วันที่ ศุกร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงพ่อสาลีโข (สมภพ เตชปุญโญ) พุทธอุทยานธรรมโกศล ตอน นารายณ์ปราบยุค เหรียญที่เป็นชีวิตและจิตวิญญาณ


ฉันให้ของที่ดีกับพวกเธอ ขอให้พวกเธอได้นำภาชนะชั้นดีมารองรับไว้ ภาชนะที่ว่านั้นคือ ศีล.....

หลวงพ่อสมภพ เตชะปุญโญ หรือหลวงพ่อสาลีโข แห่งพุทธอุทยานธรรมโกศล จังหวัดปทุมธานี ท่านเป็นพระคณาจารย์องค์หนึ่งของเมืองไทย ที่มีคนเคารพกราบไหว้และนับถือในเรื่องของวิชาอาคมอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีคตินิยมในแนวทางนี้

ครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อสมภพมีหลายองค์ องค์ที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้หลวงพ่อ คือปฐมสมภารวัดสาลีโข นามว่า”หลวงปู่เผือก ธัมมะโกศล” หลวงปู่เผือก เป็นพระในสมัยกรุงศรีอยุธยายังคงเป็นเมืองหลวงของไทย

หลวงปู่ท่านได้รับความเชื่อถือว่ามีความเชี่ยวชาญด้านกรรมฐานตลอดจนมีวิชาอาคมแก่กล้า โดยท่านได้ศึกษามาจากสำนักวัดป่าแก้ว

องค์ต่อมาคือ”หลวงพ่อจำปา นารโท” อดีตเจ้าอาวาสวัดสาลีโข หลวงพ่อจำปาท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท หลวงปู่ศุข ท่านเป็นพระในยุครัตนโกสินทร์ ในสมัยท่านยังมีชีวิต สำนักวัดปากคลองมะขามเฒ่า เป็นแหล่งฝึกวิทยายุทธชั้นดีของเมืองไทยทีเดียว

หลวงพ่อจำปาได้สืบทอดวิชาสายวัดปากคลองมะขามเฒ่า โดยได้เปิดการสักยันต์ขึ้นที่วัดสาลีโข ด้วยวิชาอาคมที่ขลังและเห็นผลประจักษ์ ทำให้วัยรุ่นในสมัยนั้นแห่มาเป็นลูกศิษย์เพื่อรับการสักยันต์จากท่านเป็นจำนวนมากพอสมควร

จนกระทั่งทางการได้เพ่งเล็งว่าคนที่มีรอยสักมักเป็นคนที่ชอบเกเรและไม่ใช่คนดี จึงได้เข้าปราบปรามและเข้มงวดกับพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นอาจารย์สัก หลวงพ่อจำปาจึงได้ลงเรือและหลบเข้าไปจำพรรษาอยู่ในทุ่งในสวน และเลิกสักในเวลาต่อมา

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลวงพ่อสมภพ เตชะปุญโญ ท่านจะเชี่ยวชาญอักขระและคาถาอาคม จากทั้งสายวัดป่าแก้วและวัดปากคลองมะขามเฒ่า..

ซึ่งหลวงพ่อมักจะเล่าให้พวกเราฟังเสมอๆว่า ท่านเป็นพระที่โชคดีจริงๆ ที่ได้เกิดมาเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เผือกและหลวงพ่อจำปา ปัจจุบันทั้งหลวงปู่เผือกและหลวงพ่อจำปา ท่านได้มรณะภาพล่วงหน้าหลวงพ่อสมภพ ไปนานแล้วครับ...

ในสมัยที่หลวงพ่อสมภพท่านยังมีชีวิตอยู่ มักจะมีผู้ที่เคารพศรัทธาในตัวท่านเดินทางไปกราบนมัสการท่านเพื่อความเป็นสิริมงคลอยู่เสมอๆ แต่เนื่องจากหลวงพ่อท่านมีสุขภาพไม่แข็งแรง อุปนิสัยไม่ชอบให้ใครรบกวนและชอบที่จะอยู่อย่างสงบๆในสมณะเพศ 

หลายคนจึงอาจผิดหวังในยามที่ไปแล้วไม่ได้กราบนมัสการท่านหรือไปแล้วเจอท่านแต่ไม่ได้รับวัตถุมงคลจากมือของท่าน เรื่องนี้มีที่มาที่ไปและความหมายครับ หลวงพ่อเคยบอกผมว่า

 

“การที่ท่านจะให้ของขลังแก่ใครหรือจะทำสิ่งใดให้ใคร ท่านจะต้องดูความเหมาะสมหรือดูฤกษ์ยามในการให้ที่ดี...”  

ลักษณะอุปนิสัยนี้มีอยู่ในตัวท่านจนถึงวันที่ท่านมรณภาพ.... 

ย้อนกลับมาพูดถึงเรื่องของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่บูชาวัตถุมงคลของท่าน ซึ่งมักจะมีให้พวกเราเห็นอยู่เป็นประจำ ถึงตอนนี้ผมอยากให้เพื่อนๆ ลองถามใจตัวเองดูสิครับ

เรา “เชื่อ” เรื่องของพุทธานุภาพในวัตถุมงคลกันขนาดไหน และถ้าถามกับกลุ่มคนที่นิยมในเรื่องของขลัง แน่นอนครับร้อยทั้งร้อยต้องตอบว่าเชื่อ เพราะถ้าไม่เชื่อก็คงไม่มาเที่ยวเสาะหาวัตถุมงคลกันขนาดนี้ 

  

พุทธานุภาพในวัตถุมงคลที่หลวงพ่อได้จัดสร้างขึ้นมีปรากฏให้เห็นชัดเจน ประเภทดังโป้ง กระสุนไม่ระคายผิว มีให้เห็นประจำ หรือจะเป็นเมตตามหานิยม โชคลาภก็เด่นชัดหากหมั่นบูชาและระลึกถึง บางรายเห็นว่าขนาดนี้ต้องตายแน่ๆ ก็ไม่เป็นอะไรเสียอย่างนั้นแหละ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้นล้วนสอดคล้องกับคำมั่นของหลวงพ่อที่ว่า

“ไอน้ำลายของฉันคุ้มครองศิษย์มาแล้วหลายคน...” 

ถ้าจะว่าไปแล้วผมก็เป็นคนหนึ่งละครับที่เชื่อในเรื่องของอภินิหาริย์และเรื่องของพุทธานุภาพ ไม่ใช่เชื่อแบบธรรมดานะครับ แต่เชื่ออย่างที่เรียกว่า...“สนิทใจ...” 

ถึงตอนนี้อาจมีเพื่อนๆ บางท่านคิดว่าผมช่างเป็นคนงมงายในเรื่องเหล่านี้เสียเหลือเกิน ไม่ขอโต้เถียงครับ เพราะนั่นมันเป็นความคิดของท่าน แต่ “ความสนิทใจ” มันก็เป็นสิทธิ์ของผม

 

เพียงเพราะผมรู้ตัวเองว่า”ทุกอย่างของความเชื่อไม่ใช่เรื่องงมงายโดยปราศจากเหตุผล”  เป็นเหตุผลดังกล่าวเกิดจากการที่ผมได้ทดลองใช้วัตถุมงคลของท่านด้วยตนเองจนประจักษ์ว่าเป็นผลลัพท์ที่เชื่อถือได้...ลองดูได้ครับถ้าเราทำจริงและปฏิบัติได้จริง เราก็จักได้เห็นผลจริง อย่างที่หลวงพ่อสมภพท่านมักพูดเสมอๆ ครับ

 

“คนจริงและทำจริงเท่านั้น จึงจักพบของจริง...” 

ในเรื่องของการสร้างวัตถุมงคล หลวงพ่อสมภพ ท่านเป็นพระที่พิถีพิถันในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ เริ่มตั้งแต่อักขระเลขยันต์ ที่ต้องมีการกำหนดวันลง บางทีบางวันก็ลงได้แค่ไม่กี่ตัว หรือบางทีวันนี้ลงยันต์ตัวนี้เอาไว้และข้ามไปลงยันต์อีกตัวในโลหะแผ่นใหม่ ทำแบบนี้ๆ จนกว่าจะครบตามสูตรของวิชา พอลงได้ครบทุกแผ่น ท่านก็นำทั้งหมดมาหลอมรวมกันแล้วรีดออกมาเป็นแผ่นใหม่

 

“เขียนก็ดูฤกษ์ ม้วนก็ดูฤกษ์ เจิมก็ดูฤกษ์ หล่อก็ดูฤกษ์”

เหรียญรุ่นแรกที่หลวงพ่อสมภพท่านสร้างขึ้นมา คือเหรียญหลวงปู่เผือกนั่งอยู่บนหลังสิงห์ ปี พ.ศ.๒๕๑๐ ด้วยความแปลกใหม่ด้านรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างใหญ่โตขนาดเท่ากลักไม้ขีด บวกด้วยประสบการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆกับผู้ที่บูชาเหรียญรุ่นนี้ติดตัว ส่งผลให้หลวงพ่อสมภพ ผงาดขึ้นมาเป็นที่รู้จักของวงการพระเครื่องอย่างรวดเร็ว

เหรียญรุ่นนี้มีชื่อในวงการพระเครื่องว่า “เหรียญขี่สิงห์” ซึ่งความโดดเด่นของเหรียญรุ่นนี้คือเป็นเหรียญที่มีการบรรจุอักขระเลขยันต์ไว้อย่างมากมาย ผู้ใดได้พบเห็นก็เป็นที่สะดุดตา

ด้วยความหายากและราคาแพงของเหรียญรุ่นขี่สิงห์ หลวงพ่อสมภพท่านได้ตัดสินใจสร้างเหรียญขึ้นมาอีกรุ่นหนึ่งในปี พ.ศ.๒๕๓๔ ซึ่งท่านได้ประกาศิตไว้ว่า เหรียญนี้แหละที่จะมาแทนที่เหรียญขี่สิงห์ ผู้ใดหาเหรียญขี่สิงห์ไม่ได้ก็ขอให้ใช้เหรียญรุ่นนี้เถอะ พุทธคุณและสรรพคุณไม่ด้อยไปกว่ากันเลย

นั่นคือตำนานที่มาของเหรียญที่มีชื่อรุ่นว่า “สีหบรรลือ” ซึ่งสีหบรรลือได้ชื่อว่าเป็นเหรียญที่มีความงดงามและภายในเหรียญได้บรรจงวางอักขระเลขยันต์ ที่มีความสำคัญและบางวิชาก็ค่อนข้างหายากไว้อย่างมากมาย...

ท่านเคยบอกผมเสมอๆว่า ท่านอยากจะทำวัตถุมงคลชุดหนึ่ง ซึ่งมี

“รูปธรรมคือเนื้อหา” และ “นามธรรมคือคุณภาพสูง”  

“....สูงยิ่งกว่าเหรียญขี่สิงห์ เหนือยิ่งกว่าเหรียญสีหบรรลือ...” 

 

ในความต้องการของท่าน..ผมเชื่อครับว่าหลวงพ่อทำได้ ไม่ใช่เพียงแต่หลวงพ่อจะเก่งขึ้นทุกวัน หากแต่หลวงพ่อแตกฉานและเข้าใจความเป็นไปในหลายๆเรื่องเพิ่มมากขึ้นทุกวันอีกด้วย....ตราบจนท่านถึงแก่มรณภาพ วัตถุมงคลชุดนี้ยังคงเป็นเพียง

 

 “จินตนาการบนชนวนโลหะและแผ่นยันต์ที่ต้องใช้คำว่ามากมายมหาศาล”

ที่พูดเช่นนี้เพราะ ทุกสรรพวิชา ทุกอักขระเลขยันต์  หลวงพ่อสมภพท่านได้ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เพื่อที่จะสร้างสรรค์วัตถุมงคลชุดนี้ให้ดีและมีคุณภาพตามที่ท่านต้องการ เรียกกันตามภาษาชาวบ้านว่า มีอะไรเท่าไร ”เทกันหมดหน้าตัก”ทำนองนั้นครับ

 

๒๒-๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ พุทธอุทยานธรรมโกศล ได้สานต่อจินตนาการและความตั้งใจของหลวงพ่อสมภพให้เป็นจริงขึ้นมาครับ ชนวนโลหะและแผ่นยันต์ทั้งหมดของหลวงพ่อ รวมเข้ากับแผ่นยันต์จากพระเกจิอาจารย์ทั่วประเทศอีกหลายร้อยแผ่น เช่นหลวงพ่อตัด วัดชายนา หลวงพ่อมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่ พระอาจารย์ติ๋ว วัดมณีชลขันธ์ ฯลฯ  

ทั้งหมดได้ถูกหล่อหลอมออกมาเป็นรูปหล่อเหมือนหลวงพ่อสมภพ ขนาดบูชาหน้าตัก ๗ นิ้ว และเหรียญ ที่มีชื่อว่า “นารายณ์ปราบยุค” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างวิหารสำหรับนำสังขารของหลวงพ่อที่ไม่เน่าเปื่อยไปเก็บรักษาไว้ให้ลูกศิษย์และผู้ที่เคารพศรัทธาในตัวท่านได้เข้ามากราบไหว้นมัสการ...

 

นารายณ์ปราบยุค กำเนิดขึ้นเพื่อให้เป็นวัตถุมงคลที่มีคุณค่าของแผ่นดิน ตามปนิธารของหลวงพ่อที่ตั้งไว้ มีความหมายถึงการปราบยุคเข็ญ กลียุค ยุคของคนพาล ยุคเสื่อมโทรม

ซึ่งพระนารายณ์คือเทพผู้อวตาลลงมาปราบยุคเข็ญต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้วและกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ผู้ใดได้แขวนเหรียญนารายณ์ปราบยุคแล้วจะมีอำนาจ ปราบปรามคนชั่ว คนคิดร้ายและคนพาล นี่คือความหมายของเหรียญตามความคิดของหลวงพ่อครับ

 

ถ้าจะว่ากันไปแล้ว เป็นที่รู้กันในกลุ่มลูกศิษย์ว่า การที่หลวงพ่อสมภพท่านจะจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นมาสักรุ่นโดยเนื้อแท้ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นเพียงการจัดวางรูปแบบที่สวยงามเพียงอย่างเดียวอย่างที่พวกเราเคยเข้าใจ..  

หากแต่”การจัดวางรูปแบบหรือเค้าโครงต่างๆ..” สำหรับหลวงพ่อสมภพแล้วหมายความว่า “รูปแบบหรือรูปลักษณ์”เหล่านั้นจะต้องผ่านการศึกษาอย่างจริงจัง รวมถึงมีเหตุ มีผล ในการสร้างงานที่ชัดเจน

 

คิดง่ายๆนะครับ ถ้าเราจะสร้างเหรียญหรือวัตถุมงคลขึ้นมาสักรุ่น เราจะต้องรู้จักประวัติของบุคคลในเหรียญ ต้องรู้ว่าบุคคลในเหรียญอยู่ที่ไหน ต้องอธิบายได้ว่าทำไมเราถึงต้องสร้างเป็นบุคคลคนนี้แทนที่จะเป็นบุคคลอื่น 

เป็นความจริงครับในการสร้างเหรียญขึ้นมาสักรุ่น เราสามารถสร้างเป็นรูปอะไรขึ้นมาก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของจินตนาการ ไม่จำเป็นต้องมีอยู่จริง เพียงแต่ว่าเราต้องอธิบายให้ได้ว่ารูปดังกล่าวนี้หมายถึงอะไร...

 

ด้วยแนวความคิดที่ว่า “พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” ท่านได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนาและเป็นผู้คิดประดิษฐ์อักษรไทย ถือว่าท่านเป็นพระผู้ให้กำเนิดและ “พญาลิไท” หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ทรงเป็นนักปราชญ์และกษัตริย์ที่มีความสามารถ

ซึ่งท่านได้พระราชนิพนธ์ “ไตรภูมิพระร่วง” ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องของนรก สวรรค์ ฯลฯ ถือได้ว่าท่านเป็นพระผู้รักษาและธำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา โดยกษัตริย์ทั้งสองพระองค์นี้ ท่านเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วง ยุคสุโขทัยเป็นราชธานี....

 

นอกจากนี้ตาม”ความเชื่อของศาสนาพราหมณ์” เชื่อกันว่ามีมหาเทพสำคัญอยู่สามองค์ ได้แก่พระศิวะ พระนารายณ์และพระพรหม เชื่อกันว่าพระศิวะคือผู้สร้างพระนารายณ์ พระนารายณ์คือผู้สร้างพระพรหม และพระพรหมคือผู้สร้างโลก 

ขณะที่”ลักษณะเฉพาะ”ของมหาเทพทั้งสามก็เป็นมุมมองที่กลับกันกับความเชื่อ..กล่าวคือ พระพรหมคือผู้สร้าง พระนารายณ์คือผู้ที่รักษาและพระศิวะคือผู้ที่ทำลาย…

”สร้าง รักษา ทำลาย..”  โยงใยกับเป็นวงกลม อันหมายถึงการเวียนว่ายตายเกิด ซึ่งสิ่งนี้คือ”กฎธรรมชาติ”ครับ

 

ครับ “ทำลายเพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ..” สิ่งใดที่กำเนิดขึ้นมาแล้วดีก็ให้คงรักษาไว้ เราไม่รักษาเทวดาก็ต้องช่วยพยุงดั่งเช่นพระพุทธศาสนาของเรา ขณะที่สิ่งใดกำเนิดมาแล้วไม่ดีก็ต้องทำลายลงไป เพื่อที่จะให้เกิดการรังสรรค์สิ่งใหม่ๆ  

คงเหมือนกับการสร้างพระเครื่องที่เป็นเนื้อว่านขึ้นมาสักรุ่นละครับ ที่เราต้องขุด ต้องทำลาย ว่านต่างๆมากกว่าร้อยชนิด เพื่อนำมาผลิตเป็นพระเครื่องขึ้นมาหนึ่งองค์ นัยยะนี้แหละครับที่เราเรียกว่า “การทำลายเพื่อการสร้างสรรค์...”

ดังนั้นเหรียญนารายณ์ปราบยุค จึงถูกจัดสร้างให้เป็นเหรียญกลมรูปไข่ มีสองขนาดคือ ขนาดใหญ่ด้านหน้าเป็นนารายณ์ทรงครุฑ ด้านหลังเป็นพ่อขุนรามคำแหงมหาราชส่วนเหรียญขนาดเล็ก ด้านหน้าเป็นรูปหลวงพ่อสมภพ หันข้าง ด้านหลังเป็นพญาลิไท หรือพระมหาธรรมราชาที่ ๑....

 

จะว่าไปแล้วเหรียญ “นารายณ์ปราบยุค” นี้คือ “ความตั้งใจ” ของหลวงพ่อสมภพอย่างแท้จริง เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะว่ารูปแบบที่เราเห็นในเหรียญคือการออกแบบโดยหลวงพ่อสมภพ ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ตลอดจนชนวนมวลสารทั้งหมดก็คือของหลวงพ่อ และก็อย่างที่บอกละครับว่า... 

“เดิมทีแล้วทุกอย่างยังคงเป็นเพียงจินตนาการบนชนวนโลหะและแผ่นยันต์..”  

แต่เพื่อนๆทราบไหมครับว่า “ชนวนโลหะและแผ่นยันต์เหล่านี้” หลวงพ่อได้นำไปปลุกเสกตามฤกษ์ ตามสถานที่ต่างๆ มากว่าห้าปีแล้ว โดยเฉพาะที่อุทยานจังหวัดสุโขทัย

เล่าถึงตรงนี้คงถึงบางอ้อสำหรับลูกศิษย์บางท่านที่สงสัยว่าทำไมหลวงพ่อสมภพในช่วงระยะห้าปีก่อนมรณภาพนี้ท่านเดินทางไปจังหวัดสุโขทัยอยู่บ่อยๆ นอกจากไปนั่งปฏิบัติสมาธิแล้วท่านยังปลุกเสกชนวนโลหะเหล่านี้ไปด้วยตลอดเวลา เคร่งครัดกันขนาดที่ว่า 

“ฤกษ์ดีก็เดินทางไปกันทันที..”

 

ว่ากันว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่นเดียวกับเรื่องความขลัง ที่มีทั้ง “เชื่อมั่น” และ “ไม่เชื่อมั่น” แต่ทั้งหมดนี้มันก็อยู่ที่ใจของเราครับ ว่าเราจะเลือกเอาความเป็นไปด้านไหนให้กับชีวิต... 

ถามผมว่า “ผมเชื่อมั่น” ในเหรียญนี้ขนาดไหน ตอบได้เต็มหัวใจเลยครับว่า “เชื่อ..”

 

จริงอยู่ครับที่ว่าเหรียญนี้หลวงพ่อไม่ได้ปลุกเสก แต่เหรียญนี้ก็ได้ผ่านการพุทธาภิเษกเรียบร้อยแล้ว ในคืนวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ หลังจากเสร็จสิ้นการปลุกเสก “หลวงพ่อสารันต์ วัดดงน้อย” ท่านได้เอ่ยออกมาเบาๆว่า....

  

“เหรียญนี้ดีมาก หลวงพ่อเจ้าของเหรียญชัดเจน..”  

หรือ “หลวงพ่อนพวรรณ วัดเสนานิมิต” ที่กล่าวเย้าเล่นๆกับพวกผมว่า

 

“ครบเครื่องโว๊ย ไอ้ทิด....” ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับวัด 

ในความรู้สึกส่วนตัวผมแล้ว ผมเชื่อว่า “ความศักดิ์สิทธิ์” ของหลวงปู่เผือก ปฐมสมภารของวัดสาลีโข หลวงพ่อจำปา นารโท พระอาจารย์ของหลวงพ่อสมภพ ตลอดจนหลวงพ่อสมภพ ยังคง”ดำรงอยู่เสมอในพุทธอุทยานธรรมโกศล”แห่งนี้ เพราะในวันเททองหล่อรูปเหมือนเท่าองค์จริงของหลวงพ่อสมภพในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑

 

“ทันทีที่เริ่มเททองได้เกิดเหตุการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดและมีนกสีขาว บินวนแบบประทักษิณารอบบริเวณพิธี”  

ท่ามกลางสายตาและเสียงอื้ออึงของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นผมคิดว่าผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์คงเกิดความสงสัยขึ้นในใจ สำหรับตัวผมแล้ว ไม่มีความสงสัยใดๆเลย และไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ผมเชื่ออย่าง“สนิทใจ” ว่าหลวงปู่เผือก หลวงพ่อจำปาและหลวงพ่อสมภพ “รับรู้” 

 

เพราะตลอดเวลาทั้งสองวันได้มีการโยงสายสิญจน์ไปยังธรรมาสน์ที่ตั้งรูปของหลวงพ่อสมภพรูปหล่อหลวงปู่เผือกและรูปหล่อหลวงพ่อจำปา เรียกว่าทั้งเสก ทั้งหล่อ จะใช้สายสิญจน์ที่โยงมาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดนี้

 

ถึงตอนนี้ต้องยอมรับความจริงครับว่าความนิยมของนักสะสมพระเครื่องหรือกลุ่มลูกศิษย์ ถือว่าเหรียญรุ่นเก่าๆของหลวงพ่อสมภพ ที่ได้จัดสร้างขึ้นมีคุณค่าและราคาที่สูงจนบางทีพูดจาประสานักสะสมพระไม่รู้เรื่อง  

“นารายณ์ปราบยุค” ถึงจะไม่ใช่เหรียญที่หลวงพ่อสมภพท่านเสกโดยตรง แต่ผมอยากให้ข้อสังเกตสักนิดครับว่า

ผมคิดว่าการปลุกเสกเหรียญนารายณ์ปราบยุค เป็นเหมือนเพียง “การเอาคาถาอาคม” เข้ามาเคลือบ“แก่นของเหรียญ” และถ้าจะว่าไปแล้ว“แก่นของเหรียญนารายณ์ปราบยุค” มันคือ “ชีวิต จิตใจและความต้องการ” ของหลวงพ่อเลยนะครับ

 

...ขลังหรือไม่ขลัง อยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่แท้หรือเทียม ถูกหรือแพง หรือเป็นรุ่นปีที่หายาก ซึ่งคิดไปแล้วคงเหมือนกับคำสอนของหลวงพ่อสมภพครับที่ว่า...”ความดี เราไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะมันหาได้ที่ตัวเราเอง”..สวัสดีครับ

ขอขอบคุณคุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับรูปภาพ เพื่อนต่อกับคำแนะนำที่มีคุณค่า คุณสมบูรณ์ร้านนายฮ้อ สระบุรีที่คอยให้กำลังใจเสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net