วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สองสถานภาพในการพัฒนาของสรรพสิ่ง(1)



ปริมาณกับคุณภาพ


    ข้างต้นเรากล่าวว่า  ภายในของสรรพสิ่งที่ด้านสองด้านที่ตรงกันข้ามกัน  ในกระบวนการพัฒนา  ด้านสองด้านที่ตรงกันข้ามกันนี้จะต้องแปรเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่ตรงกันข้ามซึ่งกันและกัน  การแปรเปลี่ยนชนิดนี้  แสดงที่ขบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณสู่การเปลี่ยนแปลงสู่กันและกันระหว่างปริมาณกับคุณภาพ  ก็คือกฎพื้นฐานของการพัฒนาของสรรพสิ่งอีกกฎหนึ่ง
    ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจก่อนว่าอะไรคือ “ปริมาณกับคุณภาพ”
   “คุณภาพ”  หมายถึงสิ่งต่างๆ ที่มีเฉพาะของตัวเองคือส่วนที่พิเศษที่ทำให้สิ่งนั้นแตกต่างกับสิ่งอื่นๆ สิ่งที่ต่างกัน  ย่อมมีขีดจำกัดของคุณภาพที่ต่างกัน  ขีดจำกันนี้เป็นสิ่งกำหนดที่จำแนกว่าสิ่งนี้มิใฃ้สิ่งนั้น  จำแนกมันออกมาจากสิ่งอื่นๆ เช่น ก้อนหินกับไข่ไก่ต่างกัน  สุกรกับแพะต่างกันมนุษย์กับสัตว์ต่างกัน  เป็นต้น  เหตุใดจึงต่างกัน  เพราะว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้  ต่างก็มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างกับสิ่งอื่นๆ  ดังนั้นมันต่างก็มีคุณภาพที่ต่างกัน  การที่สิ่งต่างๆ  ในโลกมีร้อยสีพันอย่าง  แตกต่างกันร้อยแปดพันประการก็เพราะว่ามันต่างก็มีขีดจำกัดของคุณภาพที่พิเศษของตัวเองนั้นเอง
    ในสิ่งเดียวกันมัดมีคุณภาพหลายด้าน  คนเราไม่สามารถจับคุณภาพของสิ่งใดสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดในเวลาเดียวกันได้  ต่อสิ่งๆ หนึ่ง  วิทยาศาสตร์ที่ต่างกันจะศึกษาคุณภาพที่ต่างกันของมัน เช่น มนุษย์  วิทยาศาสตร์สังคมจะศึกษาคุณภาพทางสังคมของมัน  ส่วนแพทย์ศาสตร์ศึกษาทางสรีระของมัน
   ในขณะที่คนเราศึกษาคุณภาพของสิ่งนั้น  จะต้องอาศัยสภาพที่เป็นจริงและความต้องการในด้านการปฏิบัติไปจำแนกสภาพที่เป็นหลักการคุณภาพที่เป็นรองคุณภาพที่เป็นมูลฐานกับคุณภาพที่ไม่ใช่มูลฐาน  เช่นสังคมศาสตร์ศึกษาคุณภาพที่มนุษย์แตกต่างกับสัตว์  เห็นว่าความแตกต่างขั้นมูลฐานที่สุดในด้านคุณภาพระหว่างมนุษย์กับสัตว์อยู่ที่  สัตว์ไม่สามารถประดิษฐ์เครื่องมือและใช้เครื่องมือ  มันเพียงสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวกล้อมอย่างเฉื่อยเนือยเท่านั้น  แต่มนุษย์สามารถประดิษฐ์เครื่องมือและเครื่องใช้  ฉะนั้นจึงสามารถดัดแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างขะมักเขม้นได้  นี่เป็นการพิจารณาคุณภาพขั้นมูลฐานที่สุดของมนุษย์จากมุมมองของสังคมศาสตร์
   ขีดจำกัดทางคุณภาพของสิ่ง  กำหนดจากความขัดแย้งเฉพาะที่มีอยู่ภายในของมัน  การวิเคราะห์ความขัดแย้งหลักที่มีอยู่ภายในของสิ่ง  ยังต้องมองเห็นด้านที่เป็นหลักของความขัดแย้งซึ่งอยู่ในฐานะครอบงำอีกด้ยฉะนั้น  การจะเข้าใจขีดจะกัดทางคุณภาพของสิ่ง  ก็จะต้องจับความขัดแย้งหลักและด้านที่เป็นหลักของความขัดแย้งไว้ให้มัน
   สรรพสิ่งไม่เพียงแต่มีขีดจำกัดทางคุณภาพเท่านั้นยังมีขีดจำกัดทางปริมาณอีกด้วย  “ปริมาณ” ก็คือ  จำนวนอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ประกอบกันเป็นสิ่งๆ  หนึ่ง  ตลอดจนจำนวนหรือรูปลักษณ์รูปธรรมที่สิ่งนั้นดำรงอยู่ เช่นขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก  อัตราเร็วหรือช้า  ระดับสูงหรือต่ำ  ความจุมากหรือน้อยเป็นต้น  ปริมาณก็เหมือนคุณภาพ  ก็เป็นขีดจำกัดที่มีอยู่เฉพาะตัวของสิ่งเช่นเดียวกัน  เช่นภูเขาลูกหนึ่ง  แม่น้ำสายหนึ่ง  โรงงานโรงหนึ่ง  นอกจากขีดจำกัดทางคุณภาพของมันแล้ว  ยังมีขีดจำกัดทางปริมาณของมันอีกด้วย  เช่นสังคมหนึ่งๆ  นอกจากขีดจำกัดทางคุณภาพของมันแล้ว  ยังมีขีดจำกัดทางปริมาณเช่นระดับการพัฒนาของพลังการผลิต  อัตราการเจริญเติบโตเป็นต้น  
   ขีดจำกัดทางคุณภาพเป็นตัวกำหนดที่ทำให้สิ่งนี้ดำรงอยู่ในรูปนี้โดยไม่เป็นรูปนั้น  เมื่อคุณภาพเปลี่ยนแปลง  สิ่งนี้ก็จะกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง  แต่ขีดจำกัดทางปริมาณต่างกัน  สิ่งเดียวกันสามารถมีปริมาณที่ต่างกันแต่ยังคงเป็นสิ่งที่มีคุณภาพเดียวกัน  การเปลี่ยนแลงทางคุณภาพ  ขอเพียงไม่เกินเลยขอบเขตที่แน่นอน  จะไม่กระทบต่อขีดจำกัดของคุณภาพ  เช่นภายใต้ความกดอากาศมาตรฐาน  การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำในระหว่าง  0  ถึง  100  องศาเซ็นเซียส  จะไม่เปลี่ยนแปลงคุณภาพทางกายภาพของน้ำซึ่งอยู่ในสถานภาพของของเหลว
 ปริมาณกับคุณภาพสัมพันธ์ซึ่งกันและกันคุณภาพเป็นคุณภาพภายใต้ปริมาณที่แน่นอน  เช่นคุณสมบัติทางเคมีของน้ำประกอบด้วยปริมาณไฮโดรเจน  2  โมเลกุล  ออกซิเจน  1  โมเลกุล  ปริมาณก็เป็นปริมาณภายใต้คุณภาพที่แน่นอน  เช่นเรากล่าวว่าหนังสือ  2  เล่ม นั่นหมายถึงปริมาณของคุณภาพที่เป็นหนังสือ  แม้แต่คณิตศาสตร์ซึ่งเป็นวิททยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปริมาณ “ล้วนๆ”  ในปริมาณล้วนๆ  นี้ก็ยังมีความแตกต่างของคุณภาพดำรงอยู่  เช่นจำนวนบวกกับจำนวนลบ  จำนวนเต็มกับเศษส่วน  จำนวนคู่กับจำนวนคี่เป็นต้น
  สิ่งทั้งปวงล้วนเป็นเอกภาพของด้านตรงกันข้ามของปริมาณกับคุณภาพทั้งสิ้น  ด้านหนึ่ง  คุณภาพที่แน่นอนกำหนดขอบเขตการเคลื่อนไหวของปริมาณที่แน่นอน เช่น  น้ำซึ่งมีกายภาพในสถานภาพของเหลว  กำหนดขอบเขตการเคลื่อนไหวของปริมาณอุณหภูมิที่  0  องศาถึง  100  องศาเซ็นเซียส  ปริมาณอุณหภูมิจะเกินเลยขอบเขตนี้ไม่ได้   นี่ก็หมายความว่า  ปริมาณถือคุณภาพเป็นพื้นฐานคุณภาพกำหนดปริมาณ  อีกด้านหนึ่ง  คุณภาพก็ถือเอาปริมาณเป็นเงื่อนไข  มันถูกกำหนดจากขีดจำกัดของปริมาณ เช่น  ซึ่งน้ำมีกายภาพในสถานภาพของเหลว  จะถูกกำหนดปริมาณอุณหภูมิระหว่าง  0  องศาถึง  100  องศาเซ็นเซียส  ถ้าหากอุณหภูมิเกิดเลยขีดจำกัดนี้ไป  คุณภาพของน้ำก็จะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นไอหรือน้ำแข็งฉะนั้นปริมาณก็กำหนดคุณภาพด้วยเหมือนกัน  สิ่งทั้งปวงล้วนเป็นเอกภาพของความขัดแย้งระหว่างปริมาณกับคุณภาพทั้งสิ้น  ความเป็นเอกภาพของปริมาณกับคุณภาพ  ขึ้นอยู่กับขีดจำกัดของปริมาณที่กำหนดให้คงคุณภาพของตัวเองของสิ่ง  ขีดจำกัดทางปริมาณนี้  เรานิยมเรียกมันว่า “องศา” หรือ “ระดับ”
   ภายใต้ระดับที่แน่นอน  สรรพสิ่งจะรักษาเสถียรภาพทางคุณภาพของตัวเองไว้  แต่เมื่อสรรพสิ่งพัฒนา  มักจะเกินเลยระดับที่กำหนดคุณภาพของตัวเองกลายเป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง  นี่เป็นปรากฏการณ์ ที่สอดคล้องกับกฎ  คนเราจะต้องสันทัดในการยึดกุมกระบวนการทางภววิสัยในการพัฒนาของสรรพสิ่ง  อย่าอาศัยความต้องการทางอัตวิสัยไปก้าวล้ำระดับของสิ่ง  เมื่อมีเงื่อนไขที่แน่นอน  เราก็จะต้องกระตุ้นให้สิ่งนั้นก้าวล้ำระดับที่มีอยู่เดิม  กลายเป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง

โดย คอมมูน

 

กลับไปที่ www.oknation.net