วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จับกระแสพืชพลังงาน



 ราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงาน ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่ง คือ การหันมาให้ความสำคัญกับ “พลังงานทดแทน”  เพราะต่างรู้ดีว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา  ซึ่งก่อนหน้านั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังอยู่ที่ระดับ 65-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  เพียงไม่กี่ปีราคาน้ำมันกลับพุ่งทะลุเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลและมาอยู่ที่ 130  ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในขณะนี้ ยิ่งทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญและหาทางออก เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบให้ได้มากที่สุด


กระแสพลังงานทดแทนที่ตื่นตัวมากที่สุดในเวลานี้คือ  การนำพืชพลังงานมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน โดยเฉพาะ อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน  ข้าวโพด และ สบู่ดำ สำหรับประเทศไทย ปาล์มน้ำมัน ถูกนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล  ขณะที่อ้อยและมันสำปะหลังนำมาผลิตเป็นเอทานอล  ถือเป็นพืชพลังงานที่ถูกจับตามองมากที่สุด ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายให้มีการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในระยะยาว โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้กำหนดออกมาเป็นแผนพลังงานทดแทนในระยะ 15 ปี (2551-2565)


นายพรชัย รุจิประภา ปลัดกระทรวงพลังงาน เล่าว่า หากพยายามผลักดันแผนพลังงานทดแทนให้เป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะช่วยประหยัดพลังงานโดยเฉพาะในภาคขนส่งได้คิดเป็นมูลค่า 2.5  แสนล้านบาท/ปี ภายในปี 2555 หรือคิดเป็น 34 % ของพลังงานเชิงพาณิชย์โดยรวม ซึ่งรวมถึงเอ็นจีวี ไบโอดีเซล และแก๊สโซฮอลที่เป็นพลังงานเชิงพาณิชย์ที่ช่วยประหยัดพลังงานด้วยการส่งเสริมการใช้พืชพลังงาน กระทรวงพลังงานจะไม่เพิ่มพื้นที่เพาะปลูกพืชพลังงาน
แต่จะใช้วิธีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ทางการเกษตรแทน โดยมีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องการเพิ่มผลผลิตต่อไร่  ซึ่งพืชที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นพืชพลังงาน ได้แก่  ปาล์มน้ำมัน อ้อย และมันสำปะหลัง เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกคงไม่มีทางลดลงอย่างแน่นอน


ข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ยังระบุว่า ในส่วนของปาล์มน้ำมัน  มีความต้องการในตลาดสูงมาก  แม้ว่าผู้ผลิตรายใหญ่อย่างมาเลเซียจะผลิตได้ในปริมาณมากแต่ก็ไม่เพียงพอ เป็นผลมาจากความต้องการปาล์มน้ำมันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลในปริมาณที่สูง กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าหมายในการผลิตปาล์มน้ำมันไว้ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี  2551-2554 ไว้ที่  6 ล้านไร่  (เพิ่มขึ้นจากเดิม  2  แสนไร่ ) รวมพื้นที่ที่ปลูกอยู่แล้วและปลูกใหม่  โดยจะเป็นการปลูกทดแทนปาล์มเก่า 1 แสนไร่ ปลูกใหม่  2.5  แสนไร่  และมีปาล์มที่ปลูกอยู่แล้วอีก 3 ล้านไร่ คิดเป็นผลผลิต18 ล้านตันต่อปี ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น


ขณะที่ ดร.อภิชาต จงสกุล  เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) บอกว่า ความที่พืชพลังงานเกิดกระแสตื่นตัวมาก ทำให้พื้นที่ภาคอีสานบางส่วน โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ติดแม่น้ำ เช่น แม่น้ำโขง ในเขต จ.หนองคาย  มีการปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดเมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นๆ แต่การปลูกปาล์มจะมองที่ “อาหารมนุษย์” ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้เพียงพอต่อการบริโภค เช่น นำไปทำเป็นน้ำมันพืช  หรือ ส่วนผสมอื่นๆ ในอาหาร  ส่วนผลผลิตที่เหลือจึงจะนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ


จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยบริโภคปาล์มน้ำมันประมาณ 800,000 ตันต่อปี  แต่ความต้องการสูงถึง 1 ล้านตันต่อปี  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปลูกเพื่อใช้ในการบริโภค ขณะที่ในปัจจุบันกระทรวงพลังงานต้องการปาล์มน้ำมันมาผลิตเป็นพลังงานทดแทนเฉลี่ย 300,000 ตันต่อปี  ไม่นับในอนาคตที่ความต้องการน่าจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีก
 “เราสามารถเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกได้มากกว่านี้ แต่เรากลัวว่าปาล์มจะรุกพื้นที่นาข้าว ปัจจุบันเรามีพื้นที่ปลูกปาล์มทั่วประเทศประมาณ 3-5 ล้านไร่ ในอีก 5 ปีจะเพิ่มพื้นที่ปลูกอีก 2.5 ล้านไร่ และเป็น 6 ล้านไร่ในปีถัดไป”
พื้นที่แห่งใหม่ที่เล็งไว้เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันจะอยู่ในพื้นที่ภาคอีสาน ส่วนภาคใต้คงไม่ให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นแล้ว


นอกจากจะมีปาล์มน้ำมันเพื่อใช้ในการบริโภคและเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนแล้ว ยังมีพื้นที่อีกจำนวนมากที่ปลูกพืชพลังงาน เช่น  อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งจะใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล โดย จ.นครราชสีมา ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุด 7 ล้านไร่  ส่วน จ.ขอนแก่น เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยมากที่สุด  หน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ คือ การเพิ่มผลผลิตให้กับพืชพลังงาน  แต่กระทรวงพลังงานมีหน้าที่ดูแลในเรื่องการสนับสนุนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนและสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร โดย 1.)ให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ เพื่อพัฒนาการผลิตพลังงานทดแทนอย่างครบวงจร 2.) การวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้เอทานอลต่อตันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่าความเคลื่อนไหวของราคาธัญพืชและพืชพลังงานเกือบทุกชนิดขยับสูงขึ้นทั้งระดับโลกและในประเทศไทย โดยสาเหตุนอกเหนือจากความต้องการใช้พืชพลังงานที่เพิ่มขึ้นแล้ว สภาวะโลกร้อนจนเกิดความแห้งแล้งขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก ทำให้ผลผลิตธัญพืชได้รับความเสียหาย   ขณะที่ความต้องการใช้มีเพิ่มขึ้นใน 3 อุตสาหกรรมหลัก คือ อาหารสัตว์ อาหารคน พลังงานทดแทน ทำให้เกิดการแย่งกันรับซื้อวัตถุดิบ ดันราคาให้สูงขึ้นอย่างมาก 


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากปัญหาน้ำมันราคาแพงและภาวะโลกร้อน ทำให้ทั่วโลกหันหาพลังงานทดแทน รวมทั้งประเทศไทย ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของโครงสร้างภาคเกษตรและอุตสาหกรรม  โดยพืชเกษตรทุกชนิดมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมัน โดยกลุ่มพืชที่มีแนวโน้มราคาสูงมากจะเป็นพืชพลังงาน โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง

ส่วนธัญพืชอื่นก็จะมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย เช่น หากผลิตภัณฑ์มันเส้นถูกนำไปใช้ผลิตเอทานอล จะทำให้แป้งมันสำปะหลังแพง อุตสาหกรรมอาหารซึ่งใช้แป้งมันเป็นวัตถุดิบต้องหันมาใช้แป้งข้าวเจ้า ราคาข้าวก็จะแพงขึ้น เป็นต้น และเมื่อพืชชนิดใดแพงมากๆ เกษตรกรจะหันไปปลูกพืชชนิดนั้น พืชอื่นๆ อาจจะลดบทบาทลงไปในที่สุด โดยเฉพาะผลไม้ พื้นที่บางส่วนอาจถูกทดแทนโดยพืชปาล์มน้ำมัน


ดังนั้นการปลูกพืชพลังงานจะต้องทำควบคู่กับพืชที่ต้องนำไปใช้เป็นอาหารเพื่อไม่ให้เกิดวิกฤติทั้ง 2 ส่วน ซึ่งทุกหน่วยจะต้องบูรณาการ การใช้พื้นที่เกษตรร่วมกัน เพื่อใช้พื้นที่ให้คุ้มค่ามากที่สุดและเพื่อไม่ให้เกิดการขาดแคลนพืชที่ใช้เป็นอาหารด้วย


โดย greenenergy

 

กลับไปที่ www.oknation.net