วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ฝายแม้ว...จัดให้พี่นิดนรี จัดให้ OK Nature...


“ฝายแม้ว” ... ไม่ใช่ ฝาย ของอดีตนายกฯเหลี่ยมแม้วผู้กลายเป็นนักโทษแผ่นดินคนนั้น แต่ “ฝายแม้ว” เป็นโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อลดผลกระทบภาวะวิกฤตโลกร้อน ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาว่า...(ใครไม่รู้ว่า) มี "กลิ่นไม่ดี" ที่อาจทำให้รัฐสูญเงินกว่า 700 ล้านบาท ไปฟรีๆ (เข้าข่ายค่าโง่ โง่ซ้ำๆซากๆ รัฐบาลไทย)

ได้รับคำขอจาก ท่านเลขาฯโอเคเนเจอร์ พี่นิดนรี ภาษาหลากสี ว่า

... เขียนเรื่องฝายแม้วหน่อยสิ ...

...ได้คะพี่ เดี๋ยวจัดให้ ...

“ฝายแม้ว” หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า "ฝายชะลอความชุ่มชื้น" หรือ "Check dam"

 

 

 

เข้าใจว่ามาจากการผสมผสานกันระหว่างองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ในอุษาคเนย์ที่มีมาแต่โบราณกาล และ องค์ความรู้นี้ได้ถูกพัฒนาและนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย ผ่านพระอัจฉริยภาพขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยมีพระราชดำริให้มีการสร้างฝายเพื่อเก็บกักความชื้น รวมถึงดักตะกอนและชะลอความรุนแรงของน้ำในลำธารบนพื้นที่สูงไปพร้อมกัน

เมื่อน้ำในลำธารลดความเร็วลง ความชุ่มชื้นที่เกิดขึ้นก็จะแผ่กระจายไปรอบๆ ร่องน้ำเหล่านั้น ทำให้เหล่าพืชพันธุ์ ต้นไม้ได้เจริญเติบโต เป็นแนวกันไฟและเป็นการฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมๆ กัน ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีความเหมาะสมหรือความจำเป็นในการสร้างฝายแตกต่างกัน

ฝายชะลอความชุ่มชื้นมี 3 ประเภทตามรูปแบบการก่อสร้างและอายุการใช้งาน

1. ฝายชั่วคราว ใช้วัสดุที่หาได้ใกล้ๆ กับจุดที่จะทำฝาย ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ไผ่ ท่อนไม้ ตอก หินและทรายในท้องน้ำ โดยใช้ถุงปุ๋ยเป็นภาชนะบรรจุทรายและหิน ซึ่งจะใช้งบประมาณในการก่อสร้างต่ำมากไม่ถึง 300 บาท

2. ฝายกึ่งถาวร ใช้วัสดุคล้ายฝายชั่วคราว แต่จะเสริมความแข็งแรงด้วยการใช้แท่งคอนกรีตและลวดตาข่าย ใช้งบประมาณสูงขึ้นนิดหน่อย

3. ฝายแบบถาวร ใช้หิน กรวด ทราย และปูนซีเมนต์ ซึ่งต้องเสียค่าก่อสร้างมากกว่าฝายประเภทอื่นๆ

ความเหมาะสมของการก่อสร้างฝายแต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิประเทศ การเข้าถึง และความจำเป็นในการก่อสร้าง

  

   

   

  

  

  

การก่อสร้างฝายแม้ว และเพาะชำหญ้าแฝก ตามโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรดินและป่าไม้พื้นที่อนุรักษ์เพื่อลดผลกระทบภาวะโลกร้อน ของ กระทรวงทรัพย์ฯ มีเป้าหมายในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ พิษณุโลก , แพร่ , ตาก , เชียงราย และเชียงใหม่ ...

วงเงินรวม 770 ล้านบาท เฉลี่ยฝายละ 5,000 บาท !!!

พื้นที่ภาคเหนือส่วนใหญ่ไม่เอื้ออำนวยให้สร้างฝายแบบถาวร ดังนั้นจะสร้างเป็นฝายแบบชั่วคราว และมีฝายแบบกึ่งชั่วคราว ซึ่งจะมีประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าที่สุด

จากพระราชดำริเรื่องฝายแม้ว ได้ถูกหลายกลุ่มองค์กรนำไปขยายผลและทำกิจกรรมต่างๆ มากมาย ตั้งแต่หน่วยงานหรือกลุ่มระดับท้องถิ่นไปจนถึงกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐ ที่พบบ่อย คือ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งต่อมาได้แบ่งภารกิจไปอยู่กับ กระทรวงทรัพย์ฯ  โดยมีหน่วยงานหลักก็คือกรมอุทยานแห่งชาติ ซึ่งหน่วยงานรับผิดชอบจริงๆ คือ สำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ ที่มี หน่วยจัดการต้นน้ำ แต่ละพื้นที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลและฟื้นฟูสภาพนิเวศต้นน้ำอยู่แล้ว

แต่โครงการนี้กลับกลายเป็นว่า สำนักอุทยานแห่งชาติ ซึ่งไม่ได้มีภารกิจโดยตรงในการก่อสร้างฝาย แต่มีหน้าที่ให้ความร่วมมือกับองค์กรในท้องถิ่นเพื่อการก่อสร้างฝายเท่านั้น ทำผิดข้อตกลงและนโยบายก่อสร้างฝาย เพราะมีการดำเนินการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแต่เพียงฝ่ายเดียว ... ซึ่งหากให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมสร้างฝาย ตามหลักการนโยบายที่แท้จริงแล้ว จะพบว่าค่าใช้จ่ายแทบจะไม่มี หรือหากจะคิดจริงๆก็ไม่เกินฝายละ 500 บาท

... ดังนั้น งบประมาณที่กำหนดไว้ กว่า 700 ล้านบาทนั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเกินความจริงไปเกือบ 20 เท่า !!! ...

  

  

  

  

  

  

   

   

     

"จำนง จันทร์จอม" ผู้ใหญ่บ้านบ้านสามขา ชุมชนซึ่งประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ด้วยการระดมกำลังชาวบ้านในชุมชน สร้างฝายแม้ว โดยที่ไม่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐ ยืนยันว่า ค่าใช้จ่ายในการทำฝายต่ำมาก เขายกตัวอย่างฝายแม้วที่มีอยู่กว่า 3000 แห่ง ทั่วผืนป่า 1000 ไร่ ของ บ้านสามขา ว่า ...

“ชุมชนที่นี่ ทำฝายมาตั้งแต่ปี 2544 เฉลี่ยปีละ 500-1,000 ตัว มีทั้งฝายดิน ฝายคอกไม้ ฝายกล่องเคเดียน และฝายปูน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฝายคอกไม้ เพราะไม่มีปัญหากับธรรมชาติ เมื่อเทียบกับฝายปูนถาวรที่ทำให้ห้วยตื้นเขินและมีปัญหาตกตะกอน แต่ถ้าเป็นฝายคอกไม้หรือฝายดินพัง ก็ช่วยกันซ่อมแซมได้ง่ายกว่า ตัวละ 200-300 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าแรงและค่าอาหาร ที่เหลือใช้วัสดุธรรมชาติที่มีอยู่ เก็บหิน เก็บดินในป่ามาสร้าง กรมป่าไม้เคยขอเข้ามาดูแลป่าที่นี่เพื่อทำเป็นอุทยานแห่งชาติ แต่ชาวบ้านไม่ยอม เพราะสามารถดูแลรักษาป่าได้เอง "

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ยอมรับว่า มีความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่องในโครงการฝายแม้ว ของกระทรวงทรัพย์ฯ เช่น การใช้ใบเสร็จทั่วไปที่ไม่ได้มาจากร้านค้าเฉพาะเจาะจงมาเป็นหลักฐานการเบิกจ่ายเงิน ค่าตอบแทนฝายทุกแห่งที่ระบุในใบเสร็จรับเงินจะเท่ากันหมดคือ 5,000 บาท ทั้งที่แต่ละฝายมีขนาดเล็กใหญ่ที่แตกต่างกันไป และที่สำคัญคุณภาพไม่เท่ากัน แม้ในทางปฏิบัติจะมีการอ้างว่า เป็นการก็สร้างแบบเฉลี่ยงบฯ ก็ควรต้องมีการระบุรายละเอียดให้ชัดเจนว่าเฉลี่ยอย่างไร นอกจากนี้ แหล่งที่มาของไม้ไผ่ที่ใช้สร้างฝายแม้ว พบว่าตัดมาจากป่าในอุทยาน ไม่ได้จัดซื้อตามร้านอย่างที่กล่าวอ้าง และอัตราการว่าจ้างงานในพื้นที่แต่ละแห่งไม่เท่ากัน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกอยู่

"ประเด็นสำคัญที่ สตง.ให้ความสนใจและตรวจสอบอยู่ คือ การเพาะชำหญ้าแฝก ที่ระบุว่าโครงการนี้ ใช้ระยะเวลาไม่ถึง 3-4 เดือน สั้นกว่าที่ควรจะเป็น และใช้งบประมาณในการเพาะชำหญ้าแฝกมากพอๆ กับการก่อสร้างฝายแม้วด้วย"

 

วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ประธาน กมธ. ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ อนงค์วรรณ เทพสุทิน รมว.กระทรวงทรัพย์ เปิดเผยบัญชีการเงินต่อ กมธ.ตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งอยากให้รัฐมนตรีหรืออธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

"เพราะชาวบ้านที่รับทำฝายยืนยันมาว่า ได้รับเงินค่าจ้างทำฝายไม่เกินฝายละ 1,500 บาท แต่มีการเบิกจ่ายจริงฝายละ 5,000 บาท อีกทั้งมีหลักฐานชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีการทุจริตเกิดขึ้น จึงอยากเห็นบัญชีที่แท้จริง”

งานนี้ อนงค์วรรณ ไม่ชี้แจง โยนให้โฆษกกระทรวงพูดแทน เพราะเธอมองว่าเป็นการหาเรื่องทางการเมือง ...

โฆษกกระทรวง พิเชษฐ์ หวังเทพอนุเคราะห์ ยืนยัน ว่ากระทรวงมีโครงการเพาะปลูกหญ้าแฝกอยู่แล้ว จึงไม่มีการเบิกจ่ายงบประมาณซื้อหญ้าแฝก ส่วนโครงการสร้างฝายมองว่า การตรวจสอบมีนัยยะทางการเมืองและมีวาระซ่อนเร้นอยู่ ทำให้ข่าวที่ออกมาจึงมีการตั้งธงว่าโครงการนี้มีการจ่ายส่วยให้นักการเมือง แต่กระทรวงพร้อมให้ตรวจสอบฝายทั้ง 196,000 แห่ง ที่สร้างเสร็จทั้งหมด แต่หากตรวจพบการทุจริตคอรัปชันโครงการขึ้นจริง ก็พร้อมสอบวินัยข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการ”

สมชาย จารุสัมพันธ์จิต ผอ.สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพย์ฯ ชี้แจงในส่วนของกรมป่าไม้ ได้รับงบจำนวน 100 ล้านบาทใน 3 กิจกรรม คือ การจัดทำฝายต้นน้ำแบบผสมผสานจำนวน 12,840 แห่ง เฉลี่ยฝายละ 5,000 บาท วงเงิน 64.2 ล้านบาท ในเขตพื้นป่าสงวนแห่งชาติ 21 จังหวัดใน 4 ภาค มีผู้รับผิดชอบรวม 74 คนเฉลี่ยพื้นที่ละประมาณ 100 -200 แห่ง อาทิ ป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำแม่คำ - ป่าน้ำแม่สลอง ป่าน้ำจันฝั่งซ้าย จ.เชียงราย 120 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ยวมฝั่งซ้าย จ.แม่ฮ่องสอน 200 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สรอย จ.แพร่ 200 แห่ง ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่สิน - ป่าแม่สาน และแม่สูงฝั่งซ้าย จ.สุโขทัย 200 แห่ง ซึ่งขณะนี้ได้มีการจัดทำฝายต้นน้ำแล้วเสร็จครบทุกแห่ง ตรงตามกำหนดเวลาเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีการเพาะกล้าไม้เศรษฐกิจโตเร็ว จำนวน 16.5 ล้านกล้าวงเงิน 10 ล้านบาท และกล้าแฝก 10 ล้านกล้า วงเงิน 19.3 ล้านบาท

“ขอยืนยันว่า ฝายทุกแห่งที่กรมป่าไม้ จัดทำขึ้นยังอยู่ในสภาพดีและมีความคงทนแข็งแรง ไม่มีปัญหาการพัง หรือชำรุด มีหลักฐานตำแหน่ง พิกัด ภาพถ่าย 4 มุมในแต่ละแห่งอย่างครบถ้วน และได้มีการส่งเอกสารจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการเกือบทั้งหมดมาที่กรมป่าไม้แล้ว หากคณะกรรมาธิการชุดไหนจะเข้ามาตรวจสอบ ก็พร้อมให้ข้อมูลอย่างเต็มที่”

 

เพิ่มเติมคะ...

หมายเหตุ...ภาพฝายแม้วที่นำมาประกอบเรื่อง เป็นภาพจากอินเตอร์เน๊ต ที่นำมาประกอบเรื่อง เพื่อให้ผู้อ่านได้รู้ว่าหน้าตาฝายแม้วมันเป็นอย่างไร ไม่ได้นำมาอ้างอิงว่ามันคือฝายที่ไหน หรือของหน่วยงานใดที่กำลังเป้นปัญหา

ต้องขออภัย !!! ที่ตกหล่นในเบื้องต้น จึงอาจจะทำให้ผู้อ่านบางท่านเข้าใจผิด และมองบทความผิดประเด็นไป

 

เพราะประเด็นคือโครงการนี้ มันใช้งบประมาณสูงเกินจริงไปหรือเปล่า?

โดย ณดาว

 

กลับไปที่ www.oknation.net