วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไฟฟ้ากังหันลม..ในเมืองไทย


 ความพยายามในการค้นหาพลังงานทดแทนใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในภาวะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนเช่นนี้ หนึ่งในหลายๆ พลังงานทดแทนที่กล่าวถึง คือ พลังงานลม   


 
แม้จะรู้ดีว่าสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย มีข้อจำกัดด้านความเร็วลมที่อยู่ในระดับความเร็วลมปานกลาง-ต่ำ ทว่าข้อจำกัดนั้นกลับทำให้กระทรวงพลังงานเร่งพัฒนาปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากลม เพื่อให้เข้ากับสภาพภูมิอากาศในบ้านเรา เพราะตามนโยบายของ กระทรวงพลังงาน มีเป้าหมายที่จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมให้ได้ 115 เมกะวัตต์ในปี 2554 เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศ    ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความจริงจัง คือ โครงการติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อการสาธิตนำร่อง ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งกังหันลมที่บ้านทะเลปัง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช กำลังการผลิต 250 กิโลวัตต์ 1 ชุด โดยปัจจุบันได้ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว

 

 

นอกจากนี้ ยังมีกังหันลม (ชนิดมีเกียร์) ขนาดกำลังการผลิต 1.5 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างการติดตั้งอีกจำนวน1 ชุด ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้ง 2 ชุดอยู่ที่ 1,750 กิโลวัตต์    ขณะที่แหลมตาชี จ.ปัตตานี อีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพ กระทรวงพลังงานก็มีแผนจะจัดเป็นโครงการสาธิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเช่นกัน

 

 

โดยจากการศึกษาพบว่า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 3.4 ล้านหน่วย และยังส่งไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 20.7 ล้านบาท

 

 

นอกจากนี้ ยังสามารถทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงเทียบเท่าน้ำมันดิบได้ปีละ 290 ตัน  คิดเป็นมูลค่าปีละ 6.8 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อนได้ปีละประมาณ 1,000 ตัน
 ไม่เฉพาะโครงการนำร่องของกระทรวงพลังงานเท่านั้น ในส่วนของงานการศึกษาวิจัยของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอื่นๆ ก็มีให้เห็นเช่นกัน เช่นการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ได้ร่วมมือจากกรมอุตุนิยมวิทยา ศึกษาถึงความเร็วลมในประเทศไทย โดยผลการศึกษาพบว่า ความเร็วลมในประเทศไทย โดยเฉลี่ยจัดอยู่ในระดับปานกลาง-ต่ำ คือ ต่ำกว่า 4 เมตร/วินาที ส่วนที่ความเร็วลมสูงสุดจะอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเล บริเวณเกาะต่างๆ ในอ่าวไทยและภาคใต้ของประเทศ 

 

 

เมื่อ กฟผ.ได้รับทราบข้อมูลเหล่านี้ จึงได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อออกแบบสร้างกังหันลมขึ้น และได้นำไปทดลองใช้งานหลังการทดลองยังคงพบปัญหาเกี่ยวกับระบบส่งกำลัง และความแข็งแรงของใบกังหัน

 

 

ขณะเดียวกัน กฟผ. เอง ก็ได้ออกแบบสร้างกังหันลมแบบล้อจักรยาน เพื่อนำไปติดตั้งทดสอบใช้งานที่ชายฝั่งทะเล บริเวณบ้านอ่าวไผ่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ปรากฏว่า ยังคงประสบปัญหาเรื่องระบบส่งกำลังเช่นกัน

 


นอกจากนี้  ยังมีสถาบันการศึกษาอีกหลายแห่งที่ให้ความสนใจศึกษาพลังงานลม เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทีมวิจัยได้ศึกษาศักยภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย พบว่า ลมหุบเขาบริเวณพื้นที่ช่องเขาทางภาคเหนือตอนบนมีศักยภาพที่จะใช้เป็นแหล่งพลังงานลมใกล้เคียงกับลมมรสุมจากอ่าวไทย และทะเลอันดามัน

 

 

โดยทีมวิจัยได้ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดความเร็วลมความสูง  40-80 เมตร จำนวน 18 จุดบริเวณภาคเหนือตอนบน หรือเท่ากับความสูงประมาณ 1,000-2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อเก็บข้อมูลปริมาณลมต่อเนื่อง และนำมาวิเคราะห์ผล  ปรากฏว่าพบพื้นที่ที่มีศักยภาพ 3 จุด ได้แก่ บ้านกิ่วลม จ.แม่ฮ่องสอน บ้านดอยล้าน และบ้านแม่แฮ จ.เชียงใหม่ เหมาะที่จะติดตั้งกังหันลม หรือฟาร์มกังหันลมในอนาคต

 

 

แม้ว่าจะมีความแตกต่างของแรงลมในช่วงเวลากลางวันที่ลมแรง ขณะที่ช่วงกลางคืนลมจะนิ่งมากกว่า แต่ค่าเฉลี่ยที่วัดได้ตลอดระยะเวลา 1 ปี แสดงให้เห็นว่า กำลังลมหุบเขาอยู่ระหว่าง 2-6 เมตรต่อวินาที เพียงพอสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้า   

 

 

แต่เนื่องจากไทยอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ทำให้ได้รับแรงลมเฉลี่ยทั้งปีต่ำถึงปานกลาง การที่จะพัฒนาพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องศึกษารูปแบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้มีความเหมาะสมกับความเร็วลมที่มีอยู่ จึงต้องวิจัย จัดหา สาธิต และใช้ประโยชน์จากกังหันลมความเร็วลมต่ำ

 

 

นอกจากนี้ยังต้องผลิตชิ้นส่วน เพื่อประกอบระบบกังหันลมผลิตไฟฟ้าขึ้นมาใช้งานในประเทศ เพื่อลดต้นทุนการนำเข้า และสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

นี่ถือเป็นตัวอย่างของการพัฒนาพลังงานลมในประเทศ  ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาเทคโนโลยีให้ดีขึ้นได้อีกในอนาคต

โดย greenenergy

 

กลับไปที่ www.oknation.net