วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เมื่อป๊ากะม้าพาหนูไปกู้ชาติ..พาไปซึมซับตำรานอกห้องเรียน


เมื่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่ยืดเยื้อยาวนาน ผ่านเวลามาเกือบครึ่งปี ผ่านหน้าร้อน

หน้าฝน มาจนถึงหน้าหนาว และหลายฝ่ายก็คาดหวังให้มันถึงจุดยุติ บางคนรอคอยให้

รัฐบาลลาออก บางคนรอคอยให้ยุบสภา แต่ไม่ว่าจะอย่างไรทุกคนมองหาทางออกที่

จะทำให้ชาติบอบช้ำน้อยที่สุด ด้วยเหตุเพราะเราบอบช้ำกันมามากแล้ว

เวลากว่า 180 วัน ที่ทางกลุ่มพันธมิตรเข้าร่วมชุมนุมนั้น จากที่เคยปลอดภัยขณะที่อยู่ที่

ทำเนียบ พ่อแม่ต่างพาลูกหลานมาร่วมชุมนุมด้วยหวังว่า ลูกๆจะได้ซึมซับกับภาพเหตุการณ์

ประวัติศาสตร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มีเหตุการยิงระเบิดไม่เว้น วันคืน เราเพรียกร้องหาความ

ปลอดภัยจากใครไม่ได้ วันนี้สังคมจึงตั้งคำถามว่า บริเวณพื้นที่ชุมนุมยังปลอดภัยอยู่หรือไม่

หรือไม่มีความปลอดภัยมาตั้งแต่ต้น หากแต่ใครเลือกที่จะมองไม่มองมันเท่านั้น

ภาพของพ่อที่อุ้มลูกมาเข้าร่วมชุมนุม เราก็เห็นกันอยู่ชินตา เด็กน้อยบางคนอาจจะมีชื่อเล่น

ว่าน้อง "กู้ชาติ" ด้วยซ้ำ เพราะเขาเกิดในช่วงที่พันธมิตรออกมาเคลื่อนไหวปี 49 ถึงเวลานี้

เขามีอายุสองขวบพอดี และเราไม่เคยเห็นความหวาดกลัวของพ่อแม่ หรือจากลูก เขายังวิ่ง

เล่น เดินไปมาในม็อบ ราวกับนี่คือที่ปกติเหมือนสวนสาธารณะ ที่พาลูกมาเดินเล่นได้

และเมื่อการยกระดับของกลุ่มพันธมิตร คือการไปบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเป็น

ฐานที่มั่นอีกที่หนึ่ง ในการเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐบาล และเป็นการส่งสัญญาณ

ไปถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองของเราด้วย ไม่เป็นเรื่องแปลกที่จะมีข่าวการสลายการชุมนุม

และก็ไม่แปลกอีกที่มีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เรียกร้องให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ดังกล่าว

ดังนั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ บริเวณที่ชุมนุม จงมีทั้งมือระเบิดที่ออกทำงานอย่างแข็งขัน

หรือข่าวว่าตำรวจจะสลายด้วยการยิงแก๊สน้ำตา แต่เราก็ยังเห็นเด็กๆติดสอยห้อยตามพ่อแม่

มาอยู่ในพื้นที่ชุมนุม

ภาพข่าวคืนหนึ่งของช่องไทยพีบีเอส ผู้ประกาศข่าวไปสัมภาษณ์พ่อของเด็กคนหนึ่งว่า

ทำไมถึงพาลูกมาร่วมชุมนุม ทั้งๆที่รู้ข่าวว่าอาจมีการสลายการชุมนุม พ่อของเด็กคนนั้นตอบ

ว่า "อยากให้ตำรวจเห็น ว่าเรามีเด็กมาด้วย จะได้ไม่ใช้ความรุนแรงกับเรา...เด็กอาจจะเป็น

เกราะกำบังให้ ถ้าเขาคิดจะใช้ความรุนแรง" ??? และเมื่อข่าวนี้ออกไป มีการวิพากษ์วิจารณ์

กันอย่างกว้างขวาง ว่าแท้จริงแล้วในพื้นที่การชุมนุมควรมีเด็กอยู่ด้วยหรือไม่ การเลือกออก

อากาศคำสัมภาษณ์ของพ่อของเด็กคนนั้น มีผลกระทบหนึ่งคือไม่ได้ทำให้คำตอบในเหตุผล

ที่พาลูกมาอย่างแท้จริง และสองทำให้สังคมเข้าใจผิดต่อคำให้สัมภาษณ์นั้นด้วย เพราะแท้ที่

จริงแล้วนั้น ไม่มีพ่อคนไหนที่จะไม่รักลูก และไม่ปกป้องลูกเมื่อมีภัยมาเยือน และสองไม่มีพ่อ

ที่ไหนจะคิดเอาลูกเป็นเกราะกำบัง เพราะถ้าเกิดเรื่องพ่อแม่พร้อมจะตายแทนลูกด้วยซ้ำ

แท้จริงแล้วเด็กที่มาอยู่ในที่ชุมนุม มีเหตุผลเดียวคือเขาติดสอยห้อยตามพ่อแม่มา เขายัง

ไม่มีวุฒิภาวะที่จะคิดว่าอันตรายนั้นวัดได้จากอะไร เขาเป็นลูกที่มีหน้าที่เชื่อฟังพ่อแม่เท่านั้น

เราไม่โทษคำตอบของพ่อเด็กคนนั้น ด้วยอารามการให้สัมภาษณ์ที่อาจจะตื่นเต้น แต่เราโทษ

การคัดเลือกข่าวมาออกอากาศของนักข่าวมากกว่า

แต่หลังจากวันนั้น ไทยพีบีเอสแก้ตัวด้วยการเชิญนักจิตวิทยาเกี่ยวกับเด็ก เชิญนักสันติวิธี

มาให้ความเห็นเกี่ยวกับการพาเด็กไปเข้าร่วมชุมนุม และทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ถึงผลกระ

ทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูก และอธิบายถึงสิ่งที่พ่อแม่ควรบอกลูกเมื่อพาลูกไปชุมนุม ส่วนตัว

เราขอชมว่าเป็นการแก้เกม และทำให้สกู๊ปเกี่ยวกับเด็กที่ตามมา มีน้ำหนักน่าฟังและน่าดู

น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งเราไม่เห็นว่าจะมีช่องไหนทำหน้าที่ได้ดีเท่ากับช่องทีวีสาธารณะนี้

ภาพที่เห็นเด็กในห้องเรียนมาพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ด้วยคำถามว่า

ใกล้จะปีใหม่แล้ว บรรยากาศแห่งความสุขของบ้านเมืองเป็นอย่างไร เด็กๆอายุประมาณ

อนุบาลสามหรือป.1 ต่างตอบว่า เค้ารู้สึกไม่มีความสุขกับเหตุการณ์ทางบ้านเมืองที่เกิดขึ้น

เค้ารับรู้ได้ว่า ตอนนี้บ้านเมืองมีสองฝ่าย มีเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง คำตอบของการแก้ปัญหา

ของบ้านเมือง คิดง่ายๆแบบไม่ซับซ้อนว่า เราต้องมาเจรจากัน มาคุยกันว่าเราควรทำอย่างไร

เพราะเราคนไทยเหมือนกัน ภาพและคำตอบของเด็กๆ ทำให้เรารู้ว่าเยาวชนตัวน้อยๆของเรา

รับรู้ถึงปัญหาของสังคม เขามองวิธีการแก้ไขอย่างริสุทธิ์และใสๆตามรูปแบบของเด็กๆ

หากแต่คำพูดของเขานั้น มันไม่อาจเป็นจริงได้ ในเมื่อผู้ใหญ่ต่างมีเหตุผล และมีความซับ

ซ้อนของปัญหาที่ลึกซึ้งกว่านั้น ดังนั้นปัญหามันจึงหยั่งรากลึกขึ้นๆทุกวัน และใกล้ที่จะ

ไปสู่จุดแตกหัก ทั้งที่เราก็ยังมองไม่เห็นว่ามันคืออะไร ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครต้องตายและ

บาดเจ็บอีกต่อไปเลย สาธุ

โดย nuning

 

กลับไปที่ www.oknation.net