วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Hello Iitaly ^^


เริ่มต้นบล็อคหน้าแรก ขอเริ่มด้วยด้วย  " อิตาลี่ " เมืองในฝันของใครหลายๆ คน และเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่า " เมืองที่สวยไปทุกอณู " กันค่ะ . . . . 



    โรม เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมากมายจากทุกมุมโลก ต่างเดินทางไปกรุงโรม เพื่อชื่นชมกับศิลปะ สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่ โรมเป็นมหานครที่มีสีสันเฉพาะตัว คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและนักท่องเที่ยว เมืองประวัติศาสตร์แห่งนี้ ทุกหัวมุมถนน คุณจะต้องทึ่งกับ โบสถ์ต่างๆ สิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โต และรูปปั้นโบราณ มา
กมาย


    วิธีที่คุณจะรู้จักโรมได้ดีที่สุด ก็โดยการเดินเท้า คุณอาจจะหลงทางบ้าง แต่วิธีนี้สามารถทำให้คุณพบกับหลายสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และสถานที่ประวัติศาสตร์ต่างๆ ของชาวโรมัน ซึ่งจริงๆ แล้ว สถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแต่ละที่นั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ห่างกันมากนัก โดยแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองแทบทั้งสิ้น โดยอาณาบริเวณของกรุงโรมนั้น มีแม่น้ำ Tiber เป็นแนวกั้นอยู่ทางด้านตะวันตก และ Stazione Termini สถานีรถไฟ กั้นอยู่ทางตะวันออก ณ อาณาเขตแห่งนี้ คุณจะตื่นตากับสถานที่สำคัญมากมาย เช่น ตลาดหัวเมืองโรมันโบราณ (Roman Forum) โคลอสเซียม (Colosseum) โบสถ์ซิสทิน (Sistine Chapel) แพนธีออน (The Pantheon) น้ำพุเทรวีอันเลื่องชื่อ บันไดสเปน (The Spanish Steps) นครศักดิ์สิทธิ์วาติกัน และ โบสถ์เซนท์ ปีเตอร์ (St.Peter's Basillica) เป็นต้น

    บนพื้นที่ลุ่ม ระหว่างหุบเขา Capitoline และ Palatine เป็นที่ตั้งของ Roman Forum ซึ่งในสมัยโรมันโบราณ ที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางด้านการพาณิชย์ การเมือง และศาสนา ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม โบสถ์ต่างๆ เหล่านี้แสดงถึงความรุ่งเรืองในสมัยนั้น ใกล้ๆ กันนั้นคุณจะทึ่งกับสิ่งมหัศจรรย์ของโลก นั้นก็คือ Colosseum อัฒจันทร์ใหญ่ยักษ์ ที่สามารถจุได้มากกว่า 80,000 คน และในสมัยนั้น อัฒจันทร์แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ต่อสู้กันของนักสู้ (Gladiator) ในสมัยโบราณ

The Cappella Sistina หรือ Sistine Chapel ในภาษาอังกฤษ ถูกสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1475 และ 1483 เพื่อใช้เป็นสถานที่สวดมนต์ส่วนพระองค์ของ พระสันตะปาปา ซิกซ์ตัส ที่ 4 (Sixtus) และ ณ ที่แห่งนี้ คุณพลาดไม่ได้สำหรับภาพวาดบนเพดานที่มีชื่อเสียงก้องโลก "The last Judgment"โดยฝีมือของจิตรกรเอก ไมเคิลแองเจโล (Michelangelo) ซึ่งภาพวาดอันมีมูลค่านี้ ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

    The Pantheon เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ได้รับการสงวนและดูแลรักษา เนื่องจากมีความเก่าแก่มากตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ โดยของจริงนั้นถูกสร้างขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตศักราช แต่ Pantheon ในปัจจุบันนั้น ถูกสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่เมื่อหลายพันปีก่อนแล้วครับ

    สัญลักษณ์ของกรุงโรมที่มีชื่อเสียงอีกแห่งที่คุณห้ามพลาด นั่นคือ น้ำพุเทรวี่ (Trevi fountain) ซึ่งได้รับการออกแบบโดย Nicola Salvi ในปี ค.ศ. 1732 และอีกแห่งที่ขอแนะนำคือ บันไดสเปน (The Spanish step) ซึ่งสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1725

นครวาติกัน (Vatican City) เป็นรัฐอิสระที่ถูกล้อมรอบด้วยกรุงโรม ซึ่งรัฐแห่งนี้มีสกุลเงิน ไปรษณีย์ รวมถึงทหาร เป็นของตัวเอง กรุงวาติกันยังเป็นที่ตั้งของโบสถ์ที่มีชื่อเสียงคือ โบสถ์เซนต์ ปีเตอร์ส (St. Peter's Basilica) ด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามและความใหญ่โตนั่นเอง จึงเป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ให้มาเยือน ไม่เพียงเท่านั้น โบสถ์เซนต์ ปีเตอร์ อันศักสิทธิ์แห่งนี้ ยังสามารถจุคริสตศาสนิกชนได้มากถึง 60,000 คนเลยทีเดียว ในวันอาทิตย์ จะมีผู้คนมากมายมาสวดมนต์กันที่นี่ ท่านอาจจะได้เข้าเฝ้า พระสันตปาปาด้วยก็เป็นได้

Top Attractions in Rome

The Pantheon (แพนธีออน)
    สร้างขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาลโดย Marcus Agrippa สำหรับ The Pantheon ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่เมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 2 นอกจากสภาพที่ยังคงไม่ผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างก็คือ การออกแบบอาคารให้มีความกว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเช่นกัน ประตูทางเข้าโลหะสีทองบรอนซ์ที่มีน้ำหนักถึง 20 ตัน และจุดเด่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ การออกแบบโดมด้านบนของอาคารทำได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไมเคิลแองเจลโล่เอง ก็ยังทำการศึกษาสถาปัตยกรรมของโดมแห่งนี้ ก่อนที่เขาจะออกแบบหลังคาโดมของโบสท์ St. Peter's แห่งนครวาติกัน

The Colosseum (โคลอสเซียม)
    สิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งนี้ เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 72 ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างโดยนักโทษชาวยิว 12,000 คน เพียง 8 ปีเท่านั้น แล้วเสร็จในสมัยของ Titus บุตรชายของจักรพรรดิ์ Vespasian โดย colosseum แห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกของชาวโรมันโบราณ เด่นในแง่สถาปัตยกรรม และความยิ่งใหญ่ที่สามารถจุคนได้ถึง 50,000 คนเลยทีเดียว
    Colosseum ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงโรมแต่เพียงอย่างเดียว หากยังเป็นสถานที่ที่ฝูงชนมาชมการต่อสู้กันอย่างเลือดเย็น ไม่ว่าระหว่างนักสู้กับสัตว์ดุร้าย หรือระหว่างนักสู้กันเอง การต่อสู้แบบนี้ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น แม้แต่จักรพรรดิ์ Commodus ผู้มีชื่อเสียงในเรื่องการต่อสู้ ยังเคยลงแข่งขันด้วย โดยเล่ากันว่าบางครั้งพระองค์ชอบที่จะสวมใส่หนังสิงโต เพื่อเลียนแบบให้เหมือนกับเฮอร์คิวลิส
Colosseum ที่เห็นในปัจจุบันนั้น ไม่ใช่แบบดั้งเดิมครับ เนื่องจากในช่วงศตวรรษที่ 8 นั้น พระสันตปาปา พอลล์ ที่ 3 ได้อนุญาตให้หลายชายของพระองค์ ทำการสกัดหินจากสนามต่อสู้แห่งนี้ เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างวังของตนเอง และยังได้อนุญาตให้ Cardinal (ตำแหน่งที่รองจากสันตปาปา) สามารถขนวัสดุ หรือแม้แต่หินก้อนต่างๆ ออกไปใช้มากเท่าไหร่ก็ได้ไม่จำกัด เพียงแต่ให้เสร็จภายใน 12 ชั่วโมง แต่ยังโชคดีนะครับ ที่ยังเหลือ colosseum เป็นรูปเป็นร่างให้ลูกหลานได้เห็นกันจนถึงปัจจุบั

The Trevi Fountain (Fontana dei Trevi - น้ำพุเทรวี่)
    น้ำพุเทรวี่แห่งนี้ เริ่มเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่อง "Three Coins in the Fountain" ที่แห่งนี้เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดเป็นอันขาด เนื่องจากมีความสวยงาม ทางสถาปัตยกรรมเป็นอย่างมาก แต่กว่าจะออกมาสวยแบบนี้ มีการสร้างขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งลงตัวที่แบบดีไซน์ของ สถาปนิกชื่อ Francesco Salvi ในช่วงศตวรรษที่ 17 นี้เอง น้ำพุเทรวี่นี้ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกที่สร้างความประทับให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกเลยทีเดียว
ส่วนกลางของน้ำพุนั้น มีรูปปั้นของเทพเจ้าเนปจูน (Neptune) ขี่รถม้าติดปีก แสดงถึงความมีสุขภาพที่แข็งแรง และความอุดมสมบูรณ์ของอาณาจักร
ตามธรรมเนียมแล้ว นักท่องเที่ยวที่มาชมน้ำพุเทรวี่แห่งนี้ ควรจะโยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในสระ โดยมีความเชื่อกันว่า หากโยนเหรียญลงไปแล้ว จะได้กลับมาเยือนกรุงโรมอีกครั้งนึง

The Spanish Step (Scalinata di Spagna - บันไดสเปน)
    จตุรัสแห่งนี้ ถูกเรียกชื่อตามสถานฑูตสเปน ซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณนั้นเอง บันไดสเปนแห่งนี้ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาลี ชื่อ Francesco de Sanctis เริ่มสร้างเมื่อปี ค.ศ. 1723 และแล้วเสร็จในปี 1725 สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งชุมชมกันของหนุ่มสาว ผู้คนชอบที่จะมานั่งเรียงรายบนบันไดแห่งนี้
และที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่มีชื่อเสียงมาก สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสินค้าแบรนด์เนมทั้งหลาย หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่รักการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจแล้วหล่ะก็ โปรดระวังกระเป๋าเงินและสิ่งของมีค่าด้วย เพราะที่แหงนี้เป็นแหล่งชุกชุมของมิจฉาชีพ เลยหล่ะครับ

The Vatican City (นครวาติกัน)  
    วาติกันได้รับการยอมรับให้เป็นรัฐประเทศ เมื่อปี 1920 โดยมีพระสันตปาปาเป็นประมุขของประเทศ โดยนครวาติกันตั้งอยู่ในใจกลางกรุงโรม รัฐคาธอลิกนี้ได้ชื่อว่าเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก นอกจากนี้ หากนับกันต่อตารางฟุตแล้ว วาติกันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอีกด้วย โดยประชากรก็มีทั้งหมดเพียง 750 คนเท่านั้นเอง
นครวาติกันเป็นที่เก็บรักษาทรัพย์สมบัติอันประเมินค่าไม่ได้มากมาย รวมถึงโบสถ์เซนต์ปีเตอร์ ที่ออกแบบโดยไมเคิลแองเจลโล (Michelangelo) The Sistine Chapel สถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในพระราชวัง รวมถึงภาพวาดประดับผนังที่เป็นผลงานของจิตรกรเอกมากมาย อาทิ Michelangelo, Botticelli และ Perugino เพดานใน The Sistin chapel เอง ก็มีภาพวาดสวยงามหลายภาพ แต่ภาพที่มีได้รับการกล่าวถึงที่สุด มีชื่อว่า The Last Judgement ที่ถูกสร้างสรรขึ้นมาโดย Michelangelo ในปี 1508 และ 1512


The Forum  
     สถานที่แห่งนี้ ในอดีตเป็นศูนย์กลางย่านการค้า การเมือง และศาสนาของกรุงโรมโบราณ ถูกสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 900 ปี ในอดีตอาคารหรือโบสท์ต่างๆ ถูกสร้างเรียงต่อกันอย่างน่าทึ่ง และเป็นที่ชุมนุมกัน เพื่อฟังเรื่องซุบซิบนินทา และพบปะสังสรรค์กัน นักการเมืองก็ตามมาเจอกันเพื่อถกเถียงเรื่องบ้านเมือง
น่าเสียดาย เมื่อยุคจักรวรรดิแห่งโรมเสื่อมลง สถานที่แห่งนี้ ก็ไม่ได้รับการซ่อมแซม และถูกปล่อยให้อาคารต่างๆ แตกหักและพังลงมา
    พลาดไม่ได้ที่ต้องแวะชม ก็คือ ซุ้มประตู เซปติมุส เซเวอรัส (the Arch of Septimus Severus), โบสท์แซทเทิร์น (Temple of Saturn), บ้านแห่งเวสทอล (House of the Vestals), โบสท์แอนโนนินุสและฟอสตินา (Temple of Antoninus & Faustina) และซุ้มประตูแห่งติตุส (the Arch of
Titus)

ขอบคุณ : http://www.tourlok.com/europes/italy/index.html

โดย destiniiz

 

กลับไปที่ www.oknation.net