วันที่ อาทิตย์ พฤศจิกายน 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จงมีความเพียรที่บริสุทธิ์


จงมีความเพียรที่บริสุทธิ์
ครูแก้ว : เรียบเรียงเสียงประสาน

เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2542 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานพรปีใหม่ให้กับปวงชนชาวไทยว่า “จงมีความเพียรที่บริสุทธิ์” เพื่อเตือนใจพสกนิกรทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ในความเพียร”
หลักธรรมคำสอนในศาสนาเป็นเรื่องลึกซึ้งและถ้าผู้สอนไม่มีเทคนิคกลวิธีที่ดี ก็อาจไม่สามารถทำความเข้าใจได้โดยง่ายนัก แต่ละศาสนาจึงต้องมีวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ที่นับถือศาสนาได้เข้าใจในหลักคำสอนได้ง่ายขึ้น เช่นในพระพุทธศาสนามีพระไตรปิฎกเป็นที่รวบรวมหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้ มีวิธี การสอนหลักศาสนาหลายแบบ และมีแบบหนึ่งที่น่าสนใจคือแบบที่เรียกว่า “ชาดก”
เรื่องพระมหาชนก เป็นชาดกเรื่องหนึ่งในพระไตรปิฎกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำ มาดัดแปลงพระราชนิพนธ์ให้ทันสมัยขึ้น รวมทั้งพระองค์ทรงพยายามหาวิธีการเพื่อทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจเนื้อหาของเรื่อง แต่เนื่องจากเรื่องพระมหาชนกที่พิมพ์ครั้งแรกนั้นยังยากแก่การเข้าใจ จึงมีการทำเรื่อง พระมหาชนกฉบับการ์ตูนขึ้นมา เพื่อให้เยาวชนทั้งหลายอ่านได้เข้าใจขึ้น ภาพประกอบในหนังสือการ์ตูนช่วยให้อ่านง่าย เหมาะสำหรับเด็ก
พระมหาชนกฉบับการ์ตูนเป็นหนังสือที่ดีอ่านเข้าใจง่ายได้สาระตามแบบหนังสือการ์ตูนทั่ว ๆไป รวมทั้งได้ข้อคิดและหลักธรรมคำสอนในศาสนาด้วย เหมือนกับอ่านเรื่องสองเรื่องซ้อนกันอยู่ คือ
1. เรื่องเกี่ยวกับจักร ๆ วงศ์ ๆ ทั่ว ๆ ไป มีการชิงราชย์สมบัติระหว่างพี่กับน้องตั้งแต่รุ่นพ่อจนมาถึงรุ่นหลาน และสุดท้ายก็จบลงอย่างมีความสุข เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ที่อ่านเรื่องนี้คงจับประเด็นของเรื่องได้ในแนวนี้ ซึ่งก็ตรงตามวัตถุประสงค์ของหนังสือการ์ตูน
2. เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจให้ลึกลงไป ซึ่งแต่ละคนจะต้องคิดพิจารณาเอาเอง เป็นเจตนาของพระพุทธศาสนาที่ต้องการให้ผู้ที่ศึกษาพิจารณาไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจ
เรื่องพระมหาชนกมีเรื่องที่ให้คติสอนใจหลายอย่าง เช่น
2.1 เรื่องความเพียร เป็นจุดมุ่งหมายหลักของเรื่องนี้ ในเรื่องกล่าวถึงความเพียรของพระมหาชนกที่พยายามว่ายน้ำกลางมหาสมุทรเพื่อรักษาชีวิตของตนให้รอด เมื่อนางมณีเมขลาถามพระมหาชนกว่า พยายามว่ายไปทำไม ทั้ง ๆ ที่เห็นอยู่แล้วว่ามหาสมุทรนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เกินกำลังและเปล่าประโยชน์ พระมหาชนกตอบว่าจะพยายามทำความเพียรตามสติกำลังให้ถึงที่สุดเพื่อไปให้ถึงฝั่งเนื้อหาตรงนี้ถ้าจะมองอย่างเปรียบเทียบตามหลักพุทธศาสนา คือ การว่ายน้ำในมหาสมุทรเปรียบเสมือนกับคนเราที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในท่ามกลางห้วงกิเลสที่กว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณานับ ยากจะมีมนุษย์คนใดว่ายข้ามห้วงแห่งกิเลสนี้ไปได้ พระมหาชนกได้ใช้ความเพียรเป็นเครื่องมือในการว่ายข้ามมหาสมุทรแห่งกิเลส ลอยคออยู่กลางทะเลถึง 7 วันแต่ยังรอดชีวิตอยู่ จนกระทั่งนางมณีเมขลามาพบและเห็นความเพียรของพระองค์ จึงช่วยเหลือและนำไปสู่มิถิลานคร ความตรงนี้น่าจะให้ข้อคิดว่า
“ผู้ใดประกอบความเพียรโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค มีจิตมุ่งมั่นที่จะกระทำการใด ๆ
บุคคลผู้นั้นพึงจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่มุ่งหวังไว้”
2.2 เรื่องความมีสติ “สติ” คือความไม่ประมาท พระพุทธองค์ตรัสว่า “สติเป็นเครื่องกั้นกระแส” เมื่อตั้งสติมั่นคง ปัญญาก็จะเกิดตาม (มั่นเกียรติ โกศลนิรัตน์ ) ดังพระมหาชนกที่ทรงตั้งสติมั่น ไม่คร่ำครวญหวาดหวั่น เสียขวัญเหมือนคนอื่น ๆ ในขณะเผชิญกับมรสุมใหญ่ที่กำลังพัดเรือให้อับปางลง ทรงพยายามเสวยอาหารไว้ให้อิ่มท้อง แล้วเตรียมผ้าชุบน้ำมันมานุ่งไว้เพื่อมิให้อุ้มน้ำ ทรงปีนขึ้นไปบนยอดเสากระโดงแล้วกระโจนลงจากเสากระโดงเรือได้ไกลถึง 1 เส้น กับ 15 วา เพื่อให้ห่างไกลจากบริเวณที่น้ำจะดูดเรือจมลงไป ขณะที่ลอยคออยู่ในน้ำเข้าวันที่ 7 ทรงรำลึกได้ว่าเป็นวันอุโบสถ จึงทรงสมาทานโดยอธิษฐานอุโบสถแม้ขณะที่กำลังรอความตายที่ใกล้เข้ามาทุกที ทรงทำทุกสิ่งอย่างมีสติ สติทำให้คนเรามีปัญญาที่จะคิดหรือทำสิ่งใด ๆ อย่างไม่หวั่นไหว และผลสำเร็จก็จะเกิดตามมา
2.3 เรื่องมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผลอันโอชา อีกต้นหนึ่งไม่มีผล สุดท้ายต้นมะม่วงที่มีผลอันโอชาก็ถูกโค่นเพราะทุกคนอยากจะลิ้มรสของมันจนถึงขั้นแย่งชิงและโค่นล้มมันลง ส่วนต้นมะม่วงที่ไม่มีผลกลับอยู่รอดปลอดภัยไม่มีใครไปทำลาย ไม่เป็นที่ปรารถนาของใคร ผลมะม่วงจึงเปรียบดั่งสมบัติอันมีค่า ย่อมเป็นที่หมายปองและแย่งชิง ก่อให้เกิดภัยแก่ตนเองและสร้างความกังวลให้กับผู้เป็นเจ้าของ และยิ่งมีมากก็ยิ่งจะกังวลมีความทุกข์ห่วงใยมากยิ่งขึ้น เพราะต้องคิดหาวิธีปกปักรักษาไม่ให้ใครมาแย่งชิง ต่างกับต้นมะม่วงที่ไม่มีผลไม่ต้องกังวลหรือความทุกข์ใด ๆ เป็นคติสอนใจทางพุทธศาสนาว่า ผู้ที่จะแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ จะต้องดำรงตนเช่นต้นมะม่วงไร้ผลนั้น
2.4 เรื่องจัดตั้งมหาวิทยาลัย นางมณีเมขลาเห็นว่าพระมหาชนกเป็นผู้ทรงคุณความรู้จึงแนะนำให้ตั้งมหาวิทยาลัย ในเรื่องนี้ใช้คำว่า “มหาวิชชาลัย” ซึ่งเป็นคำที่เหมาะสมกับที่ต้องการจะแสดงให้เป็นว่าโลกนี้ยังเต็มไปด้วย “อวิชชา” คือภาวะที่ปราศจากความรู้ หรือ ความไม่รู้ อีกมากมาย ท่านพุทธทาสภิกขุ (2499 : 162 – 163, 178 - 181) ได้ยกตัวอย่าง “ความไม่รู้” ว่าเปรียบเสมือนปลาที่เคยอยู่แต่ในน้ำ ถ้าใครเล่าให้ฟังถึงเรื่องบนบกมันคงไม่เชื่อ ความรู้ในที่นี้หมายถึง “รู้จริง รู้ถูกต้อง” ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ผิด ๆ ก็มีค่าเท่ากับไม่รู้นั่นเอง คนไม่รู้ย่อมทำอะไรตามความต้องการของตนเอง เช่น หลงเชื่อสิ่งภายนอก คอยพึ่งผีพึ่งเทวดา หลงใหลในสิ่งที่ไม่ดีต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ความไม่รู้ในเรื่องพระมหาชนก คืออยากจะกินผลมะม่วง แต่กลับไปทำลายต้นมะม่วง แทนที่จะค่อย ๆ เก็บ และถนอมบำรุงรักษาต้นเอาไว้ กลับไปโค่นทำลายเพราะคิดแต่จะเก็บผลมากินเพียงครั้งนั้นครั้งเดียว ไม่ได้คิดไตร่ตรองถนอมไว้สำหรับจะได้กินอีกในคราวต่อไป การกระทำของคนเหล่านั้นจัดว่าเป็นอวิชชา หนทางแก้ไขก็โดยการให้ความรู้ที่ถูกต้อง ดังเช่นที่พระมหาชนกทรงแนะนำวิธีฟื้นฟูต้นมะม่วงโดยใช้วิธี 9 วิธี คือ

1. เพาะเมล็ด
2. ถนอมรากที่ยังมีอยู่ให้งอกใหม่
3.ปักชำกิ่งที่เหมาะแก่การปักชำ
4. เอากิ่งดีมาเสียบยอดกิ่งของต้นที่ยังไม่ได้ผล
5. เอาตามาต่อกิ่งของอีกต้น
6. เอากิ่งมาทาบกิ่ง
7. ตอนกิ่งให้ออกราก
8.รมควันต้นที่ไม่มีผลให้ออกผล
9. ทำชีวาณูสังเคราะห์
พระมหาชนกทรงทรงเห็นคุณค่าของวิชาความรู้ว่าเป็นสิ่งสำคัญยิ่งจึงทรงจัดตั้ง “มหาวิชชาลัย” ขึ้นมาเช่นเดียวกับการออกเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธเจ้าหลังจากพระองค์ตรัสรู้แล้วนั้นก็คือ “การให้ความรู้แก่ผู้ที่ยังมี “อวิชชา” นั่นเอง”
การทำงานใด ๆ ถ้าทำอย่างมีสติและใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่ย่นย่อต่ออุปสรรค งานทุกอย่างก็จะสำเร็จด้วยดีและได้ผลเป็นที่น่าภาคภูมิใจ “หนทางมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป” อย่าท้อแท้ พยายามแก้ปัญหาให้ตรงจุด อาจต้องแก้ด้วยตนเอง หรือต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น พยายามอดทนทำต่อไปให้สำเร็จด้วยความรอบคอบระมัดระวัง พิจารณาวัตถุประสงค์และเป้าหมายว่ามีเช่นไร จะต้องทำร่วมกับใครบ้าง ใช้เวลาเท่าไร เร็วช้าแค่ไหน จะวางแผนอย่างไรเป็นลำดับ เช่นนี้ก็คงจะสนองพระบรมราโชวาทที่ว่า “จงมีความเพียรที่บริสุทธิ์” ได้เป็นอย่างดี
สุดท้ายนี้ ขอให้กำลังใจ “พันมิตรเพื่อประชาธิปไตย” ที่เสียสละเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ ยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง “เรารู้ว่าพวกท่าน “เหนื่อย” และ “อ่อนล้า” แต่ยัง “อดทน” และ “กล้าหาญ” ขอยกย่องและสรรเสริญในน้ำใจ “ฟ้าย่อมมีวันเปลี่ยนสี” ฉันใด น.ท.ช.ท.ษ. ก็ย่อมทุกข์และค่อยตายช้า ๆ อย่างทรมานด้วยผลที่เกิดจากกระทำของตนเองฉันนั้น
“คนที่คิดชั่ว ทำชั่ว จะไม่มีวันคิดดีและทำดี เพราะติดอยู่ในกมลสันดานแล้ว ยากแก่การแก้ไข”
………………………………………….

โดย แก้วการะเกด

 

กลับไปที่ www.oknation.net