วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มหาภารตะยุทธฉบับย่อแล้วย่ออีก


มหาสยามยุทธ สงครามล้างคนหน้าด้าน

เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

สังคมไทยมีแนวโน้มจะก้าวเข้าสู่สงครามอันยิ่งใหญ่ในไม่ช้า

ก่อนจะไปถึงตรงนั้น

ผมมีโอกาสได้อ่านมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของอินเดียโบราณ

เรื่อง มหาภารตยุทธ แปลและเรียบเรียงโดย กรุณา – เรื่องอุไร กุศลาสัย

พิมพ์ครั้งที่ 12 กันยายน 2550 โดยสำนักพิมพ์ศยาม

จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟังเพื่อเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

ถ้าสังคมหรือชาติของเราที่ต้องเข้าสู่สงครามอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า

“  มหาสยามยุทธ “ อย่างที่หมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเขียนไว้

ผู้ใดสนใจลองเข้าไปอ่านดูได้ที่

 http://special.bangkokbiznews.com/detail.php?id=5064&username=politic

มหาภารตะยุทธ เป็นเรื่องเล่าของการทำสงครามระหว่าง

พี่น้องตระกูลเการพ กับพี่น้องตระกูลปาณฑพซึ่งต่างก็เป็นลูกพี่พี่ลูกน้องกัน

ทั้งสองตระกูลนี้สืบเชื้อสายมาจากปู่คนเดียวกัน ชื่อว่า วิจิตรวีรยะ

เกิดขึ้นประมาณ 1,000 ปี ก่อนพุทธกาล หรือ ประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว

ที่ทุ่งกุรุเกษตร ใกล้ๆกับกรุงนิวเดลลี ในปัจจุบัน

เป็นมหาสงครามที่รบพุ่งฆ่าฟันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน  18 วัน

กำลังพลที่เข้าร่วมทำสงครามแบ่งเป็น 18 กองพลรบพิเศษ

สมัยนั้นเรียกว่า 18 อักเษาหิณี เป็นของฝ่าย เการพ 11 อักเษาหิณี

ฝ่ายปาณฑพ 7 อักเษาหิณี  แต่ละกองพล(อักเษาหิณี) ประกอบด้วย

ช้าง 21,870 เชือก  ม้า 65,610 ตัว

รถรบ 21,870 คัน ทหารเดินเท้า  109,350 คน 

ลองจินตนาการดูว่ากำลังพลของทั้ง สองฝ่ายรวมกันจะได้ดังนี้ 

ช้าง 21,870     X 18 =  393,660 เชือก 

ม้า   65,610     x 18 =  1,180,980 ตัว

รถรบ 21870    x 18 = 393,660  คัน

ทหารเดินเท้า 109,350  x  18 = 1,968,300 คน 

รวมสิ่งมีชีวิตที่เข้าร่วมมหาสงครามในครั้งนี้ทั้งสิ้น 3,542,940 ชีวิต

รบกันอยู่ 18 วัน เหลือระดับแม่ทัพอยู่ แค่ 10 คน เป็นฝ่ายเการพ 3 คน

ปาณฑพ 7 คน นอกนั้นตายหมด

ก่อนอื่นต้องบอกว่าเรื่องราวต่อไปนี้เป็นนิยายอินเดีย

จึงมีเรื่องมหัศจรรย์คาดไม่ถึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยไม่มีเหตุผล

ประวัติของคู่สงคราม  

เริ่มจากพระราชาศานตนุปกครองแคว้นกุรุ มีเมืองหลวงชื่อหัสตินาปุระ

มีนิสัยชอบล่าสัตว์ วันหนึ่งออกล่าสัตว์พร้อมข้าราชบริพารมาจนถึงฝั่งแม่น้ำคงคา

เห็นหญิงงามคนหนึ่งเดินอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนั้น(เจ้าแม่คงคาปลอมตัวมา)

จึงเข้าไปเกี้ยวพาราสีและขอแต่งงานด้วย

ในที่สุดก็ได้ลูกชายมาหนึ่งคน ชื่อว่า ศานตนพแปลว่าลูกของศานตนุ

หรือคางเคยะ หรือ คงคาทัตต์ ซึ่งแปลว่าผู้มีกำเนิดจากคงคา

สรุปว่า ศานตนพเป็นลูกชายของท้าวศานตนุที่เกิด

กับเจ้าแม่คงคา ศานตนพมีฝีมือเรื่องการยิงธนู

ขนาดที่สามารถยิงธนูให้เป็นเขื่อนกั้นแม่น้ำได้

เจ้าชายศานตนพเมือเติบโตขึ้นก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัชทายาท

ช่วยพระบิดาปกครองบ้านเมือง ส่วนเจ้าแม่คงคาก็กลับไปอยู่ในแม่น้ำตามเดิม

วันหนั่งท้าวศานตนุได้ไปพักผ่อนที่ริมแม่น้ำยมุนา ได้ไปพบกับหญิงงามมีชื่อว่า

สัตยวดีที่มีกลิ่นหอมโชยออกมาจากร่าง ทำให้ท้าวศานตนุเกิดความรัญจวนใจรักใคร่

อยากได้มาเป็นมเหสี จนถึงกับล้มป่วย เดือดร้อนถึงเจ้าชายศานตนพ

ต้องเข้าไปเจรจาขอให้นางสัตยาวดี ยอมแต่งงานกับท้าวศานตนุ

โดยยอมรับเงื่อนไขว่า ตนเองจะไม่ขอขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระบิดา

และไม่แต่งงานตลอดชีวิต นางสัตยวดีจึงยอมแต่งงานกับท้าวศานตนุ

การที่เจ้าชายศานตนพยอมสาบานเช่นนั้นทำให้เทพยดาที่รับรู้เรื่องนี้

พากันเปล่งเสียงว่า  “ ภีษมะ ภีษมะ “ แปลว่าฉกาจฉกรรจ์

และได้กลายเป็นสมญานามของเจ้าชายศานตนพในเวลาต่อมา

นางสัตยวดีกับท้าวศานตนุมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน

มีชื่อว่า เจ้าชายจิตรางคทะ และ วิจิตรวีรยะ ต่อมาเจ้าชาย

จิตรางคทะได้ขึ้นครองราชต่อจากท้าวศานตนุ

แลได้ยกทัพไปรพกับเหล่าคนธรรพ์ แต่พลาดท่าเสียชีวิตไป

เจ้าชายวิจิตรวีรยะจึงขึ้นครองราชย์ต่อมา

ก่อนหน้าที่นางสัตยวดีจะเจอกับท้าวศานตนุ นางได้เจอกับฤาษีปราศร

ขณะที่กำลังพายเรือข้ามแม่น้ำ  ฤาษีปราศรหลงไหลในความงามของนาง

จึงเข้าไปเจรจาขอฝากรัก ทำให้นางสัตยาวดีเกิดบุตรชายคนหนึ่ง

ณ กลางแม่น้ำนั้นเอง มีชื่อว่าฤาษีวยาส

สรุป นางสัตยวดี มีลูกชาย 3 คน เกิดกับฤาษี ปราศร มีชื่อว่า วยาส

เกิด กับท้าวศานตนุ มีชื่อว่า จิตรางคทะ และ วิจิตรวีรยะ

ท้าวศานตนุ มีลูกชาย 3 คน เกิดกับเจ้าแม่คงคา 1 คน ชื่อว่าศาตนพ 

ภายหลังเรียกกันว่า ภีษมะ และเกิดกับนางสัตยาวดี 2 คน

เมื่อเจ้าชายวิจิตรวีรยะครองราชย์ ท้าวภีษมะในฐานะพี่ชาย

ได้ไปชิงตัวพระธิดาของพระราชาแห่งแคว้นกาสี ชื่อว่า

นางอัมพา  นางอัมพิกา นางอัมพาลิกา ให้มาเป็ยชายาของเจ้าชายวิจิตรวีรยะ

แต่นางอัมพามีคู่หมั้นอยู่แล้วชื่อว่าท้าวศาลวะ

เมื่อถูกชิงตัวมาจึงขอท้าวภีษมะกลับไปอยู่กับท้าวศาลวะตามเดิม

ท้าวภีษมะยอมปล่อยตัวกลับมา แต่ท้าวศาลวะกลับไม่ยอมรับนางอัมพา

นางอัมพาโกรธแค้นท้าวภีษมะมาก จึงบำเพ็ญตะบะบูชาพระศิวะ

พระศิวะพอใจนางอัมพาจึงให้พรให้ไปเกิดเป็นโอรสของท้าวทุรบท

มีชื่อว่า ศิขัณทิน เพื่อจะฆ่าท้างภีษมะในเวลาต่อมา

กลับมาที่เจ้าชายวิจิตรวีรยะ เมื่อได้นางอัมพิกา และนางอัมพาลิกาเป็นชายา

ก็หมกมุ่นกับกามคุณจนหัวใจวายตาย โดยยังไม่มีโอรส หรือธิดาแม้แต่องค์เดียว

เดือดร้อนถึงนางสัตยาวดีมารดา เรื่องไม่มีผู้สืบสกุล

นางจึงกลับไปขอร้องท้าวภีษมะ ให้ช่วยทำ “ นิโยค “ เพื่อให้มีลูกสืบสกุล

ท้าวภีษมะ ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าเคยสาบานเอาไว้ว่า

ชาตินี้จะไม่ขอแต่งงาน แต่ก็ได้แนะนำนางสัตยาวดีว่า

นางยังมีลูกชายอีกหนึ่งคนชื่อฤาษี วยาส

ให้นางไปขอให้ฤาษีวยาส มาทำ “ นิโยค  “ แทน

นางสัตยาวดีเห็นดี จึงนึกถึงฤาษี วยาสลูกชายคนโต

พอนึกปั้บ ฤาษีวยาสก็ปรากฎตัว ปุ้บ

ต้องเข้าใจด้วยว่าฤาษี ในอินเดีย ผมเผ้า หนวดเครารุงรัง

ร่างกายมอมแมมด้วยเถ้าและฝุ่น ทำให้นางอัมพิกาเกิดความสะอิดสะเอียน

ขณะที่กำลังทำพิธี “นิโยค” กับฤาษี วยาส นางจึงหลับตาปี๋

บุตรชายที่เกิดออกมาจึงตาบอดสนิททั้งสองข้างมีชื่อว่า ท้าวธฤตราษฎร์

ส่วนนางอัมพาลิกาขณะปฏิบัติการนิโยคกับฤาษีวยาส

นางเกิดความกลัวจนหน้าตาและร่างกายซีดขาว

เมื่อคลอดบุตรออกมาบุตรจึงมีผิวพรรณซีดขาวไปด้วยได้ชื่อว่า ท้าวปาณฑุ

นางสัตยวดีเห็นว่ามีหลานเกิดออกมาตาบอด จึงขอให้นางอัมพิกา

ทำนิโยคกับฤาษีวยาสอีกครั้ง  นางไม่เต็มใจทำแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ

คืนนั้นนางจึงออกอุบายส่งสาวใช้ไปทำนิโยคแทน

บุตรที่เกิดจากการนิโยคครั้งที่สามเกิดออกมามีสติปัญญาล้ำเลิศ

และเปี่ยมไปด้วยความเที่ยงธรรม ได้ชื่อว่าท้าววิฑูร

ท้าวภีษมะเป็นผู้เลี้ยงดูกุมารทั้งสามประดุจบุตรของตัวเอง

ท้าวปาณฑุเก่งเรื่องการยิงธนู ท้าวธฤตราษฎร์ มีพละกำลังมากดั่งช้างสาร

ส่วนท้าววิฑูร ก็มีสติปัญญาและความเที่ยงธรรม

เนื่องจากธฤตราษฎร์ ตาบอด ท้าววิฑูร มีชาติกำเนิดต่ำต้อย

ท้าวปาณฑุจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติแห่งนครหัสตินาปุระสืบมา

นอกจากนี้ท้าวภีษมียังจัดพิธีอภิเษกสมรสให้

โดยท้าวธฤตราษฎร์ อภิเษกกับนางคานธารี ธิดาของแคว้นคันธาราษฎร์

ท้าวปาณฑุ อภิเษกกับเจ้าหญิงกุนตี แห่งเมืองมถุรา

มีเรื่องแทรกของนางกุนตี ก่อนที่นางจะมาอภิเษกกับท้าวปาณฑุ

ครั้งหนึ่งฤาษีทุรวาสมาเยี่ยมบิดาของนางกุนตึ

และนางได้มีโอกาสปรนนิบัติฤาษีทุรวาส ทำให้ฤาษีทุรวาสพอใจมาก

จึงให้พรกับเจ้าหญิงกุนตีว่า หากนางประสงค์จะมีบุตรกับเทพเจ้าองค์ใด

ก็ขอให้นางสมความปราถนา พร้อมกับสอนมนต์ที่ใช้เชิญเทพเจ้าให้

วันหนึ่งเจ้าหญิงกุนตี อยากจะลองวิชาที่ฤาษีทุรวาสสอนให้

จึงลองร่ายมนต์เชิญสุริยเทพมา ปรากฎว่าได้ผล

นางได้ลูกชายที่เกิดจากสุริยเทพมาหนึ่งคนโดยไม่เสียสาว

ด้วยความอาย นางจึงนำบุตรชายไปลอยแม่น้ำ

ต่อมานางราธามาพบและนำเด็กกลับมาเลี้ยงและตั้งชื่อว่า ราธียะ

ท้าวภีษมะ ได้ข่าวว่าเจ้าหญิงมาทรีผู้เป็นน้องสาวของพระราชาศัลยะ

มิสิริโฉมงดงามจึงเดินทางมาสู่ขอให้กับเจ้าชายปานฑุ อีกคนหนึ่ง

ส่วนเจ้าชายวิฑูร ท้าวภีษมะได้สู่ขอธิด่าของพระราชาเทวกะมาเป็นชายา

วันหนึ่งฤาษีวยาส มาเยี่ยมท้าวธฤตราษฎร์

และได้รับการต้อนรับอย่างดีจากนางคานธารี

ฤาษีวยาสจึงให้พร ให้นางคานธารีมีโอรส 100 องค์และธิดา 1 องค์

หลังจากได้พร นางคานธารีท้องและอุ้มท้องนาน สองปี

จึงคลอดออกมาเป็นก้อนเนื้อใหญ่ ฤาษีวยาสรีบรุดมาแบ่งก้อนเนื้อนั้นออกเป็น

101 ชิ้น และให้นางคานธารีดองชิ้นเนื่อนั้นไว้ในหม้อเนยใส

เป็นเวลา 2 ปี เมื่อครบ 2 ปี นางจึงเปิดฝาหม้อออก

โปรดติตตามตอนต่อไป.........................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย หมูสนาม

 

กลับไปที่ www.oknation.net