วันที่ จันทร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

3 วัน ผัน ร้าย เป็น รัก


ผมปัดฝุ่นความรู้สึกเก่าๆ ของหน้าที่ผู้ออกแบบการจับปูใส่กระด้ง

ด้วยการทำค่าย “เยาวชน”

ก่อนหน้านั้น  หลายปีมาแล้วที่ทีมงานของเราทำ...แล้วสำเร็จ

งานนี้ บขส.(บริษัท ขนส่ง จำกัด) เป็นคนจ่ายเงินให้ทำ

ก่อนหน้าผมเคยเข้าไปนำเสนอตามคำเชิญของบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง

ที่บอกว่า “อยากทำอะไรเพื่อสังคม”

แล้วผมก็จบการนำเสนออย่างเซ็งๆ ด้วยการตอบคำถามที่ว่า

“เราจ่ายไปเท่านี้  แล้วจะได้อะไรคืนมา”

ผมตอบเพียง “คุณจะไม่ได้อะไร"  นอกจาก “บุญ”

บุญที่อาจจะไม่ได้ส่งอานิสงค์ให้พวกคุณได้โบนัส ณ สิ้นปีด้วยซ้ำ

ผมเรียกพวกตั้งคำถามแบบนี้ว่า “พวกทำบุญ 20 บาท อธิษฐาน 3 แสน”

  

  

 

 

  

เราเรียกงานประเภทนี้ว่า CSR (Corporate Social Responsibility)

งาน “คืนกำไรสู่สังคม”  อาจทำให้คุณได้หน้า  แต่อย่าหวังกำไรซ้ำซ้อน

ไม่ผิดหรอกครับ ที่ภาคธุรกิจจะตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์กลับคืน

เพียงแต่งานคืนกำไรสู่สังคม  ถ้าคุณยังไม่พร้อม

อย่าริอ่านทำ  เพราะมันเป็นงานบุญ  เดี๋ยวจะบาปซะเปล่าๆ

      

 

 

 

 

 

  

คุยกับ บขส. เจตนารมณ์ชัดเจนว่าต้องการให้โอกาสเด็ก

ให้แบบไม่หวังว่าจะต้องได้อะไรกลับคืน...

ไม่หวังกระทั่งว่าเด็กต้องมาเป็นลูกค้าขึ้นรถ บขส.

ผมจึงรับปากทำงานนี้ทันที

เจอผู้ใจบุญจริง

ผมเริ่มแปลโจทย์ง่ายๆ ว่าด้วย “การเดินทาง”

การเดินทางพาเราไปในที่ไม่เคยไป

การเดินทางพาเราไปพบความสุข

การเดินทางพาเราไปพบประสบการณ์ใหม่ๆ

การเดินทางพาเราไปพบมิตรภาพ

การเดินทางให้อะไรมากกว่าที่เราคิด

ฯลฯ

แล้วมันก็กลายเป็น “ค่ายเยาวชนนักเดินทาง”

ผมอยากเห็นเยาวชนรู้จักมีความฝัน

ผมอยากเห็นเยาวชนรู้จักแบ่งปันเรื่องราวดีๆ

ผมจึงคิดคอนเซ็ปต์ของงานนี้ว่า “ร่วมเก็บเกี่ยวฝัน  แล้วแบ่งปันให้ผู้คน”

                    

        

 

  

   

  

  

  

   

  

  

 

  

  

3 วัน 2 คืน ที่พวกเขามาอยู่ด้วยกัน 

จากต่างโรงเรียน จากต่างวัย

แต่ไม่สำคัญถ้าทุกคนอยากเก็บเกี่ยวฝัน แล้วอยากแบ่งปันให้ผู้คน

องค์ความรู้ในเรื่องสารคดีท่องเที่ยว คือเนื้อหาที่เราให้เด็กๆ 40 ชีวิต

พวกเขาไม่เคยมากรุงเทพฯ แล้วเขาก็ได้มาอ้วก มาเมารถติดในกรุงเทพฯ

มาสัมผัสกับการดูแล กินดี อยู่ดี เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้

ที่สำคัญด้วยวิธีที่ไม่เคยเจอในกระบวนการเรียนการสอนภาคปกติ

บขส.ไม่ได้ให้ “การเดินทาง” กับเขา แต่กลับให้ “โอกาส”

อ่านเรื่องราวที่พวกเขาเขียนในวันสุดท้าย จึงได้รู้ว่า...

วันแรกที่มาหลายคนอยากกลับบ้าน  เขารู้สึกเลวร้ายกับสิ่งที่ได้สัมผัส

แต่เวลาผ่านไป 3 วัน พวกเขา...ไม่อยากกลับบ้าน

อยากอยู่ต่ออีกหลายๆ วัน  เรื่องร้ายๆ กลายเป็นเรื่องรักๆ

ตรงข้ามกันสิ้นเชิง ทีมงานของพวกเรา...

“อยากกลับบ้าน” เพราะเหนื่อยล้าแทบสิ้นแรง

      

  

 

 

  

  

 

  

  

การล่ำลาของคืนวันส่งเด็กๆ ขึ้นรถกลับบ้าน...อุบลราชธานี

น้ำตาแทบท่วมห้อง  ทั้งพี่ๆ เจ้าหน้าที่ บขส.ทั้งน้องๆ ผู้มาเก็บเกี่ยวฝัน

ร่ำไห้กันระงม  ยกเว้นทีมงานเราที่ยังนิ่งอยู่ได้  ทั้งที่อาลัยไม่แพ้กัน

ผมสรุปงานให้ทีมฟังว่ามันคือ “น้ำตาแห่งโอกาส”

มนุษย์ทุกคนต้องการโอกาส

เขาจะซาบซึ้งกับทุกคนที่ให้โอกาส  มากพอกับที่โอกาสทำให้เราซาบซึ้งต่อกัน

ในฐานะคนทำงาน โอกาสที่ผมได้รับ  ได้ทำไปแล้ว  จบภารกิจแล้ว

โอกาสที่เด็กๆ ได้รับอาจเบ่งบานต่อไปเป็นดอกใบของความดี

คิดดี ทำดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กับคนอื่นๆ  เพราะเขาเคยได้โอกาสจากคนอื่นนั่นเอง

อยากให้องค์กรต่างๆ ที่มีกำไร ให้โอกาสใครๆ ในสังคมบ้าง

ให้โอกาสแบบ บขส. ที่ไม่ได้ถามว่า “จะได้อะไรกลับคืนมา”

เพราะ “ความดี” ที่ได้กลับคืนมา

น่าจะเพียงพอสำหรับโอกาสที่ได้ทำ... “ความดี”

     

      

      

     

 

      

*** ขอมอบเครดิตภาพทุกภาพจากผลงานปลายนิ้วชี้ของ BG - เสือน้อย ครับ ทว่าตอนย่อภาพลืมเอาลายน้ำชื่อผมออกเลยติดมาเสมือนว่าถ่ายเอง คริ คริ มั่วนิ่มซะเนียนเลย ดูฝีมือถ่ายรูปดีขึ้นทันตาเห็น

     

โดย khunrin

 

กลับไปที่ www.oknation.net