วันที่ พุธ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... The POWER Games: Surrender Tactic


QUOTE OF THE DAY

“Hate cannot drive out hate; only love can do that.” Dr. Martin Luther King Jr.

“Those who do not learn from history are doomed to repeat it.” Philosopher George Santayana

 ในกฎแห่งอำนาจข้อที่ 22 ของ Joost Elffers ในหนังสือ The 48 Laws of POWER concise edition ของ  Robert Greene  กล่าวไว้ดังนี้

Law 22

USE THE SURRENDER TACTIC: TRANSFORM WEAKNESS INTO POWER

ในสถานการณ์ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำหรือตกอยู่ในความเสียเปรียบคู่ต่อสู้ อย่าไปตอบโต้แต่ให้ใช้วิธี (ทำเป็น) ยอม การยอมช่วยต่อเวลาหายใจ ช่วยประวิงเวลาและช่วยให้คู่ต่อสู้ย่ามใจ จงอย่าปล่อยให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสแห่งชัยชนะจากการต่อสู้ได้ แต่จง(ทำเป็น)ยอมเสียก่อน เป็นการพลิกสถานการณ์ให้เขาคาดไม่ถึง 

การตอบโต้เกินกว่าเหตุไม่ได้ช่วยอะไรแต่เป็นการสร้างปัญหาที่ไม่รู้จบเมื่ออีกฝ่ายก็ต้องตอบโต้กลับมาอีก การคิดว่า "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" เป็นคำตอบให้ลองวิธี "(ทำเป็น)ยอม" ไม่ขัดขืน ไม่ต้อต้าน ไม่สู้กลับ หันข้างเข้าใส่ ไม่เผชิญหน้า จะทำให้คู่ต่อสู้เคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูกอยู่พักหนึ่ง เมื่อนั้นแหละที่อำนาจจะอยู่ในมือเรา ในฐานะผู้ควบคุมสถานการณ์เพราะการ(ทำเป็น)ยอม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการใหญ่ที่จะลวงให้คู่ต่อสู้เพลี่ยงพล้ำนั่นเอง

หลักการสำคัญอยู่ตรงนี้!

ในการ(ทำเป็น)ยอมนั้น แม้ภายนอกจะแสดงว่าเราอ่อนกว่า แต่เราตั้งมั่นอยู่ภายใน ไม่แสดงอารมณ์ตอบโต้ ความก้าวร้าวจากอีกฝ่ายก็พลอยลดระดับ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่เกิดอารมณ์ตอบโต้ขึ้น(ให้เสียแผน) เรามีเวลามีที่ว่างมากขึ้นที่จะพลิกสถานการณ์เอาชนะคู่ต่อสู้ได้

ในเวลาที่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ การ(ทำเป็น)ยอม ย่อมดีกว่าการใช้ความรุนแรงโต้ตอบ และย่อมดีกว่าหนี


เมื่อใดได้อยู่สูงสุดฟ้า                 เมื่อนั้นคือเวลาถอยหลัง
เพลี่ยงพล้ำเมื่อใดย่อมพัง          คู่ต่อสู่อาจล้ำกว่าเรา
แม้ก่อศึกรุกไล่ให้เขาแพ้           อย่าหลงแต่โง่งมมีชัยเขา
อาจโดนเกมพลิกตลบหลังเอา    เจ็บแสบไม่เบาเพราะเขลาไป
อยากชนะก็ต้องรักษาสติ            อารมณ์ปริแปรปรวนป่วนไปใหญ่
ทุกย่างก้าวเอาสมองเดินนำไว้    เร่งแล้วพ่ายเสียเวลาเสียท่าเอย


APPLY Rule No. 22

กฎข้อ 22 ในเกมแห่งอำนาจนี้ มีใครใช้อยู่หรือเปล่า ไม่อาจทราบได้ แต่ก็เป็นแง่คิดหนึ่งสำหรับการต่อสู้ ไม่ว่าจะต่อสู้ในเรื่องอะไร รวมทั้งการต่อสู้กับจิตใจตัวเองด้วยค่ะ การมุ่งแต่เอาชนะอย่างเดียวโดยไม่ดูให้ดีว่าคู่ต่อสู้กำลังคิดอะไร ทำอะไรอยู่อาจจะทำให้เพลี่ยงพล้ำและต้องพ่ายแพ้ในที่สุด ซึ่งการแพ้ในบางกรณีอาจจะหมายถึงการสูญเสียอิสรภาพ ทรัพย์สิน เลือดเนื้อและชีวิต  หรืออาจจะมากกว่านั้น.......

สู้กับใครไม่ยากเท่ากับสู้กับตัวเอง !

ส่วนการต่อสู้กับจิตตัวเองที่ซ่อนอยู่ลึกๆในตัวเรานั้น ให้คำนึงไว้เสมอว่า เรากำลังต่อสู้กับจิตที่มีประสบการณ์มามาก (ถ้าเชื่อว่า คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย ตายแล้วต้องเกิดใหม่ก็อ่านต่อได้ค่ะ) เพราะเขาได้สั่งสมอะไรต่อมิอะไรมามากกว่าเราหลายภพหลายชาติ อาสวะกิเลส (กิเลสอันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน) ย่อมมีติดมามาก การที่เราจะสลัดกิเลส ความเคยชิน อะไรทั้งหลายแหล่ที่ติดค้างอยู่ในจิตนั้นให้หมดไป ไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เราอายุเท่าใด จิตเดิมของเราอายุเท่าใด (มิอาจนับได้) การต่อสู้กัน น่าจะเข้มข้นไม่เบา ดังนั้น หากจะเอาเทคนิก (ทำเป็น)ยอม มาใช้บ้างก็คงจะดี คือให้จิตเดิมเขาได้แสดงตัวออกมา แล้วเราก็พิจารณาตามไป พิจารณาให้ลึก ว่าที่จิตกำลังคิดอยู่นั้นคิดอะไร พอพิจารณาแล้วเห็นว่าเริ่มไร้สาระเพราะเต็มไปด้วยอกุศล  เต็มไปด้วยกิเลสและอกุศลทั้งหลาย อาทิ โลภะ โทสะ  ราคะ โมหะ ฯลฯ  ก็รีบเข้าควบคุมสถานการณ์ด้วยการ "หยุด" ความคิดนั้นเสียแล้วให้สติเป็นอาวุธ มาล้างความคิดไร้สาระนั้นให้หมดไปด้วยเหตุด้วยผล ด้วยการยกเอาขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) มาพิจารณาประกอบกับกฎไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) คิดอะไรก็พิจารณาลงไป ให้สติรู้ตลอดว่ากำลังคิดอะไร ความคิดนั้นมีที่มาจากกิเลสตัวไหน อะไรเป็นสาเหตุ อะไรจะช่วยดับกิเลสนั้น .......พระพุทธองค์ทรงสอนให้พวกเรารู้ว่า  "ทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่คงที่ เป็นทุกข" เป็นความจริงที่สุด พิจารณาไปจนเห็นว่าทุกอย่างมัน........ น่าเบื่อหน่าย ...... ไม่น่ายึดถือ ........ พิจารณาไปจนตระหนักว่า "การปล่อยวาง" "การวางเฉย" "การเห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน" หรือการมี "สัมมาสติ" นั้นเป็นที่สุดของการละวางความทุกข์ทางใจทั้งปวง ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้

"เธอจงประพฤติปฏิบัติดังต่อไปนี้   ในสิ่งที่เธอเห็นนั้น   จงสักแต่ว่าเห็น   ในสิ่งที่เธอได้ยิน  จงสักแต่ว่าได้ยิน   ในสิ่งที่เธอได้ดมกลิ่น  จงสักแต่ว่าดมกลิ่น   ในสิ่งที่เธอได้ลิ้มรส  จงสักแต่ว่าได้ลิ้มรส  และในสิ่งต่าง ๆที่เธอได้สัมผัสนั้น  จงสักแต่ว่าได้สัมผัส  อย่าได้มีตัวตนของเธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้  ให้เป็นสักแต่ว่า  ให้เห็นว่าเป็นสิ่ง ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป   เสียงมากระทบหู  รับรู้  แล้วก็ดับไป  อย่าเอาตัวตนไปรับรู้  ว่าเราได้ยิน   เราได้ฟัง  เราได้เห็น  ให้เอาตัวรู้เป็นผู้รับรู้  คือ เวลาเห็นอะไรก็สักแต่ว่าเห็น   ให้รู้ว่าได้เห็น  แล้วก็ปล่อยวางตามความเป็นจริงไม่ไปยึดไปถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล ว่าเป็นหญิง  เป็นชาย   เป็นเขา  เป็นเรา   ว่าดีหรือชั่ว  คือให้สักแต่ว่าเห็นเฉยๆ   ได้ยินเฉยๆ   ได้ฟังเฉยๆ    ได้ดมกลิ่นเฉยๆ   ได้สัมผัสสิ่งเหล่านี้เฉยๆ  ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง  เกิดขึ้น ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไป   ผ่านไป"

จิตเดิมคิดอะไร ปล่อยให้คิด แต่เอาสติตามพิจารณาไว้ตลอด ถ้าจิตเดิมใสกว่าก็พิจารณาด้วยเหตุผลอีกนั่นแหละ เข้าใจเรื่องหนึ่งแล้ว ยังมีความคิดเรื่องใหม่อีก ก็พิจารณาตามความคิดไปเรื่องที่มาใหม่นั้นอีก จากอีกเรื่องหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งไปเรื่อยๆ  จากความคิดตามไปพิจารณาคำพูด พิจารณาการกระทำ ..... ต่อไปจะได้ คิด-พูด-ทำ เฉพาะเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ดีกว่าแน่นอนค่ะ

ถ้าจะพูดให้ฟังง่ายๆก็คือ ใช้คติไทยโบราณที่ว่าให้ "คิดก่อนพูด  และ คิดก่อนทำ"   ก็ได้ค่ะ

ดังพระราชดำรัสขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 10 กรกฎาคม 2540 ความยกมาบางตอนว่า

" ความคิดนั้นเป็นแม่บทใหญ่ของการพูดและการกระทำ เพราะกิจที่จะทำคำที่จะพูดทุกอย่างล้วนสำเร็จมาจากความคิด การคิดก่อนพูดและก่อนทำจึงช่วยให้บุคคลสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควร หยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง "

และจาก ส.ค.ส. พระราชทานเมื่อปี 2540 ทรงสอนพวกเราไว้ว่า

"คิดก่อนพูด พูดแล้วทำ ทำหลังคิด คิดก่อนทำ ทำแล้วพูด พูดหลังคิด"
คงจะยังไม่ลืมเลือนกันนะคะ


วันนี้เริ่มด้วยเรื่องกฎแห่งอำนาจ มาจบด้วยธรรมะและพระราชดำรัสของในหลวงกันเลยค่ะ
ส่วนใครจะเอาไปโยงกับเหตุการณ์อะไรก็ตามแต่ศรัทธาค่ะ

วุ่นวายจริงหนอ...... ใครทำหนอ

ขอบคุณที่มาอ่าน มาเยี่ยม และแสดงความคิดเห็นค่ะ

ปิรันญ่า
26 พฤศจิกายน 2551

Happy Birthday คนเกิดวันนี้ด้วยนะคะ

สมุนไพร

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net