วันที่ พุธ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศาลปู่ตาท้าวแสนนามกับที่มาของตำบลปะอาว


                                   ศาลปู่ตาท้าวแสนนาม

          ตำบลปะอาว อำเภเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวที่สัญจรเข้าออกบ้านปะอาว      จะต้องได้ขับรถผ่านศาลปู่ตาท้าวแสนนาม ตั้งอยู่ด้านขวามือของทางเข้าหมู่บ้านใกล้กับองค์การบริหารส่วนตำบลปะอาว นักท่องเที่ยวน้อยคนนักจะทราบที่มาองศาลปู่ตาหากสังเกตให้ดี เมื่อมีใครขับรถผ่านศาลปู่ตา มักจะบีบแตรรถเพื่อบอกกล่าวปู่ตา

ไม่ใช่ว่าเห็นมีคนมาขวางทางหรอกนะคะ แต่เป็นวัฒนธรรมที่คนในหมู่บ้านจะถือปฏิบัติ

กันมา ชาวปะอาวจะเคารพนับถือปู่ตาท้าวแสนนามเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่  และเชื่อ

กันว่า   ปู่ตาท้าวแสนนามยังคงคอยปกป้องคุ้มครองคนในหมู่บ้านอยู่เสมอ

                      

           สงสัยล่ะสิว่าสมัยก่อนไม่มีรถเครื่องจะบีบแตรอะไร... สมัยก่อนเมื่อยังไม่มีรถเครื่องผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาจะยกมือไหว้ เพื่อเป็นการบอกกล่าวกับผู้ปกครองหมู่บ้าน ที่ยังคงความเคารพ ศรัทธาสืบต่อกันมาอย่างไม่เสื่อมคลาย

          ผู้เฒ่าผู้แก่ เล่าสืบต่อกันมาว่าคนตำบลปะอาว เป็นคนที่อพยพมาจากเวียงจันทร์ ประเทศลาวในอดีต ที่นครเวียงจันทร์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศลาว ได้เกิดกบฎขึ้นกลางเมือง มีกองทัพกลุ่มหนึ่งพากันอพยพหนีข้ามลำน้ำโขงมาฝั่งไทย โดยตั้งถิ่นอาศัยอยู่ที่หนองบัวลำภู (อุดรธานี) ปัจจุบันคือจังหวัดหนองบัวลำภู) ผู้นำกองทัพของชนกลุ่มนั้นมี 2 คน เรียกกันว่า “พระวอ พระตา” แต่ก็มีกองทัพข้าศึกติดตามมาจึงถูกข้าศึกฆ่าตายที่หนองบัวลำภูนั่นเอง คงเหลือแต่พระวอ ได้พาไพร่พลอพยพเลาะเลียบฝั่งแม่น้ำโขงลงมา แล้วพากันข้ามไปประเทศลาวอีกครั้ง แต่ก็ยังถูกรุกรานทางการเมืองอยู่   จึงพากันหนีข้ามมายังฝั่งไทยอีกครั้ง เลาะเลียบฝั่งโขงลงมาถึงดอนมดแดงหรือดอนอู่ผึ้ง ติดฝั่งแม่น้ำมูล พระวอพร้อมด้วยลูกๆ  ของพระตาและหมู่พสกนิกร จึงพากันปลูกหลักปักฐานเป็นเมืองอุบลมาจนถึงทุกวันนี้

             ท่านขุนน้อย ขุนใหญ่และไพร่พลต่างก็แยกย้ายพากันหาทำเลที่เหมาะสม แล้วตั้งเป็นหมู่บ้านตามความพอใจ มีไพร่พลชาย 2 คนพี่น้อง ผู้พี่ชื่อ ท้าวเตชะผาระงุม มีลูก 2 คนชื่อ ท้าวคำแดง และท้าวหล้าน้อย ผู้น้องชายชื่อ ท้าวแสนนาม พาหมู่ญาติมาถึงทำเลที่เหมาะสม และอุดมสมบูรณ์ คือทิศเหนือมีหนองบัวใหญ่ ทิศใต้มีหนองบัวน้อย จึงได้ตั้งรกรากอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ต่อมาญาติผู้พี่คือท้าวเตชะผาระงุมจึงพาลูกชายทั้ง 2 คือ ท้าวคำแดง และท้าวหล้าน้อย และญาติอีกกลุ่มหนึ่ง อพยพขึ้นไปทางทิศเหนือ พบที่เหมาะจึงตั้งหมู่บ้านขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เป็นบ้านโพนเมือง ตำบลหนองเหล่า อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี โดยทิ้งน้องชายไว้ที่หมู่บ้านเดิม คือบ้าน ปะอาว ซึ่งเพี้ยนมาจากคำว่า “ป๋าอาว” ป๋า ภาษาถิ่น หมายถึง ปล่อยปะ ละทิ้ง ทิ้งไว้ ส่วนคำว่า “อาว” ภาษาถิ่น หมายถึง อา หรือน้องชายของพ่อ หรือกลุ่มญาติทางผู้พี่ เรียกญาติทางผู้น้องชายก็ได้ ความหมายในที่นี้ คำว่า “ปะอาว”  คือ พี่ชายละทิ้งผู้น้องชาย

             ทั้งบ้านปะอาว และบ้านโพนเมือง จึงมีความผูกพันนับถือ เป็นบ้านพี่ บ้านน้อง มาถึงปัจจุบัน ภูมิประเทศที่ตั้งหมู่บ้าน มีหลายสิ่งเหมือนกัน เช่น มีวัดสองวัดที่เหมือนกัน คือ วัดเรียบปะอาว และวัดบูรพา และมีหนองบึงเหมือนกัน สำเนียงภาษาพูดก็เป็นสำเนียงภาษาพูดเดียวกัน การแต่งกายพื้นเมืองนิยมสวมเสื้อไหมย้อมด้วยมะเกลือสีดำ มีผ้าสไบพาดบ่า ผ้าถุง

ไหมลายมัดหมี่ ชายนุ่งผ้าโสร่งไหม

          รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่ใครๆ ไม่กล้าล่วงล้ำ ลบหลู่ คือ เจ้าปู่ตา ที่เป็นหลักบ้าน หลักเมือง ประจำหมู่บ้าน คือศาลปู่ตาท้าวแสนนาม ของบ้านปะอาว และศาลปู่ตาท้าวเตชะผาระงุมมของบ้านโพนเมืองผู้ก่อตั้งหมู่บ้าน    อันเป็นหลักฐานบอกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านปะอาว และบ้านโพนเมืองในปัจจุบันนี้

 

 

โดย พัฒนากรคนสวย

 

กลับไปที่ www.oknation.net