วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ป่าโคกใหญ่


                   ทันทีที่ฝนแรกโปรยปรายลงมา  พืชและพันธุ์ไม้นานาชนิดก็จะผลิดอกออกใบเขียวครึ้มเต็มผืนป่า

                   สายฝนจะเป็นตัวเร่ง ให้ผักติ้วผักหวานแตกใบอ่อนอวดสีสันสะพรั่ง  ถ้าจะเรียกมันว่าขุมทรัพย์ของหมู่บ้านนั้นคงไม่ผิด  ฤดูฝนในป่าโคกใหญ่จะมีเห็ดตะไค  เห็ดระโงก  เห็ดปลวก เห็ดถ่าน เห็ดหำฟาน และเห็ดหน้างัว ผุดดินขึ้นมาให้คนเก็บกินได้ไม่อดไม่อยาก  นอกจากนั้นดอกกระเจียวสีเขียวแดงละลานตารอเวลาให้ชาวบ้านได้เก็บกิน  ผลไม้พันธุ์พื้นเมือง หมากสีดาขี้นก  หมากมาย  หมากคอม  หมากดูก  หมากรนครก  หมากต้องแร่ง  ที่ขาดไม่ได้คือหมากเม่าและหมากหนามเล็บแมว

                   ทุกครั้งที่แม่พาขึ้นไปป่า  แม่มองหาเห็ดผมชอบเลาะหาเก็บเอาลูกปรง  ติดใจในรูปทรงยาวรีสีน้ำตาลอ่อนของเมล็ดพันธุ์  ต้นปรงหรือภาษาพื้นถิ่นเรียกว่าต้นหอยผง พืชทรงเตี้ยเป็นพุ่มหนา  ใบเรียวเล็กสีเขียวแก่ผิวใบมันปลาบ เป็นพืชตระกูลเดียวกันกับต้นปล์าม  ทุกวันนี้เห็นมีประดับอยู่ตามสำนักงาน  ลานหญ้าหน้าบ้านสวยหรู  หรือไม่เช่นนั้นก็สวนหย่อมของปั๊มน้ำมัน  แต่ไม่ค่อยได้เห็นลูกปรงหรือว่ามันไม่ยอมออกลูกออกหมากออกผลที่ในเมืองก็ไม่รู้  เป็นไปได้ไหมว่ามันแพ้อากาศในเมือง

                   ผมเคยขุดเอาเบี้ยปรงมาปลูกที่บ้าน  นั่นมันช่างเป็นวิธีการที่โง่เง่าสิ้นดี  เพราะภายในไม่กี่วันเบี้ยปรงก็เหี่ยวเฉาและแห้งตายไปในที่สุด  แต่ผมไม่เคยคิดที่จะไปขุดเอาต้นปรงที่เป็นพ่อพันธ์แม่พันธ์เลยสักครั้งเดียว  ถ้าต้นที่เป็นแม่พันธ์ถูกขุดไปแล้วจะไปหาเก็บเอาลูกปรงได้จากที่ไหนกันเล่า

                   เช้าวันนี้ผมนำรถเข้าคิวจอดรอเติมน้ำมัน  และเหม่อมองต้นปรงในสวนหย่อม

                   เรื่องเล่าที่ว่าเคยมีป่าโคกใหญ่ เด็กๆคงจะเถียงจนหน้าดำหน้าแดง รวมทั้งฝูงวัวควายที่ชาวบ้านเคยต้อนขึ้นไปกินหญ้าเพ็กก็อันตรธานหายไปสิ้น เป็นไปได้หรือที่ชาวบ้านจะไปซ่อนตัวอยู่ในป่าโคกใหญ่ตลอดทั้งวัน เพื่อเฝ้าฝูงวัวฝูงควาย ที่กำลังและเล็มหญ้าอย่างอิ่มหนำสำราญ

                   ต้นปรงที่บริเวณสวนหย่อม ทำให้ผมย้อนคิดไปถึงป่าโคกใหญ่เมื่อหลายปีก่อน เด็กๆต้อนฝูงวัวขึ้นไปกินหญ้าบนนั้น มีวัวควายหลายฝูงถูกไล่ต้อนให้เดินมุ่งหน้าไปสู่ป่าโคกใหญ่  เด็กทุกคนมีห่อข้าวและขวดบรรจุน้ำดื่มพร้อมสรรพ สะพายเอาไว้ในย่ามของใครของมัน  เวลาสำหรับอาหารมื้อเที่ยง จะสังเกตพระอาทิตย์ หรือคอยเงี่ยหูฟังเสียงเณรน้อยตีกลองเพลแว่วมากับสายลม

                   หาต้นไม้ใหญ่สักต้นเป็นที่รวมพลคนเลี้ยงวัวควาย  หักเอาใบพลวงใหญ่ลงปูรองอาหารแทนกระด้ง  ใครมีอะไรก็เอามาแบ่งปันกันกิน  ส่วนผักชอบเปรี้ยว ก็ยอดผักติ้ว ชอบฝาดก็ยอดผักกระโดน รสขมต้องยอดผักสาบ  อาหารมีแจ่วบองและหมกปลาแดกอึ่ง

                   นั่งล้อมวงใต้ร่มหมากเลื่อม  อิ่มข้าวแล้วมองหาผลของมัน  หมากเลื่อมเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่และผลของมันวัวควายกินได้  ผลของหมากเลื่อมเป็นรูปทรงเรียว  จะเอาจิ้มเกลือก็คงพอกินได้กับรสชาติเปรี้ยวอมฝาดนิดๆ  ส่วนมากจะนำผลของมันมาผ่าแคะกินเนื้อใน มากกว่าจะกัดกินเนื้อเปลือกนอก  เวลาเนื้อมันล่อนหลุดรูปทรงจะเป็นแบบว่าหัวแหลมก้นแหลม  เมล็ดของมันนั้นแข็งเป็กต้องใช้มีดผ่าอย่างเดียว  ข้างในจะมีช่องเล็กๆสี่ช่องสำหรับบรรจุเอาเนื้อขาวๆเก็บเอาไว้ซึ่งก็อยู่ได้นานเป็นปีๆ  ไม่เชื่อก็คงต้องเชื่อขนาดโดนไฟที่ไหม้ป่าเผาจนไหม้เกรียมเนื้อในของหมากเลี่ยมก็ยังคงอยู่ในสภาพดีเหมือนเดิม  รสชาติหวานมันโดยเน้นเรื่องมันมากกว่าหวาน  เป็นการกินให้รู้รสมากกว่าจะกะกินให้อิ่ม  แต่ถ้าหิวข้าวก็จัดการผ่ากินเนื้อในได้แบบพอประทังไปก่อน

                   วันไหนไปล้อมวงกันที่ใต้ร่มต้นจบก ของว่างก็จะวิเศษมากทีเดียว  ต้นจบกเป็นไม้เนื้อแข็งยืนต้นพบเห็นได้ทั่วไปตามทุ่งตามนา  คำว่า”บก”ในภาษาถิ่นหมายความว่า”พร่อง”  มันจึงเป็นพันธุ์ไม้ไม่เป็นมงคล ชาวบ้านไม่นิยมนำมาทำส่วนใดส่วนหนึ่งในบ้านเรือน  เพียงเพราะคำว่า”พร่อง”คำเดียวนี้เท่านั้น  จึงเป็นเสมือนเกราะกำบัง ให้ต้นจบกรอดพ้นจากคมขวานคมเลื่อย

                   ผลของจบกใช้แกะกินได้  หลังจากเปลือกลูกจบกหลุดร่อนจนเหลือแต่แก่น ชาวบ้านจะผ่ากินเนื้อในของมัน  เพราะมันผ่าง่ายแต่ถ้าขาดประสบการณ์มีดก็อาจบาดมือได้โดยง่าย  เพราะลูกจบกมันแบนๆ ต้องวางในท่าตั้งตรงอย่างเดียวจึงจะผ่าได้  หมากจบกลูกหนึ่งมีสองกลีบมีร่องแบ่งตรงกึ่งกลางชัดเจน ไม่มีมีดใช้ไม้แข็งๆทุบยังสามารถทำได้สบาย  มันเป็นผลไม้ยอดนิยมก็ว่าได้ ด้วยขนาดเนื้อในที่ใหญ่พอประมาณโตขนาดหัวแม่มือรูปทรงยาวรี  เปลือกในสีน้ำตาลเข้ม นำไปคั่วให้สุกเปลือกสีน้ำตาลจะร่อนหลุดโดยง่าย เนื้อในเป็นสีขาวสะอาดน่ากิน  และรสชาติเนื้อในของหมากจบกรับรองอร่อยจนลืมร้อนเลยทีเดียว  บางทีมันก็เป็นสินค้า ที่ชาวบ้านผ่าเอาเนื้อในของลูกจบกเอาไปขายที่ในเมือง  รวมทั้งบนสะพานลอยของเมืองกรุงเทพฯด้วย

                   ผมก้มลงมองเครือส้มลมรสเปรี้ยวจี๊ด  มันเลื้อยไปตามสุมทุมพุ่มไม้ต่อไต่ไปไม่มีที่สิ้นสุด  ห่างกันเพียงคืบเครือหญ้านางก็เลื้อยไปอย่างไร้ทิศ  กอหญ้าแฝก ต้นเพ็ก พุ่มหนามเล็บแมว  ต้นหมากขี้อ้นที่มีดอกสีเหลืองสวยสดใสในฤดูฝนพรำ  มดปลวกเดินกันเป็นแถวผ่านเข้าไปในป่าหญ้า โดยไม่เอาใจใส่ว่าผมกำลังจ้องมองพวกมันอยู่อย่างจริงจัง

                   “จะลงต้นพวกนี้ไว้ที่ไหนดีครับ”  ผมร้องถามยามที่หน้าประตูทางเข้าบริษัทส่งออกพืชพันธ์ไม้หายาก

                   ผมหันไปมองเบี้ยปรงที่อัดแน่นอยู่บนกระบะท้ายรถหกล้อ  ทำให้คิดถึงแม่อยากกลับไปคุยเรื่องโคกเก็บเห็ดของหมู่บ้าน.

 

ตีพิมพ์     นสพ.กรุงเทพธุรกิจ จุดประกายวรรณกรรม

วันเสาร์ที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.. ๒๕๔๔

 

 

โดย ฮอยล้อ

 

กลับไปที่ www.oknation.net