วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นักเขียนรางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 5


ประกาศผลและมอบรางวัลไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการประกวดหนังสือดีเด่นรางวัล เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 5 ประจำปี 2551 รวมทั้งสิ้น 7 ประเภท ได้แก่ วรรณกรรมสำหรับเยาวชน, นวนิยาย, กวีนิพนธ์, รวมเรื่องสั้น, สารคดี, นิยายภาพ และรางวัลนักเขียนรุ่นเยาว์ เมื่อวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ ห้องดุสิตฮอลล์ โรงแรมดุสิตธานี โดยมี พลตำรวจเอกวสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล  

ผลการตัดสินของคณะกรรมการพิจารณารางวัลแต่ละประเภท ดังนี้

1.นวนิยาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ยิ่งฟ้ามหานที ของ กนกวลี พจนปกรณ์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ สะพานแสงคำ ของ ปิยะพร ศักดิ์ เกษม และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ เล่นเงา ของ จิรภัทร อังศุมาลี

2.สารคดี (สารคดีภูมิปัญญา) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน ของ อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ต้นไม้ใต้โลก ของ ทรงกลด บางยี่ขัน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ชีวิตพอเพียง หมอเกษม วัฒนชัย ของ สันติสุข โสภณสิริ และแสงใต้ในมรสุม ของ วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

3.รวมเรื่องสั้น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น ของ อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ของ ชัยกร หาญไฟฟ้า และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ หมู่บ้านแอโรบิก ของ ทัศนาวดี (สุทัศน์ วงศ์กระบากถาวร)

4.วรรณกรรมสำหรับเยาวชน (ไม่มีรางวัลชนะเลิศ) รองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ด้วยปีก...และถั่วพู ของ นิวัฒน์ บุญญานุรักษ์, บันทึกสี่เท้า จากหัวใจผู้ไร้บ้าน ของ ชนประเสริฐ คินทรักษ์ และมิตรภาพสองฝั่งโขง ของ เขม ชุดทอง

5.กวีนิพนธ์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ลมมลายู ของ วิสุทธิ์ ขาวเนียม รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ระเบียงตะวัน ของ สุขุมพจน์ คำสุขุม และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ รอยนฤมิต ของ อรรคภาค เล้าจินตนาศรี

6.นิยายภาพ (การ์ตูน) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ Nine Lives ของ ทรงศีล ทิวสมบุญ รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ต. ตุ่น ตุ๊ต๊ะผจญภัย เล่ม 1 ของ ประพันธ์ ไกรวัฒนวงศ์ และประพันธ์ ไกรวัฒนวงศ์ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ องคุลิมาล ของ โอม รัชเวทย์

7.ประเภทนักเขียนรุ่นเยาว์ 1.หมวดนวนิยายขนาดสั้น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โลกของเธอมีเพียงเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ของ มิ่งมนัสชน จังหาร 2.หมวดรวมเรื่องสั้น รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ หญิงชรา ของ กิติวัฒน์ ตันทะนันท์ 3.หมวดกวีนิพนธ์ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ฟื้นฝันบรรณพิภพ ของ ธีรภัทร เจริญสุข รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ เส้นสีของชีวิต ของ อนุวัฒน์ แก้วลอย และ4.หมวดนิยายภาพ (การ์ตูน) รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ อสุจิ (เวลาของวันพรุ่งนี้) ของ กอกาญจน์ ชำนาญช่าง รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ Doll ของ ดวงหทัย  โสตถิเสาวภาคย์ และรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ Global Warning (สัญญาณที่คุณลืม สัญญาที่โลกรอ) ของ โอ้แม่ดอกลำดวน

หากพิจารณาผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทนวนิยายเรื่อง ยิ่งฟ้ามหานที ของ กนกวลี พจนปกรณ์ นั้นนับว่าเข้ากับยุคสมัยมากทีเดียวซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอปัญหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุในสังคมปัจจุบัน

"พอดีได้ไปห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง..เห็นแม่ลูกคู่หนึ่งและลูกเข็นรถเข็นแม่มาฝากไว้กับเรา บอกว่าจะไปซื้ออาหารแล้วลูกก็หายไป เลยมีโอกาสได้พูดคุยกับแม่ของเด็กสาว แม่พูดได้แต่ไม่ชัดเพราะเป็นอัมพาตซีกหนึ่ง ยิ้มไม่ได้ แต่เวลาแกพูดถึงลูก ตาแกใสมาก เด็กผู้หญิงคนนั้นยังเป็นเด็กสาว เธอกลับมากับข้าวต้ม ลูกสาวเล่าว่าพาแม่มาห้างบ่อยๆ มันทำให้แม่ไม่เบื่อ ถ้าไปไหนจะพาแม่มาด้วย พอดีช่วงนั้นเห็นคนป่วยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตกันมาก อย่างบ้านติดกันมีคนเป็นถึงสองคน มองว่ามันเป็นภาระเยอะมาก

ย้อนมาถึงตัวเองตอนแม่ป่วยต้องดูแลอยู่บ้าน เข้าใจเลย แต่ทุกคนต้องทำมาหากินในวิถีชีวิตของคนเมือง นับวันผู้สูงอายุยิ่งเพิ่มมากขึ้น และสังคมกรุงเทพฯมันไม่เหมือนกับต่างจังหวัด ฉะนั้นต้องการเขียนและชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่รักเรา เราก็รักเขา แต่บางครั้งเราก็ลืมไปเพราะมีภาระยุ่งมากเหลือเกิน จนลืมนึกถึงตรงนี้ไป ไม่ได้บอกว่าใครผิดหรือถูก เพราะบางครั้งพ่อแม่ก็เรียกร้องเหมือนกัน ลูกก็รักพ่อแม่ ทุกคนเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่ลองหาจุดร่วมกันว่าอยู่ตรงไหน ลูกต้องตอบแทนพระคุณบุพการี พ่อแม่เองต้องเข้าใจลูกด้วย" กนกวลี เล่าความเป็นมาของเรื่องนี้

กรณีมีลูกที่พยายามสรรหาสถานพยาบาลที่ดีที่สุดสำหรับพ่อแม่โดยหวังว่าจะให้ท่านได้อยู่สบายนั้น เธอมองว่า "ปัญหานี้ได้เขียนถึงเหมือนกัน แต่ละครอบครัวมีปัจจัยต่างกัน องค์ประกอบแวดล้อมต่างกัน แต่ท้ายที่สุดแล้วทุกคนอยากมีชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก เราไม่ได้ว่าใครเลย ไม่ได้บอกเลยว่าคนที่เอาบุพการีไปไว้สถานพยาบาลแล้วไม่ได้รักพ่อแม่ ไม่ได้ให้คำตอบว่าสิ่งไหนถูก เพราะตัวแม่ในนิยายก็เอาแต่ใจมากเลย บางทีผู้ใหญ่ต้องพยายามคิดถึงจิตใจลูกด้วย

ถ้าเด็กอ่านนวนิยายเรื่องนี้แล้วอาจจะยังไม่เข้าใจ ต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เคยผ่านประสบการณ์นี้มาบ้างแล้ว แต่ผลสะท้อนกลับมาดีมาก บางคนบอกว่าอ่านเรื่องนี้แล้วคิดได้ว่าต่อไปนี้จะจัดการกับมันอย่างไรดี เพราะต้องอธิบายว่าสังคมชนบทกับสังคมกรุงเทพฯต่างกัน ชนบทอาจจะฝากญาติๆ หรือเพื่อนบ้านดูแลได้ แต่สังคมเมืองมันไม่ได้ หลายๆ ครอบคัวต้องหันไปหาสถานพยาบาล ทุกวันนี้คนแก่เยอะขึ้น แต่บ้านเราไม่มีสวัสดิการมาดูแลตรงนี้ สังคมไทยยังต้องพึ่งพิงลูกหลาน ขณะเดียวกันภาระการงานก็บีบคั้นอยู่ตลอด หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นตัวจุดประกายหรือให้ฉุกใจคิดว่าวันหนึ่งต้องเจออย่างนี้แน่ๆ เมื่อเจอแล้วจะต้องทำอย่างไรดี"

ส่วนรวมเรื่องสั้นชุด เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น ผลงานของ อดิศร ไพรวัฒนานุพันธ์ นักเขียนหนุ่มรุ่นใหม่ เจ้าของรางวัล Young Thai Artist Award 2006 โดยภาพรวมเป็นการสะท้อนปัญหาอันหลากหลายของสังคมเมือง ทั้งปัญหาด้านการเมือง เศรษฐกิจ ครอบครัว การศึกษา วิกฤติทางจิตใจและทางปัญญาของคนในสังคม ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าผูกโยงอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ส่งผลในด้านลบต่อเด็กและเยาวชนซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ซึ่งนำเสนอผ่านการใช้นิทานเปรียบเทียบและการใช้สัญลักษณ์

"เริ่มแรกผมคิดด้วยความอยู่กับสังคมเมืองมาตลอดชีวิต 20 กว่าปี ผมได้เห็นได้รู้สึกกับสิ่งต่างๆ รอบตัว เรื่องราวต่างๆ ชีวิตในเมือง การเมือง การศึกษา เกี่ยวกับการแข่งขันเอาตัวรอด เหล่านี้เป็นเรื่องรอบๆ ตัว จะพบเห็นและรู้สึก เลยเกิดคำถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ตอนเริ่มต้นเขียนก็ดูว่าตัวผมมีข้อเด่นตรงไหน จริงๆ ผมชอบคิดเชื่อมโยง คือเอาเรื่องนั้นมาโยงกับเรื่องนี้ ทำให้เขียนออกมาเป็นเชิงนิทาน เล่นกับสัญลักษณ์ อ่านแล้วต้องตีความ

อย่างเรื่องสั้น 'โจทย์ยาก' เขียนเพราะช่วงนั้นมีการเดินขบวนบ่อย โดยส่วนตัวบางเรื่องมันซีเรียส วิธีการเล่าเรื่องเลยต้องใช้สัญลักษณ์เพื่อทำให้เป็นเรื่องง่ายๆ อ่านแล้วเข้าใจได้ หรืออย่าง 'ปืนฉีดน้ำกับเป้ากระดาษ' เป็นเรื่องสะท้อนพฤติกรรมของวัยุร่นในปัจจุบัน เหมือนกับมีเพศสัมพันธ์กัน จริงๆ สัญลักษณ์ในเรื่องนี้ฟังแค่ชื่อเรื่องก็รู้แล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ผู้ชายถือปืนฉีดน้ำ ผู้หญิงถือเป้ากระดาษเล่นกัน พอถึงจุดหนึ่งเกมไปไกลเลยเถิด"

แต่ปัญหาทั้งระดับยิบย่อยไปจนถึงระดับใหญ่ได้นำมาสรุปไว้ในเรื่องสั้น 'เด็กทารกแห่งเมืองหมองหม่น' ด้วยเหตุผลว่า "ผมคิดว่าในแต่ละเรื่องสั้นมันจะเป็นประเด็นย่อยๆ ลงไป จะทำยังไงให้คนอ่านรู้สึกว่ามันเป็นปัญหารอบๆ ตัว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น บางทีอาจมองข้ามไป โดยส่วนตัวมองว่าเรื่องสั้นชุดนี้มีแต่ปัญหาจริงๆ เป็นปัญหาเกินกำลังที่คนคนเดียวจะคิดแก้ได้ เมื่อหลายคนล่วงรู้ปัญหาแล้วต้องช่วยกัน"

ทั้งนี้ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท และยังได้รับโล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีอีกด้วย

...................................

พรชัย จันทโสก : รายงาน 

โดย นิรันศักดิ์_บุญจันทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net