วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ดับเบิ้ลเอ จากเศษไม้ไร้ค่า…สู่พลังงานไฟฟ้าอันยิ่งใหญ่



ผู้ผลิตกระดาษ “ดับเบิ้ลเอ” ธุรกิจในเครือแอดว้านซ์ อะโกร หนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรแถวหน้าของไทย ที่มีกำลังการผลิตกระดาษประมาณ 6-7  แสนตันต่อปี  แน่นอนกำลังการผลิตที่สูง ย่อมมาพร้อมกับการใช้พลังงานที่สูงตามไปด้วย


ทว่า ดับเบิ้ลเอ กลับรู้จักจัดการการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ทำให้นอกจากจะสร้างการเติบโตในเชิงรายได้แล้ว ยังสามารถลดต้นทุนการใช้พลังงานในองค์กร โดยเฉพาะการนำเศษไม้ (ชีวมวล) ที่กำลังจะทิ้ง มาสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการนำมาทำเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า


ชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการดับเบิ้ล เอ เล่าให้ฟังว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลของดับเบิ้ลเอ กำลังการผลิต 74 เมกะวัตต์ นอกจากจะผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ภายในโรงงานแล้ว กำลังการผลิตส่วนที่เหลือยังขายกลับไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยเริ่มดำเนินการมานานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา


จากการนำของเสียในกระบวนการผลิตกระดาษจากโรงงานมาใช้ประโยชน์ โดยเริ่มตั้งแต่ การผ่าซีกไม้ เพื่อแยกก่อนนำไปทำเยื่อกระดาษ จะมีของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต อาทิ เศษไม้และเปลือกไม้ที่ไม่ได้ใช้ทำเยื่อ น้ำมันยางดำ ที่ได้จากกระบวนการปั่นและต้มเยื่อกระดาษ หรือตะกอนจากโรงงานบำบัดน้ำทิ้ง  โดยวัตถุดิบจากเศษไม้ และจากน้ำมันยางดำ จะนำเข้าสู่โรงไฟฟ้าทั้งสองโรง แยกเป็นพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาเศษไม้ และความร้อนที่ได้จากการเผาน้ำมันยางดำ หลังจากนั้นน้ำมันยางดำจะถูกฉีดเข้าไปในโรงต้มน้ำ จนเกิดเป็นไอ ไปหมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจนเกิดกระแสไฟฟ้า


“ทั้งวัสดุเหลือใช้ เศษไม้ หรือชิ้นไม้สับที่ไม่ได้ขนาด ไปจนถึงพวกน้ำมันยางดำ ผลผลิตต่างๆ ที่สูญเสียจากกระบวนการผลิตเหล่านี้ โดยปกติต้องผ่านกระบวนการกำจัดของเสียโดยการเผาทิ้ง แต่กระบวนการเผาของดับเบิ้ลเอ เป็นการเผาเศษของเสียเพื่อต่อยอดขึ้นไปเป็นการผลิตไฟฟ้า”  ชาญวิทย์ ระบุ และเสริมว่า


 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกจากโรงไฟฟ้า ก็ไม่ได้ปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศทันที โดยดับเบิ้ลเอ จะนำมาผลิตเป็นหินปูนสังเคราะห์ เพื่อนำกลับมาใช้เป็นตัวเพิ่มคุณภาพกระดาษให้มีความขาวและให้มีความทึบแสงดีขึ้น
  ชาญวิทย์ บอกว่า รายได้ที่ได้รับจากการขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ยังช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจกระดาษ ขณะเดียวกันยังช่วยลดต้นทุนพลังงานของโรงงานในภาวะน้ำมันแพงและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินการอยู่นี้ ทำให้ดับเบิ้ลเอ วางตำแหน่งของสินค้าให้เป็นแบรนด์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แม้โรงงานกระดาษจะใช้ไม้เป็นวัตถุดิบ แต่โรงงานจะต้องไม่ไปตัดไม้ทำลายป่ามาผลิตเป็นกระดาษ

เนื่องจากวัตถุดิบในการผลิตกระดาษของบริษัทในปัจจุบันเกิดจากการปลูกยูคาลิปตัส ตามโครงการรณรงค์ปลูกต้นกระดาษ ช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะมีดัชนีชี้วัดว่าต้นไม้ที่ปลูกสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ไม่น้อยกว่า 2.4 ล้านตัน และยังสร้างพลังงานทดแทนยั่งยืนไม่รู้จบ ทดแทนน้ำมันที่กำลังจะหมดไปจากโลกในอนาคตอันใกล้
“เราถือว่าดับเบิ้ลเอ เป็นกระดาษที่ช่วยลดโลกร้อนและสร้างพลังงานเพราะต้นกระดาษดับเบิ้ล เอ ที่เกษตรกรปลูกตามพื้นที่ว่างเปล่า เช่น คันนา ถือเป็นต้นไม้ที่ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังนำลำต้นมาผลิตเป็นกระดาษได้อีกด้วย“ เขาเล่า


นอกจากการนำเศษวัสดุเหลือใช้มาผลิตไฟฟ้าแล้ว ดับเบิ้ลเอ ยังพยายามลดการใช้พลังงานในทุกๆ ด้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมัน เช่น รถยก ทั้งหมดที่เคยใช้น้ำมันมากถึง 1 ล้านลิตรต่อปี ก็เปลี่ยนจากน้ำมันมาใช้แบตเตอรี่
ชาญวิทย์ เล่าว่า ภาวะโลกร้อน ทำให้ทั่วโลกหันมามองหาพลังงานชีวมวลเป็นทางเลือก โดยเฉพาะไม้
ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหมุนเวียน และยังเป็นการช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปเนื้อไม้ รวมทั้งต้นไม้ยังปล่อยก๊าซออกซิเจนที่เป็นประโยชน์มาให้ชาวโลกด้วย


เขายังระบุว่า แหล่งที่มาของพลังงานที่มนุษย์ใช้อยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน หินน้ำมัน น้ำมันดิน ซึ่งกำลังจะหมดไปในไม่ช้า “พลังงานหมุนเวียน” จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล เช่น ฟืน ถ่าน แกลบ ชานอ้อย พลังน้ำ แสงอาทิตย์และลม


เขายังเห็นว่า ประเทศไทยควรจะเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานทดแทนให้มากขึ้น ตามทิศทางและนโยบายการสนับสนุนพลังงานทดแทน ของกระทรวงพลังงานที่วางเป้าหมายในระยะยาวเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน
โดยมีพลังงานชีวมวล เป็นแหล่งพลังงานหลักที่มีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าถึง 2,800 เมกะวัตต์ ผลิตความร้อนถึง 3,660 Ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ)   นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพผลิตไฟฟ้าได้ถึง  3,300 เมกะวัตต์ และผลิตความร้อนได้ถึง  4,600 Ktoe  (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ)

โดย greenenergy

 

กลับไปที่ www.oknation.net