วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“เสียงร้อง” ของสองศิลปิน สุชาติ ชวางกูร & ไพจิตร อักษรณรงค์ ความไม่ชอบธรรม กับ ความชังเผด็จการ


เรื่อง : สุทธิคุณ กองทอง

ภาพ : ชวรินทร์ เผงสวัสดิ์,พัฒนฉัตร มุลวงศ์ศรี

“เสียงร้อง” ของสองศิลปิน

สุชาติ ชวางกูร  &  ไพจิตร อักษรณรงค์

ความไม่ชอบธรรม กับ ความชังเผด็จการ






“เสียงร้อง” ของสองศิลปิน

สุชาติ ชวางกูร  &  ไพจิตร อักษรณรงค์

ความไม่ชอบธรรม กับ ความชังเผด็จการ

เมื่อเสียงดนตรีจากศิลปินคนโปรดดังก้องกังวาน เหล่าผู้้ชมต่างส่งเสียงร้องเพลงคลอไปพร้อมกับเสียงปรบมือ ภาพบรรยากาศแบบนี้น่าจะอยู่ในคอนเสิร์ตอะไรสักอย่าง…ทว่าระยะหลังมานี้เรากลับได้เห็นศิลปินหลายคน ร่วมขับขานบนเวทีชุมนุมหรือเรียกสั้นๆ ก็คือท่ามกลางม็อบนั่นเอง 

เป็นเวลานานพอสมควรที่ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางการเมือง คนในสังคมมีความแตกแยก ทางความคิด เกิดการแบ่งพรรค แบ่งฝ่าย กลุ่มหนึ่งคือ พันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) สวมเสื้อเหลืองเป็นเอกลักษณ์ ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สวมเสื้อสีแดง 

แม้ความเห็นที่แตกต่างจะทำให้ทั้งสองฝ่ายจะกลายเป็นเหมือนคู่อริ แต่ขึ้นชื่อว่าศิลปิน ก็ยังคงทำหน้าที่ในการให้ความสุขและความเพลิดเพลินแก่ผู้ฟัง โอกาสนี้ Who? จึงเชิญสองอดีตนักร้องชื่อดัง           ต้น-สุชาติ ชวางกูร กับ จุ๋ง -ไพจิตร อักษรณรงค์  มานั่งจับเข่าคุยกันถึงที่มาของการร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยทั้งสองเสมือนเป็นตัวแทนของศิลปินที่เข้ามาอยู่ในกลุ่มเสื้อเหลืองและกลุ่มเสื้อแดง

/////////

สุชาติ ชวางกูร

เจ้าหน้าที่(รัฐ) แอนตี้รัฐ

หากเอ่ยชื่อ ต้น-สุชาติ ชวางกูร คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นหูมากนัก แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหญ่ (วัย 30 อัพ) ก็จะรู้ว่าเขาเคยโด่งดังในฐานะเจ้าของบทเพลง เหมันต์ที่ผ่านพ้นไป, ดั่งเม็ดทราย และใจรัก เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมอย่างสูงยิ่ง ทั้งนี้ เขาถือเป็นนักร้องชายคนแรกที่ได้รับรางวัล จากการประกวดร้องเพลงในงาน Asia Amateur Singing Contest (AASC) ที่ฮ่องกง

             ปัจจุบันสุชาติเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันระหว่างประเทศ เพื่อการค้า และการพัฒนา (ITD) สังกัด กระทรวงศึกษาธิการ แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ  ทว่านักร้องชื่อดังขวัญใจสาวใหญ่ กลับไม่หวั่นวิตกที่จะถูกเล่นงานจากการเมือง เมื่อตัดสินใจไปขึ้นเวที พันธมิตรฯ จนถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายตรงข้ามมาเป็นระยะ  โดยคุณต้นย้ำว่าไม่กลัวกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจทำเพื่อชาติ …และนี่เป็นความในใจที่บอกผ่านเรื่องราวของการมีส่วนร่วมทางการเมือง

//ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ หาความชอบธรรม

                        ที่ผ่านมามีคนบันเทิงเรียงแถวขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มากหน้าหลายตา อันมีสาเหตุมาจากความรู้สึก ที่สังคมไทยไม่ได้รับความชอบธรรมในการบริหารประเทศของนักการเมือง ซึ่งคุณต้นก็เป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึก ถึงการกระทำอันไม่เหมาะสมกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน เขาเล่าว่า ถ้ามองตัวเขาเป็นศิลปินก็เป็นการให้ความบันเทิง กับทุกคนที่อยากจะฟังเพลงของเขา ไม่ว่าเวทีไหนก็สามารถให้ความสุขกับทุกคนได้ แต่ที่เลือกไปขึ้นเวที พันธมิตรฯ แล้วร้องเพลงนั้น เพียงเพราะอยากให้มองเป็นเรื่องของศิลปินที่ต้องการสร้างความสุข ให้กับประชาชนที่ร่วมชุมนุมมากกว่าอย่างอื่น

            แต่การสร้างความสุขด้วยเสียงเพลงของนักร้องคนดัง ก็สะท้อนถึงความไม่เห็นด้วยกับการ ทำหน้าที่ของนักการเมืองบางส่วนในรัฐบาลชุดนี้ อาทิ การเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมืองบางกลุ่ม ด้วยการพยายามแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน หรือเรื่องของการใช้ความรุนแรง กับพี่น้องประชาชนหลายต่อหลายครั้ง เขาจึงมีความรู้สึกทนดูอยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหว ขณะเดียวกันอยากให้สังคมอยู่บนพื้นฐาน ความถูกต้อง มีศีลธรรม จริยธรรม และอยู่ภายใต้กฎหมาย เดียวกันโดยไม่เป็นเผด็จการพลเรือน แม้การออกมาครั้งนี้จะทำให้ทุกคนรอบข้างเป็นห่วงก็ตาม

            “ผู้หลักผู้ใหญ่ที่เห็นว่าผมมาร่วมกับพันธมิตรฯ ต่างก็จะนำพระหลวงปู่ทวดมาให้เพื่อป้องกันตัว แล้วทุกครั้งที่ไปก็จะมีพระติดตัวไปอีกสององค์ หลวงปู่จันทร์ดี พระพิฆเนศ และตะกรุด(หัวเราะ) ผมจำไม่ได้แล้วว่าผู้ใหญ่ท่านไหนให้ แต่ได้มาก็ดี ทำอะไรก็จะอุ่นใจดี” คุณต้นกล่าวพร้อมโชว์เครื่องราง ของขลังที่นำติดตัวไปด้วยเสมอ

            คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า การขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ย่อมหมายถึงการแสดงตัวและประกาศ ความชัดเจนที่จะ “เลือกข้าง” ทั้งนี้คุณต้นในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับไม่วิตกกังวลกับผล กระทบที่จะตามมา

                        “ที่ผ่านมาผมยังเคยได้เข้าร่วมประชุมกับรัฐมนตรีศึกษาธิการ หลายคนก็มองๆ งงๆ อยู่บ้าง บางคนก็แอบยิ้มๆ แต่ผมไม่ใส่ใจ ผมว่าเขาก็คงเข้าใจว่า เราคิดและมองไม่เหมือนกัน เพราะมีข้อมูลและวิธีการ สังเคราะห์หาเหตุผลและข้อสรุปไม่เหมือนกัน (ยิ้ม) จริงๆ ตั้งแต่ผมไปพันธมิตรฯ กลับมาผมก็รู้ว่าใครบ้างที่ไม่ ชอบเรา แม้ว่าเขาจะไม่แสดงออกแต่ก็เป็นการแอนตี้ผมแบบหลบในก็มี(หัวเราะ)  ”

//มองการเมืองยังล้าหลัง

           เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร ITD เลยขอวิพากย์ระบบราชการไทย ในสายตาคนไทยที่เคยอยู่อเมริกามากเกือบ 20  ปี โดยเขามองว่า ประเทศสหรัฐอเมริกามีการ แบ่งการบริหารประเทศ  เป็นทั้งระดับชาติและท้องถิ่น การกระจายอำนาจไปสู่ประชาชนจะสูงกว่าของไทยมาก เพราะนำอำนาจลงไปสู่คนท้องถิ่น คนในท้องถิ่นนั้นๆ จะต้องรับผิดชอบในการบริหารงาน ซึ่งประเทศไทยก็มีการ กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเหมือนกัน แต่คนเหล่านั้นยังไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและอาจยังไม่พร้อม เพราะไม่มีการเตรียมตัวที่ดีพอ

            “เราชอบชิงสุกก่อนห่ามทุกที เหมือนตอน 2475 ผู้นำอาจพร้อมกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ประชาชนยังไม่พร้อม เราถึงได้เป็นอย่างนี้  เราทำโครงสร้างแล้วไม่ได้ให้ความรู้อย่างถูกต้อง ทำให้เห็นข่าวยิงฆ่านายก อบต. เพราะขัดผลประโยชน์กันเอง  แต่ที่ผมไปอยู่ในอเมริกา การบริหารงานท้องถิ่นของเขาจะเข้าถึงประชาชนทุกคนจริงๆ แค่ถนนจะมาตัดผ่านหมู่บ้าน  เขาจะต้องเรียกสมาชิกหมู่บ้านมาประชุม เพื่อลงมติว่าจะเอาหรือไม่ แล้วยังมีการศึกษาถึงผลกระทบ สภาพแวดล้อม ซึ่งบ้านเราเคยมีเหมือนกัน  แต่ยังน้อยมาก เพราะบ้านเราใครที่คิดต่างก็จะโดนหาว่าบ้า หรือจะถูกกล่าวหาว่าทำตัวทำให้วุ่นวาย เผลอๆ โดนเก็บเอาด้วย ทำให้เห็นว่าบ้านเรายังล้าหลังอเมริกาประมาณ 50 (มั้ง) ” เขาทำเสียงเข้มแบบนักการเมืองมืออาชีพเลยทีเดียว

//ถึงเวลาอาจเล่นการเมือง

            วิจารณ์การเมืองแบบออกรสออกชาติ จึงถามเรื่องอนาคตว่า  สนใจจะเดินบนเส้นทางการเมืองหรือไม่ เขายิ้มแล้วตอบว่า “ผมก็สนใจการเมืองเหมือนกัน แต่ตอนนี้ยังไม่พร้อม เพราะผมยังอยากใช้ความสามารถ ของผมไปสนับสนุนการพัฒนาบ้านเมือง ในฐานะเป็นนักบริหาร นักวิชาการไปก่อนดีกว่า ถ้าวันนี้เรายังไม่ได้ ปลูกฝังประชาชนที่ต้องมีส่วนร่วมให้ได้รับรู้เข้าใจกับการเมือง ก็คงไม่สามารถทำให้ระบบการเมืองไทยดีขึ้นได้”

            อย่างไรก็ดี นักร้องคนดังยังให้ความเห็นถึงการเมืองที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ของคนเล่นการเมืองว่า “เวลาที่คนไปเป็นนักการเมือง ก็จะเรียกว่า ไปเล่นการเมือง แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องเล่น หรืออีกประโยคหนึ่งที่ชอบ พูดกันว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก พอพูดกันออกมาแบบนี้ก็ทำให้คนเกิดทัศนคติที่ไม่ดี ตรงนี้อยากให้ เปลี่ยนคำว่า การเมืองเป็นเรื่องสกปรก เป็นการเมืองเป็นเรื่องของทุกคนรวมถึงเด็กที่เกิดใหม่ 

             “เราจะเห็นได้ว่าการเมืองไม่ได้อยู่ที่ภาคใต้ แต่คนภาคใต้จะรู้แล้วมีความเข้าใจในเรื่องการเมือง มากกว่าคนไทยตามท้องถิ่นอื่นๆ รวมทั้งกรุงเทพฯด้วย ไปภาคใต้เช้า ๆ จะเห็นผู้คนมานั่งกินกาแฟ แล้วคุยเรื่องการเมือง คงไม่ได้ไปนั่งคุยกันว่า น้องอั้มจะไปตบกับใครอะไรแบบนี้” เขากล่าวด้วยเสียง หัวเราะเป็นการปิดท้าย ซึ่งจะว่าไปทั้งหมดล้วนเป็นมุมมองทางการเมืองของ “สุชาติ ชวางกูร” ที่แอบหวังให้การเมืองไทยพัฒนาสู่ระดับสากลในอีกไม่ช้า  



////////

เพื่อนรัก นปช.

ไพจิตร อักษรณรงค์

            อีกฝากฝั่งของการชุมนุมที่เปรียบเสมือนมวยฝ่ายแดง นั่นคือ กลุ่ม นปช. หลายคนคงได้เห็นคุณจุ๋ง -ไพจิตร อักษรณรงค์ นักร้องชื่อดัง ผู้เคยโด่งดังจนเป็นที่รู้จักทั่วประเทศในการออกอัลบั้มคู่กับ กุ้ง- กิตติคุณ เชียรสงค์ วันนี้เธอยังรับงานร้องเพลงควบคู่ไปกับการเป็น นักจัดรายการวิทยุคลื่น FM.105  คู่กับ วิสา คัญทัพ  นักแต่งเพลงเพื่อชีวิต โดยใช้ชื่อรายการว่า “กุญแจเมืองไทย” ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.30-21.00 น. 

และล่าสุดเธอยังไปร่วมปฏิวัตินัดรวมพล นปช. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน แถมยังได้ร้องเพลงขับกล่อมกลุ่ม คนเสื้อแดงให้ได้ฟังกันอย่างชื่นมื่น หลายคนอาจอยากรู้ว่าเหตุไฉนเธอจึงลุกขึ้นมาเป็นแนวร่วม นปช. และเพื่อไขข้อข้องใจ นักร้องรุ่นใหญ่ยอมเปิดใจครั้งแรก…

//ร่วม นปช. เกลียดเผด็จการ

            ระบอบเผด็จการ ปฏิวัติ รัฐประหาร เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เธอขออาสาเข้ามาเป็นแนวร่วม นปช. เนื่องจากไม่ชอบเผด็จการ ประกอบกับมีเครือข่ายเป็นกลุ่ม คปก. หมายถึง เครือข่ายประชาชนปกป้อง ประชาธิปไตย ซึ่งแนวคิดของ คปก.กับ นปช. มีจุดยืนที่คล้ายคลึงกันในการต้านเผด็จการ ไม่เอารัฐประหาร

            “ตัดสินใจเข้ามาร่วมกับเขาตั้งแต่ยังเป็นชื่อ นปก. ที่มีการชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวง พอไม่ติดงานร้องเพลงก็จะไปร่วมชุมนุมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้คิดว่าจะสร้างความแตกแยก แต่คิดเพียงว่าเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน ก็ไม่รู้จะกลัวอะไร” เธอพูดด้วยท่าทางและสีหน้าเคร่งครึม

//เสียงต้านประนามคนขายชาติ

            ณ เวลานี้คงเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ที่ศิลปินนักแสดงหรือนักร้องเปิดตัวเข้าร่วมชุมนุม กับกลุ่มใดก็ตามก็จะถูกคนรอบข้างเสียดสีสารพัด ซึ่งคุณไพจิตรก็ไม่ต่างกัน             “ถูกด่าตั้งแต่ไปชุมนุมที่ท้องสนามหลวงแล้ว ถูกว่า หยาบๆคายๆ บางทีต้องไปรับงาน ร้องเพลงตามสถานที่ต่างๆ แล้วอยู่คนละฝ่าย ก็มีคนพูดใส่ว่า อย่าไปจ้างเลย_ีไพจิตร มันขายชาติ  มีคนต่อต้านมากเหมือนกัน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอย่างมีอารมณ์ แต่ไม่ได้ทำให้เธอท้อแท้กับสิ่งที่ได้ทำ

            “ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร เพราะเรารู้ว่ากำลังทำอะไร เขาว่าถึงขั้นว่าไปชุมนุมรับค่าจ้างมา อยากบอกว่าถ้าได้ค่าจ้าง  คงไม่ต้องวิ่งรับงานร้องเพลงทำงานงกๆแบบนี้(หัวเราะ) วันนี้ก็ยังใช้ชีวิตปกติ เพราะคิดว่าถ้าเราคิดดี ทำดี มันก็ต้องได้สิ่งดีๆกลับมา ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้องมีจุดยืนชัดเจน  บางครั้งไปร่วมชุมนุมก็ยังไปเจอกันแบบไม่ได้นัดหมายก็มี ทำให้รู้ว่าทุกคนไปกันด้วยใจ

            “ที่บ้านก็เป็นห่วง ขนาดคุณพ่อจะโทรมาตลอดว่าเป็นยังไงบ้าง คุณพ่อจะบอกเสมอว่าทำไปเถอะ เพราะเราทำเพื่อประเทศชาติ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนที่ไปก็กลัวเหมือนกัน ส่วนกระแสที่ต่อต้านเรามันแรง กับข่าวว่าทหารจะออกมาปฏิวัติ แต่ถ้าทหารปฏิวัติอีก  ประเทศไทยก็ถอยหลังลงคลองเลย จากที่บ้านเมืองกำลังรุ่งๆ ก็ต้องถอยลงคลองทุกครั้ง ดังนั้น จุดยืนของเรามีอย่างเดียวคือการต้านรัฐประหาร ส่วนใครจะทำอะไรนอกจากนี้  เราไม่เกี่ยว” เธอเน้นน้ำเสียงหนักแน่นกับจุดยืนที่มี


// ไม่ใช่ทาสทักษิณ 

            เมื่อบ้านเมืองยังไม่สงบอยู่แบบนี้ อดีตนักร้องคนดังจึงให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันบ้านเมืองค่อนข้างจะรุนแรงไม่ปกติ ย้อนไปสมัยก่อนการเมืองจะเคารพกฎกติกา ใครที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาตามกฎกติกาก็จะยอมรับกัน แต่วันนี้การเมืองไทยมันไม่ใช่  มีการแบ่งฝ่ายชัดเจน ไม่ใช่พวกก็จะถูกปฏิเสธ ทั้งนี้ ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปีประเทศไทยจะพัฒนาเหมือนอเมริกา  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การ เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่สู้กันเกือบตาย ที่สุดคนส่วนใหญ่ก็ยอมรับผลการเลือกตั้ง ที่ไม่ใช่ลากตั้งแบบไทย

            “เราเป็นนักร้องก็เหมือนกับนักการเมืองที่ได้ใกล้ชิดกับประชาชน เชื่อไหมว่าแฟนเพลงที่เข้ามา ต่างก็มีความคิดคล้ายๆ กัน ตรงนี้มันก็แล้วแต่มุมมองของคน บางคนก็มีพูดเหมือนกันว่า เห็นยายไพจิตร ไหมเป็นทาสทักษิณ อยากบอกเลยว่าไม่ใช่ เพราะจริง ๆ กับคุณทักษิณก็ไม่ได้รู้จักกันเลย แต่เราเคารพเขา เพราะเขามาจากการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎกติกา ส่วนคุณทักษิณจะทำถูกหรือทำผิดก็ต้องให้กฎหมาย เป็นคนจัดการ และให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ไม่ใช่มาใช้ศาลเตี้ยตัดสิน”

//สู้เพื่อประชาธิปไตย

            แม้ความคิดทางการเมืองจะแบ่งฝ่ายอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ไม่ได้ทำให้งานร้องเพลงลดลง เธอบอกว่า คิวงานร้องเพลงตอนนี้ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่กลุ่มที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็จะไม่จ้างไปร้องเท่านั้น ส่วนฝ่ายที่รัก นปช. ก็จะจ้างเป็นส่วนใหญ่ ถ้ามองแล้วชีวิตก็ยังปกติไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะยังรักในอาชีพร้องเพลง แม้จะถูก ทาบทามให้เล่นการเมืองก็ตาม แต่อดีตนักร้องชื่อดังก็ปฏิเสธไปทุกราย ด้วยคิดว่าการเป็นนักร้อง ก็สามารถทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้

            “ที่ผ่านมาได้ออกไปสัมผัสกับประชาชน รวมทั้งแฟนเพลงหลายคนจะถาม ต่อไปบ้านเมืองจะเป็นยังไง ตรงนี้เราก็ได้แต่ห่วง จะทำอะไรได้ไม่มาก เราก็ได้แค่ออกไปแสดงพลังเพื่อต้านรัฐประหารให้เสร็จสิ้น แล้วก็กลับไปทำงานร้องเพลงเหมือนเดิม ขอต่อสู้เพื่อดึงประชาธิปไตยกลับมาให้ได้ เพราะประชาธิปไตยของเรา ตอนนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่เราเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง  ที่ต้องการปกป้องประชาธิปไตยเอาไว้เท่านั้น”

            ความรู้สึกจากใจของ “ไพจิตร อักษรณรงค์” ที่ขอเดินหน้าต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตยให้ไร้เผด็จการ..


ติดตามเรื่องราวดีๆได้ที่ WhO? Magazine ฮู แมกกาซีน ทุกวันอังคาร

    http://www.whoweeklymagazine.com/

 

โดย ท่านเจ้าคุณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net