วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Philadelphia : เกย์ + เอดส์ = อคติ


 

ถึงแม้ Philadelphiaจะเป็นหนังเก่าตั้งแต่ปี ๒๕๓๖  (๑๕ ปีมาแล้ว) แต่ Philadelphia ก็มีความโดดเด่นในแง่ของการนำเสนอประเด็นเอดส์และเกย์ที่ควรนำมาพูดถึง

 

แอนดริวทนายหนุ่มประจำบริษัทก่อสร้างยักษ์ใหญ่ในรัฐฟิลาเดเฟีย ได้รับมอบหมายให้ว่าคดีความ   แต่จู่ ๆ เขาก็ถูกเลิกจ้างแบบสายฟ้าแลบด้วยเหตุว่าเขาทำสำนวนคดีหายในวันว่าความ แต่ในวินาทีสุดท้ายเขาก็สามารถนำสำนวนเข้าห้องพิพากษาได้ทันเวลา

แอนดริวค้นพบว่าเบื้องหลังการถูกเลิกจ้างไม่ใช่อะไรอื่น  สาเหตุเพราะถูกรังเกียจเนื่องจากเขาติดเชื้อ HIV และกำลังป่วยด้วยโรคเอดส์  เขาต้องการฟ้องบริษัทเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายและเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม  เขาจึงขอความช่วยเหลือจากทนายผิวดำ โจ มิลเลอร์ ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นทนายที่กำลังมีชื่อเสียง   แต่ด้วยความรังเกียจโจปฏิเสธทันทีที่แอนดริวเปิดเผยตัวเองว่าเขาเป็นเอดส์  แต่แล้วด้วยความบังเอิญโจได้พบกับแอนดริวอีกครั้งในห้องสมุด  ที่นั่นแอนดริวถูกบรรณารักษ์ห้องสมุดเชิญให้เขาออกไปนั่งอ่านหนังสือในห้องที่จัดไว้ต่างหาก (บรรณารักษ์เห็นว่าแอนดริวกำลังอ่านหนังสือที่เกี่ยวกับเอดส์) นั่นเป็นบรรยากาศที่แอนดริวกำลังถูกเลือกปฏิบัติอีกครั้ง เขาปฏิเสธและยืนยันที่จะอ่านหนังสือที่เดิม นั่นจึงเป็นโอกาสที่ทำให้โจตัดสินใจเข้าไปทักทายและเสนอตัวว่าความให้แอนดริว

 

Philadelphia กำลังนำเสนอความสัมพันธ์เชิงมิตรภาพระหว่างฅนที่ติดเชื้อกับฅนที่ไม่ได้ติดเชื้อ

เมื่อโจว่าความให้แอนดริวครั้งแรกในศาล เขาไม่ได้นึกเฉลียวใจเลยว่าจะเป็นประเด็นอื่นนอกเสียจาก “การรังเกียจเอดส์”  แต่เมื่อสืบสาวเรื่องราวลึกลงไปเขากลับพบว่ารากเหง้าของการเลิกจ้างแอนดริวไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอดส์เพียงอย่างเดียว แต่มาจากการที่แอนดริวเป็นเกย์ด้วย

ดูเหมือนว่า Philadelphia ไม่เพียงแต่นำเสนอประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างฅนติดเชื้อกับฅนไม่ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นอื่น ๆ ทับซ้อนอยู่ด้วย (ดูตาราง)

 

           แอนดริว

            โจ

   ผิวขาว             (ชนกลุ่มใหญ่)

 ผิวดำ              (ฅนชายขอบ)

   ติดเชื้อ HIV       (ฅนชายขอบ)

 ไม่ติดเชื้อ HIV   (ชนกลุ่มใหญ่)

   เอดส์               (ฅนชายขอบ)

 ไม่เป็นเอดส์      (ชนกลุ่มใหญ่)

   รักเพศเดียวกัน   (ฅนชายขอบ)

  รักต่างเพศ       (ชนกลุ่มใหญ่)

 

 

ในสังคมอเมริกันมีความขัดแย้งระหว่าง ชนกลุ่มใหญ่ (Majority) กับ ชนกลุ่มน้อย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฅนชายขอบ (Minority) ในเรื่องชนชั้นวรรณะ / ระหว่างความเป็นฅนผิวดำกับฅนผิวขาว / ระหว่างฅนติดเชื้อกับฅนไม่ติดเชื้อ / ระหว่างฅนเป็นเอดส์กับฅนไม่ได้เป็น / ระหว่างการเป็นฅนรักเพศเดียวกันกับฅนรักต่างเพศ การเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมมักจะถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบจากชนกลุ่มใหญ่เสมอ

ช่วงแรกของหนัง เห็นได้ว่าโจแสดงอาการเกลียดกลัวแอนดริว เพราะแอนดริวป่วยด้วยโรคเอดส์ ขณะเดียวกันโจยังรังเกียจเกย์ (Homophobia) อีกด้วย ทั้งสองกรณีนี้โจอยู่ในฐานะของฅนรักต่างเพศและไม่ได้เป็นเอดส์ โจจึงมีอำนาจเหนือกว่าในการเลือกปฏิบัติต่อแอนดริว ในขณะที่แอนดริวถึงจะเป็นฅนผิวขาวซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าฅนผิวดำก็จริง แต่การที่แอนดริวติดเชื้อ HIV และเป็นเกย์ด้วยทำให้แอนดริวกลายเป็นฅนชายขอบ (หรือชนกลุ่มน้อย) ที่ไร้อำนาจไปโดยปริยาย

ในระดับหนึ่งการเป็นเกย์ก็เป็นความลับที่ต้องปกปิดอยู่แล้ว การเป็นเกย์ติดเชื้อจึงเป็นภาวะชายขอบซ้อนสอง  นั่นก็คือแอนดริวต้องเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติถึงสองระนาบด้วยกัน คือ ระหว่างความเป็นเกย์กับการเป็นผู้ติดเชื้อ ฅนที่เป็นเกย์และติดเชื้อจำนวนไม่น้อยจึงต้องเผชิญกับการปิดบังซ่อนเร้นตัวตนถึงสองด้าน และต้องเผชิญกับความรังเกียจจากสังคมถึงสองเรื่องด้วยกันระหว่างความเป็นเกย์และความเป็นเอดส์

 

ในทางเดียวกันหนังก็แสดงให้เห็นการใช้อำนาจในทางสัมมาทิฏฐิของโจ เมื่อเขาขอคำปรึกษาหมอเกี่ยวกับข้อมูลเรื่องเอดส์เพื่อเรียนรู้ที่จะปฏิสัมพันธ์กับฅนที่ติดเชื้อ HIV อย่างปราศจากอคติ  โจยังทำตัวน่ารักด้วยการถามความเข้าใจเรื่องเกย์จากภริยา เมื่อภริยาเล่าให้ฟังว่าน้าสาวของเธอเป็นเลสเบี้ยน ญาติฅนหนึ่งของเธอเป็นเกย์ เธอเองก็มีเพื่อนเป็นเกย์หลายฅน นั่นจึงทำให้โจเริ่มเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจฅนอื่น ๆ ที่แตกต่างทีละนิด

แต่โจก็ยังคงต้องเผชิญกับภาวะความขัดแย้งภายใน เขารังเกียจเกย์แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะทนายผู้รักษาความยุติธรรมเขาก็ต้องปกป้องสิทธิของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อเพื่อนร่วมงาน (ผิวขาว) ล้อเลียนเขากรณีเขาช่วยว่าความให้แอนดริวว่า ‘เวลาถูกเกย์สวนทวารหน้านายขาวหรือไม่’  โจตอกกลับไปว่า ‘ผมก็คลื่นไส้พวกโฮโมเหมือนคุณ แต่กฎหมาย (ความยุติธรรม) ต้องเป็นกฎหมาย’  ถึงโจจะรังเกียจเกย์อย่างไร ในฐานะทนายผู้ดำรงความยุติธรรมเขาก็ต้องรักษาสิทธิให้กับพลเมืองตามหน้าที่ทนายที่ดี

 

การยอมรับเกย์ของโจเจริญเติบโตมากขึ้นในตอนท้าย เมื่อโจว่าความในชั้นศาลด้วยการขุดรากเหง้าความรังเกียจเกย์ของนายจ้างออกมา  โจดึงเอาความเป็นเกย์ซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัวของแอนดริวออกมาเผยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วนายจ้างรังเกียจที่แอนดริวเป็นเกย์จึงหาทางไล่แอนดริวออกด้วยการวางแผนเอาสำนวนคดีไปซ่อน ทำให้แอนดริวเกือบไปห้องพิพากษาไม่ทัน แล้วใช้เหตุนี้ไล่แอนดริวออกจากงาน

หนังยังมีแง่มุมที่สวยงามของความรักและการจากพราก เมื่อแอนดริวพร้อมจะเผชิญหน้ากับวาระสุดท้ายของชีวิต ในขณะที่มิเกลแฟนหนุ่มต้องการให้แอนดริวมีชีวิตอยู่ต่อ มิเกลคอยดูแลปรนนิบัติจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตแอนดริวมาถึง ซึ่งในที่สุดมิเกลก็เรียนรู้ที่จะยอมรับวาระนั้น  แง่มุมนี้หนังได้ทำหน้าที่สวนความคิดสังคมอย่างสิ้นเชิงเมื่อสังคมมักมองว่าเกย์มักจะรักกันไม่ยั่งยืน  จริง ๆ แล้วมีเกย์หลายคู่ทีเดียว (ทั้งในต่างประเทศและในเมืองไทย) ที่ดูแลกันและกันจนวาระสุดท้ายในขณะที่ฝ่ายหนึ่งติดเชื้อเอดส์กับอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ดูแล

 

สุดท้ายโจมีความกล้าหาญที่จะเข้าไปใกล้แอนดริวบนเตียงในโรงพยาบาล ซึ่งขณะนี้แอนดริวไม่มีแรงแม้แต่จะยกแขนขึ้นทักทาย โจกล้าหาญที่จะเข้าไปสัมผัสตัวของแอนดริว

 

ฉากที่ดูอบอุ่นอีกฉาก เมื่อแอนดริวตัดสินใจต่อสู้คดีความในชั้นศาลในฐานะเกย์ที่ติดเชื้อเอดส์ นั่นหมายความว่าคดีนี้จะต้องดังไปทั่วประเทศ พร้อมไปกับการเปิดเผยชีวิตส่วนตัวของเขาซึ่งอาจมีผลต่อกระทบต่อบุคคลในครอบครัว  เขาขอความเห็นจากสมาชิกในครอบครัวที่มีพ่อแม่พี่น้องนั่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา ทุกฅนต่างยอมรับและให้เกียรติเขาในการตัดสินใจ ในขณะที่เขาอุ้มหลานตัวน้อยในอ้อมกอด  สังคมอเมริกันถึงแม้จะมีความอิสระต่อกัน แต่ถ้าบุคคลในเครือญาติต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างที่มีผลกระทบกับฅนอื่น ๆ ก็ยังมีการประชุมหารือกัน นี่เป็นความสัมพันธ์ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมตะวันตก

จะว่าไป Philadelphia โดยตัวมันเองก็จัดเป็นหนังชายขอบเมื่อเทียบกับหนังกระแสหลัก เพราะ Philadelphia พยายามอย่างเต็มที่ในการนำเสนอเนื้อหาเรื่องราวของฅนชายขอบของฅนเป็นเอดส์และเกย์ ในขณะที่หนังกระแสหลักมักไม่นำเสนอประเด็นเฉพาะเช่นนี้

 

          ตอนจบแอนดริวชนะคดีความ ถึงจะเป็นเพียงแค่ภาพยนตร์แต่อย่างน้อยด้วยวิธีการจบเช่นนี้ก็สร้างกำลังใจให้กับมนุษย์ที่ถูกกดขี่ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในโลกใบนี้ ได้เห็นคุณค่าของการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

คงไม่มีอะไรจะพูดมากไปกว่านี้สำหรับหนังที่พูดถึงมนุษย์ธรรมดา ๆ ฅนหนึ่งที่มีความแตกต่าง แล้วพยายามเรียกร้องสิทธิแห่งความแตกต่างนั้นมา ถึงแม้จะรู้ว่าในที่สุดทุกฅนก็ต้องหมดลมหายใจไป ไม่น่าแปลกใจหากทอมแฮงค์ผู้รับบทแอนดริวจะได้รับรางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่องนี้

 

 

ลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดู  บางทีเราจะได้เข้าใจสัจจธรรมในความเป็นมนุษย์มากขึ้นว่า บนพื้นปฐพีนี้ไม่มีใครที่แตกต่างไปจากใคร เพราะทุกฅนต่างก็เป็นมนุษย์เหมือน ๆ กัน.

โดย หนึ่งลมหายใจ

 

กลับไปที่ www.oknation.net