู้เรียบเรียง ) ในหนังสือชื่อ “ นอกเหตุเหนือผล “โดยผู้เรียบเรียงได้แปลมาจากหนังสือเล่มที่สองที่ได้รวบรวมการบรรยายธรรมภาคภาษาอังกฤษของพระอาจารย์ชาไว้ชื่อ “ A Taste of Freedom “ โดยพยายามรักษาสำนวนภาษา ลีลาการแสดงธรรมของพระอาจารย์ให้มากที่สุด และให้ใกล้เคียงกับต้นฉบับภาษาอังกฤษมากที่สุด

 หนังสือชื่อนอกเหตุเหนือผลนี้พิมพ์โดยธรรมสภา 35/270 ถ.จรัลสนิทวงศ์ 62 บางพลัด กรุงเทพ

สำหรับธรรมหัวข้อ “ มรรคสามัคคี “ นี้รวบรวมมาจากคำบรรยายธรรมสองครั้งที่ประเทศอังกฤษเมื่อพ.ศ.2522 และ 2520 ตามลำดับ  

..................................................................................................

มรรคสามัคคี (ต่อ )

สมาธินี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ศีลนี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง ปัญญานี้ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง อาการที่เรากำหนดในที่นั้นมันจะเป็นวงกลมอย่างนี้ ตามที่ปรากฏอยู่ในใจเรา มันจะมีศีลอยู่ตรงนี้ มีสมาธิอยู่ตรงนี้ มีปัญญาอยู่ตรงนี้ เมื่อจิตเราสงบแล้วมันจะมีการสังวร สำรวมเข้าด้วยปัญญา ด้วยกำลังสมาธิ เมื่อสำรวมเข้า ละเอียดเข้า มันจะเป็นกำลังช่วยศีลบริสุทธิ์ขึ้นมามาก ก็จะช่วยให้สมาธิเกิดขึ้นมามาก ให้ดีมากขึ้น เมื่อสมาธิเต็มที่แล้วมันจะช่วยปัญญา จะช่วยกันดังนี้ เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกันต่อไปโดยรอบอย่างนี้ จนกว่ามรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา รวมกันเป็นก้อนเดียวกัน อันนี้เป็นกำลังที่จะทำให้เกิดวิปัสสนาคือปัญญา

สิ่งที่ควรระวัง

การทำสมาธิอาจให้โทษผู้ปฏิบัติได้ ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ใช้ปัญญา และก็ย่อมให้คุณแก่ผู้ปฏิบัติได้มาก ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นผู้มีปัญญา สมาธิก็จะส่งจิตไปสู่วิปัสสนา

สิ่งที่จะให้โทษแก่ผู้ปฏิบัตินั้น ก็คือการที่ผู้ปฏิบัติหลงติดอยู่ในอัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นความสงบลึก และมีกำลังอยู่นานที่สุด เมื่อจิตสงบก็เป็นสุข เมื่อเป็นสุขแล้วก็เกิดอุปาทาน ยึดสุขนั้นเป็นอารมณ์ ไม่อยากจะพิจารณาอย่างอื่น อยากมีสุขอยู่อย่างนั้น เมื่อเรานั่งสมาธินานๆ จิตมันจะถลำเข้าไปง่าย พอเริ่มกำหนดมันก็สงบ แล้วก็ไม่อยากจะทำอะไร ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพิจารณาอะไร อาศัยความสุขนั้นเป็นอยู่ อันนี้เป็นอันตรายแก่ผู้ประพฤติปฏิบัตินี้

จิตต้องอุปจารสมาธิ คือ กำหนดเข้าไปสู่ความสงบแล้วพอสมควร ก็ถอนออกมารู้อาการภายนอก ดูอาการภายนอกให้เกิดปัญญา

อันนี้ดูยากสักหน่อยหนึ่ง เพราะมันคล้ายๆจะเป็นสังขาร ความปรุงแต่ง เมื่อมีความคิดเกิดขึ้นมา เราอาจเห็นว่าอันนี้มันไม่สงบ ความเป็นจริง ความรู้สึกนึกคิดในเวลานั้น มันรู้สึกอยู่ในความสงบ พิจารณาอยู่ในความสงบ แล้วก็ไม่รำคาญ บางทีก็ยกสังขารขึ้นมาพิจารณา ที่ยกขึ้นมาพิจารณานั้น ไม่ใช่ว่าคิดเอาหรือเดาเอา มันเป็นเรื่องของจิตที่เป็นขึ้นมาเองของมัน อันนี้เรียกว่าความรู้อยู่ในความสงบ ความสงบอยู่ในความรู้ ถ้าเป็นสังขารความปรุงแต่ง จิตมันก็ไม่สงบ มันก็รำคาญ แต่อันนี้ไม่ใช่เรื่องปรุงแต่ง มันเป็นความรู้สึกของจิตที่เกิดขึ้นจากความสงบ เรียกว่าการพิจารณา นี่ ปัญญาเกิดตรงนี้(ยังมีต่อ)

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net