วันที่ เสาร์ มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Why am I so tired (2) ???


ความเงียบในรถรับจ้างสาธารณะ พร้อมกับแสงไฟในยามค่ำคืนของถนนย่านสุขุมวิทที่ผ่านไป ทำให้เกิดความสงบเล็ก ๆ ขึ้นมาในจิตใจ โดยเฉพาะหากจะเปรียบเทียบกับเมื่อ 4-5 ชั่วโมง ก่อนหน้านี้ คงจะเห็นถึงความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นอกจากความเงียบและบรรยากาศยามค่ำคืนที่ทำให้จิตใจรุ่มร้อนเริ่มเย็นลงแล้ว การได้พูดจากับคนที่เข้าใจ รวมถึงบรรดาอาหาร จานแล้วจานเล่าบนโต๊ะอาหารที่ถูกลำเลียงเข้าปาก ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความรู้สึกภายในจิตใจเริ่มดีขึ้น

 

แสงไฟและตึกรามบ้านช่องที่ผ่านตาไป จากแยกเล็ก ๆ ออกสู่ถนนใหญ่ที่การจราจรค่อนข้างคับคั่ง เนื่องจากการปิดช่องทางจราจรบางส่วน เพื่อก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าสายใหม่ จากสายตาที่คำนวณจำนวนยานพาหนะที่เห็น ทำให้นึกต่อไปว่าคงอีกพักใหญ่กว่าจะถึงจุดหมาย  จึงอดไม่ได้ที่จะหยิบอุปกรณ์สื่อสารซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ของมนุษย์ในปัจจุบัน ขึ้นมา แม้อีกใจจะไม่อยากทำลายความเงียบที่ทำให้คิดอะไรไปได้เรื่อยเรื่อย แต่อีกใจก็คอยระแวดระวังว่าอาการคิดอะไรไปเรื่อย อาจจะทำให้วกกลับมาคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อ 4-5 ชั่วโมงก่อน แล้วอาจจะทำให้อะไรที่ดีขึ้น กลับไปแย่ลง หรือ อาจจะแย่ยิ่งกว่าเดิม เพราะฉะนั้นอีกใจที่คอยระแวดระวังจึงบังคับสมองให้กดตัวเลข 10 หลัก เพื่อที่จะได้สื่อสารกับใครสักคน เสียงปลายสายของคนคุ้นเคยทักทายมาอย่างคุ้นหู ประโยคบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ของการพบปะสังสรรค์ที่เพิ่งผ่านพ้นไปก็พรั่งพรูออกมา ใครมาบ้าง กี่คน เมนูคาว หวานคืออะไร  แต่คนคุ้นเคย ก็ยังคงเป็นคนคุ้นเคย ความเคยคุ้นทำให้อีกฝ่ายสามารถจับความผิดปกติบางอย่างจากการสนทนาได้ “มีอะไรหรือเปล่า” ความเงียบจึงเข้ามาแทรกกลางระหว่างการสนทนาอีกครั้ง ใจหนึ่งก็อยากจะบอกเล่าเหลือเกินว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อบ่ายนี้ อีกใจก็เกรงว่าการเอาเรื่องทุกข์ใจมาเล่าสู่กันฟังคงไม่เกิดผลอันใด และนอกจากนั้นยังจะทำให้ผู้รับฟังพลอยไม่สบายใจไปด้วยอีกต่างหาก “เรื่องโปรเจคที่ทำอยู่เหรอ ทำไมล่ะมีปัญหากับผู้ร่วมงานอีกแล้วหรือ” คำถามที่ทำลายความเงียบ และเป็นคำตอบที่ถูกต้องของเรื่องทั้งหมด “อืมม์ ก็ทำนองนั้นแหละ” เมื่อคำตอบคือการยอมรับ เรื่องราวของความขัดแย้งในการทำงานของคน 2 คน จึงถูกถ่ายทอดผ่านกระบอกหูโทรศัพท์ การแสดงความคิดเห็นในบางครั้งของอีกปลายสาย รวมถึงการเป็นผู้สนับสนุนที่ดี ทำให้ผู้ถ่ายถอดไม่คิดจะปิดบังรายละเอียดใดใดอีก หนึ่งในใจความสำคัญคือการถูกตำหนิ จากผู้ร่วมงาน ในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเรื่อง เมื่อย้อนถามกลับว่าหากทำได้ดีกว่าเหตุใดจึงไม่ทำเสียเอง คำตอบที่ได้รับคือ “ไม่ต้องมาประชด ถ้าทำได้เอง ก็ทำแล้ว” คำถามจึงมีต่อไปว่า ถ้าตัวเองทำไม่ได้ แล้วเหตุใดจึงตำหนิผู้อื่น เสียงหัวเราะจากปลายสายพร้อมกับคำพูดที่ว่า “ก็ตลกดีนะ ทำเองไม่ได้ แต่ว่าคนอื่นได้ เขาคิดอะไรของเขาอยู่” ภาพของเหตุการณ์เมื่อ 4-5 ชั่วโมงที่เพิ่งผ่านพ้นไป ผุดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ช่างมันเหอะ” แม้ตัดสินใจที่จะยุติการสนทนาทางโทรศัพท์ในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นเรื่องไว้แต่เพียงเท่านั้น “ไม่เป็นไรหรอก อย่างน้อยเราก็ได้มองเห็นโลกอีกด้าน ผู้ร่วมงานคนนั้นอาจจะพร่ำโทษเราในขณะที่เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนเราก็พร่ำโทษตัวเองว่าทำไมถึงมีกรรม จึงได้มาเจอผู้ร่วมงานแบบนี้ ก็เท่านั้นเอง” คำตอบรับจากความรู้สึกที่แท้จริง “จากนี้ไปเราก็คงต้องรับผิดชอบในส่วนที่เราต้องทำให้ดีที่สุด ใครจะเป็นอย่างไร เราไม่ขอสนใจ แล้วมันก็จะผ่านไป” เสียงยอมรับดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับการให้กำลังใจ รวมถึงบทส่งท้ายก่อนจบการสนทนาว่าถ้ามีอะไรขอให้ส่งเสียงมา ไม่ว่าจะที่ไหน เมื่อไหร่ ยินดีจะรับฟังเสมอ การสนทนาสิ้นสุดลงพร้อมเสียงปิดประตูรถที่ดังกลบความเงียบของซอย สายตายังคงมองตามรถรับจ้างสาธารณะคันนั้นที่แล่นออกไป “จดจำฝังใจทำไมเรื่องร้าวราน ขอให้ความทรงจำผ่านเลยไปเสียที ผ่านวันนี้ไปเรื่องราวที่ไม่ดี พรุ่งนี้คงเป็นเรื่องธรรมดา”.

โดย Phatbo

 

กลับไปที่ www.oknation.net