วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อุบล … ราชธานีแห่งสุนทรี ..ก า ร สื บ ส า น ผ้ า เ มื อ ง อุ บ ล …


December 01, 2008

อุบล … ราชธานีแห่งสุนทรี ..การสืบสานผ้าเมืองอุบล …

ผ้าพื้นเมืองอุบล เป็นมรดกวัฒนธรรมไต-ลาวที่มีเอกลักษณ์ของชาวพื้นเมืองทั้งลวดลายและวิธีการทอ

การสืบสานลายผ้า เป็นเอกลักษณ์อย่างเอกแห่งศิลปะของชาวอุบล … ด้วยผ้าเป็นตัวแทนสื่อความหมายของชีวิตชาวอุบลที่ดำรงคงอยู่ประสมประสานกับชนกลุ่มอื่นๆมาเนิ่นนาน จนสามารถสร้างศิลปะการถักทอ อันครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระร่าชหัตถเลขาถึงกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ถึงฝีมือการทอผ้าอันดียิ่งของผ้าเมืองอุบล

ลักษณะผ้าของเมืองอุบลแตกต่างไปตามกลุ่มคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ลวดลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานีแท้ๆ คือ ผ้าแถบอำเภอพนา อำเภอม่วงสามสิบ และอำเภอเมือง นอกจากนั้นยังมีลวดลายอื่นมาแต่งแต้ม เช่น ลวดลายผ้าแบบของชาวภูไทในผ้าแถบอำเภอชานุมาน ลวดลายผ้าแบบจำปาศักดิ์ในผ้าแถบอำเภอพิบูลมังสาหาร ลวดลายผ้าแบบชาวส่วยในผ้าแถบอำเภอวารินชำราบ

 

ผ้าพื้นเมืองประเภทต่างๆของเมืองอุบลมีหลายแบบ เช่นผ้าซิ่น ..  อาทิ ผ้าซิ่นมุก ผ้าซิ่นไหมเงินไหมดำ ผ้าซิ่นมับไม ผ้าซิ่นทิว .. ผ้าเบี่ยง ผ้าห่ม ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า และตุง (ผ้าที่ทำเป็นธงยาวๆ ใช้ในงานกฐิน)

สกุล ณ อุบล เป็นสกุลที่สืบมาจากเจ้าพระยาปทุมวรราช สุริยวงศ์ (คำผง) ซึ่งเป็นเจ้าเมืององค์แรกของเมืองอุบลราชธานี ( .. 2335-2338) และเจ้าธรรมเทโว แห่งนครจำปาศักดิ์ทางฝั่งมารดา สายพระอุปฮาดสุดตา พระอุปฮาดโท ผู้ขอรับพระราชทานนามสกุล คือ พระยาอุบลเดชประชารักษ์ (เสือ)

จากเชื้อสายที่สืบทอดมาจากประวัติศาสตร์ เรือตรี ดร. ดนัย ณ อุบล อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้ที่สะสมผ้าโบราณของเมืองอุบลและเมืองจำปาศักดิ์ มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย ความสนใจในการสะสมผ้าของท่านเป็นทั้งความเกี่ยวพันโดยตรงทางเชื้อสาย และโดยสภาพแวดล้อมของครอบครัว

“อุบลฯ สมัยก่อนตั้งแต่ผมเป็นเด็กเรียนชั้นประถม จนโตขึ้นมาก็จะเห็นที่บ้านนี้ทอผ้าแล้ว บ้านผมเองในเขตเทศบาลเป็นตระกูลค่อนข้างใหญ่ มีคุณน้า คุณป้า คุณตา แบบครอบครัวไทยโบราณ ผมเห็นพี่ที่เป็นลูกป้า ลูกน้า ทอผ้ามัดหมี่ในบ้านของคุณตา เห็นตั้งแต่นั้นเลย เลยรู้ว่ากรรมวิธีทอผ้าเขาทำกันอย่างไร แต่ผมไม่ได้ทำ เพราะยังเด็ก แต่พวกพี่ๆที่เรียนชั้นมัธยมพอกลับบ้าน เขาก็มัดหมี่ ทอผ้าที่บ้าน สิ่งแวดล้อมเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่แรก”

คนอุบลฯ สมัยนั้นแต่งกาย นุ่งผ้ากันอย่างไร … เรือตรี ดร. สุนัยฯ วาดภาพให้เห็นบรรยากาศในครั้งกระโน้นว่า …

“เขานุ่งผ้ากันโดยเฉพาะไปงานวัด แห่เทียน ไปทำบุญ เขาจะนุ่งผ้าซิ่น ซิ่นหมี่ ซึ่งจะต้องสวยงาม นุ่งอย่างเรียบร้อย ยาวมาเกือบจะถึงน่อง ชายผ้าจะต้องเท่ากัน ถ้าไม่เท่ากันจะถือว่าไม่ใช่กุลสตรี เสื้อที่ใส่จะเป็นคอกระเช้า เป็นระบายมีแขน รัดเอว สำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชายพอถึงสมัยผมนี่นุ่งกางเกงแล้ว แต่ย้อนหลังไปประมาณเกือบ 100 ปี นุ่งโจงกระเบน”

เมืองอุบลฯ ซึ่งได้รับการสถาปนาเป็นเมือง พ.. 2325 เป็นเมืองสำคัญชายแดน เขตจำปาศักดิ์ ที่สำนักธนบุรีและรัตนโกสินทร์ให้ความสำคัญหลายด้าน ประกอบกับกลุ่มเจ้านายเองก็ใความสัมพันธ์กันทางเครือญาติกับคนในราชสำนักจำปาศักดิ์อย่างแน่นแฟ้นโดยการแต่งงาน เจ้าเมืองอุบลฯคนแรกได้เจ้าคำโชน หลานเจ้าครองนครจำปาศักดิ์ มาเป็นชายา และต่อมาก็มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับกลุ่มเจ้านายระดับข้าหลวงต่างพระองค์จากราชสำนักกรุงเทพฯ จึงทำให้คนในกลุ่มเจ้านายเมืองอุบลฯ มีความภูมิใจที่จะรักษาสถานภาพไว้โดยเฉพาะ เพื่อให้มองเห็นได้ถึงความแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป ซึ่งเห็นได้จากเสื้อผ้า การแต่งกาย

“ผมคิดว่า เมืองอุบลฯเป็นเมืองแห่งเดียวของอีสานที่มีเจ้า แต่คนมักไม่รู้เกี่ยวกับเจ้านายเมืองอุบลฯ คิดว่าพวกอีสานเป็นพวกไม่มีชาติตระกูล เจ้านายของคนอุบลฯ นับเนื่องมาจากกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอของรัชกาลที่ 5 ท่านไปว่าราชการที่อุบลฯ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ที่อุบลฯ แล้วท่านไปมีชายาที่นั่น ซึ่งเป็นลูกหลานเจ้าเมืองอุบลฯ สตรีชาวอุบลฯถึงมีเชื้อเจ้า”

ด้วยเหตุนี้ สตรีชาวอุบลฯ จึงมีการแต่งกายที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชนชั้นและฐานะ โดยเฉพาะพวกเจ้านาย และผู้ดีเมืองอุบลฯนั้น จะแต่งกายด้วยผ้าไหม จะไม่นุ่งห่มด้วยผ้าฝ้ายเลย ส่วนคนธรรมดา หรือชนชั้นชาวนา จะนุ่งผ้าไหมเวลาไปทำบุญที่วัด ไปงานต่างๆ และสวมใส่ผ้าฝ้ายในการทำงาน

เรือตรี ดร. สุนัยฯ ได้เล่าถึงวิวัฒนาการ การแต่งกายของสตรีชาวอุบลฯ ตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 ว่า ผู้หญิงยังไม่มีเสื้อใส่ แต่มีผ้าที่เรียกว่า ผ้าแถบ หรือผ้าเบี่ยง 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งรัดอก ปล่อยชายลงมาให้เห็นลายผ้าขิด

“พอมาถึงรัชกาลที่ 5 ผู้หญิงอุบลฯ ก็จะนุ่งซิ่นไหมคำ (ทอง) มีตีน (เชิง) ยาวกรอมเท้า โดยจะเน้นที่ความสวยงามของตีนซิ่น ซึ่งเป็นชิ้นที่ทอมาต่างหาก และนำมาเย็บติดกับตัวซิ่น เป็นผ้าขิต (ส่วนทางเหนือจะใช้ผ้าจก ที่เรียกว่าตีนจก) สวมใส่กับเสื้อทรงแขนหมูแฮมแบบสตรีชาววังที่กรุงเทพฯ ซึ่งนุ่งโจงกระเบน”

สำหรับการแต่งกายของผู้ชายในเมืองอุบลฯ เรือตรี ดร. สุนัยฯ ได้อธิบายวิวัฒนาการในเรื่องนี้ไว้ว่า ..

“ผู้ชายก่อนรัชกาลที่ 4 ประมาณปลายรัชกาลที่ 3 จะนุ่งผ้าปูม  ซึ่งในปัจจุบันคนมีฐานะเอามาตัดเป็นชุด เพราะยาวถึง 4 เมตร ผ้าปูมนั้นที่แท้คือผ้าที่ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน เป็นผ้าสำหรับพวกขุนนาง เจ้าขุนมูลนายนุ่ง ผมไปชมพิพิธภัณฑ์สถานในกรุงเทพฯ จะเห็นผ้าปูมจำนวนมากในห้องแสดงผ้า ผมสงสัยก็มาสอบถามคนมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ของอุบลฯ เขาบอกว่า สมัยก่อนเขมรเป็นเมืองขึ้นของไทยมาจนถึงสมันรัชกาลที่ 3 เพราะฉะนั้นเครื่องบรรณาการทั้งหลาย เขมรก็จะเอาผ้าปูมมาถวายในหลวงของเรา หรือหากเจ้าเมืองทางอีสานมากราบลาท่าน หรือว่าท่านแต่งตั้งไปเป็นเจ้าเมืองอีสาน ท่านก็จะพระราชทานผ้าปูมให้ไปนุ่ง นอกจากเครื่องยศของเจ้าเมือง ฉะนั้น ผ้าปูมคือ การแต่งกายของผู้ชายก่อนสมัยรัชกาลที่ 4 เฉพาะพวกขุนนาง พวกเจ้าขุนมูลนาย”

เรือตรี ดร. สุนัยฯ ได้อ้างถึงภาพวาดจิตกรรมฝาผนังที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอุบลฯ ในพระอุโบสถ วัดทุ่งศรีเมือง ซึ่งช่วงเวลาที่วาดภาพนั้นอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ 4 ที่มีการติอต่อระหว่างเมืองอุบลฯกับกรุงเทพฯมากขึ้น … จากภาพวาดแสดงว่า ชายชาวบ้านนุ่งผ้ายาวมาจนถึงหัวเข่า คล้ายๆกับผ้าเตี่ยวที่เรียกว่า หยักลั้ง ไม่ใส่เสื้อ มีผ้าคล้องคอ ผ้าพาดบ่า ใส่เสื้อคอกลม ส่วนขุนนางใส่เสื้อราชปะแตน มีผ้าขาวม้าคาดเอว

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ ให้เมืองอุบลฯ เป็นที่ตั้งของมณฑลลาวกาว ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอีสาน และมณฑลอุบลราชธานีตามลำดับ ได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิต ปรีชากร และพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ต่างพระองค์ ปกครองมณฑลเหล่านี้ วัฒนธรรมการแต่งกายแบบชาววังจากกรุงเทพฯ จึงได้แพร่หลายเข้ามายังเมืองอุบลฯ  ตั้งแต่นั้นมา

“มาถึงปลายรัชกาลที่ 4 พอถึงรัชกาลที่ 5 ผมไปเจอบทความอันหนึ่งของในหลวงรัชกาลที่ 5 ว่า เราไม่ใช่ข้าของเขมร ทำไมเราจึงต้องมานุ่งผ้าปูมของเขมร ท่านจึงโปรดเกล้าฯ ให้มานุ่งผ้าม่วงแบบโจงกระเบน ใส่ถุงเท้า ใส่เสื้อราชปะแตน ผ้าม่วงอาจเป็นผ้าปั๋งลิ้ม จากประเทศจีน หรือเป็นผ้าทอของไทย เท่าที่ผมดูจากหลักฐานสมัยนั้น ผ้าม่วงที่ส่งมาให้ชาววังมาจาก 3 แหล่งคือ จากอุบลฯ โคราช และเชียงใหม่”

เรือตรี ดร. สุนัยฯ เริ่มสะสมผ้าโบราณของอุบลฯ โดยการขอจากญาติ บางผืนได้รับมรดกตกทอดจากตระกูล ผ้าอุบลฯที่เก่าแก่ที่ท่านมีอยู่ในครอบครองอายุประมาณเกือบๆร้อยปี ได้มาจากคุณป้า ปัจจุบันท่านมีผ้าสะสม 2 ประเภทคือ ผ้าอุบลฯ และผ้าลาว (จำปาศักดิ์) รวมแล้วกว่า 100 ชิ้น โดยมีผู้มาขอไปออกแสดงในงานต่างๆ รวมทั้งมาขอถ่ายภาพจำนวนมาก ผ้าเกือบทั้งหมดอยู่ในสภาพดี สีไม่ซีดจาง ท่านได้เล่าถึงเคล็ดลับในการรักษาว่า

“ใส่ลังไม้สัก ปิดให้แน่น จะรักษาผ้าไว้ได้ดี ไม้สักนั้นโดยธรรมชาติจะไม่มีแมลงมากิน ส่วนสีที่ยังดูเหมือนเดิมเพราะคนโบราณจะใช้วิธีนุ่งผ้าซ้อนกัน 2 ตัว ใส่กลับมาจากงานก็เอาผึ่งลม ไม่ผึ่งแดด และจะไม่ซักเลย”

เรือตรี ดร. สุนัยฯ ได้สรุปลักษณะเฉพาะของผ้าอุบลฯว่า เป็นลายล่อง (ลายยาว) มีหัวซิ่น ตีนซิ่นสวยงาม เป็นมัดหมี่คั่นด้วยขิต สีทึมๆ ไม่ฉูดฉาด มักย้อมด้วยครั่ง ลายเล็กๆ มองแล้วจะกลืนกันไปหมด มีความละเอียดอ่อน เนื้อผ้าดี เป็นไหมแท้

ปัจจุบันผ้าอุบลแท้ในลักษณะดังกล่าวหาได้ยากแม้ในจังหวัดอุบลเอง ร้านคำปุ่น ยังคงอนุรักษ์การทอผ้าแบบอุบลฯไว้ ได้นำมาดัดแปลงโดยการรวมการทอผ้าชนิดต่างๆ เข้าด้วยกันจนออกมาดูสวยงาม เช่น ผ้าซิ่นทิว ที่นำเอามัดหมี่ เอาขิตมาผสมกัน เป็นต้น

เมื่อถามถึงช่างทอผ้าที่มีฝีมือในจังหวัดอุบลฯที่ยังมีอยู่ เป็นคำถามที่ทำให้ เรือตรี ดร. สุนัยฯ ต้องเว้นคำตอบไปชั่วครู่

“เริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีการสืบทอดกันอย่างจริงจัง ที่เห็นว่ามีฝีมือกัน อยู่ที่อำเภอบุณฑริก”

บทสนทนาจบลงด้วยน้ำเสียงปิติภาคภูมิ เมื่อย้อนรำลึกถึงจังหวัดบ้านเกิดเมืองนอน ขณะที่สายตาบ่งบอกความชื่นชมยินดีอย่างลึกซึ้ง ทอดไปยังผ้าผืนงาม …

***  ขอบคุณบทความบางส่วนจาก หนังสือกินรี และ หนังสือ เมืองอุบล ธานีแห่งราชะ  ศรีสง่าแห่งไพรพฤกษ์

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net