วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศีลนำหน้า ปัญญาตามหลัง .... ดังนั้นฤา


ชาวพุทธคุ้นเคยกับคำว่า “ ศีล สมาธิ ปัญญา ” เป็นอย่างดี ด้วยเป็นองค์ประกอบของไตรสิกขา ( หรือมรรคมีองค์ ๘ ) อันเป็นหลักในการดำเนิน และพัฒนาชีวิตทั้งในแง่พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา เพื่อประโยชน์ทั้งในระดับปัจจุบัน หรือประโยชน์ที่ยิ่งๆขึ้นไป

 

การเรียกองค์ประกอบของไตรสิกขาว่า “ ศีล สมาธิ ปัญญา ” อาจหมายถึงการให้ลำดับความสำคัญขององค์ประกอบทั้งสาม หรืออาจหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการของไตรสิกขา  หากในทางปฏิบัติ บางทีการให้ความสำคัญกับ “ ศีล ” มาก่อน “ ปัญญา ” อาจนำชาวพุทธไปสู่ “ สีลัพพตปรามาส ” ได้ หากแค่รักษาศีลแค่ปฏิบัติตามๆกันไป ไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้

 

ศาสตราจารย์ แสง จันทร์งาม ได้ให้ความเห็นไว้ในหนังสือ “ ประทีปธรรม ” ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกในปี ๒๕๑๓ ว่า  ภิกษุ และ ฆราวาส ควรให้ความลำดับความสำคัญกับศีล สมาธิ ปัญญา ต่างกัน โดยพระภิกษุควรเริ่มที่ศีล สมาธิ และปัญญา แต่ฆราวาสควรเริ่มที่ปัญญา ศีล และสมาธิ โดยเริ่มที่ปัญญาระดับทิฏฐิก่อน เมื่อรักษาศีล และเจริญสมาธิแล้ว จึงจะสามารถเจริญปัญญาระดับญาณต่อไปได้

 

ดังความเห็นของท่านในหน้า ๖0 “ การที่ท่านวางหลักปฏิบัติไว้ ๓ ประการนี้ เข้าใจว่ามุ่งให้เป็นหลักปฏิบัติสำหรับพระภิกษุมากกว่า และให้เริ่มการปฏิบัติที่อธิศีลก่อน แล้วจึงไปหาอธิจิตและอธิปัญญา เพราะว่าพระภิกษุเป็นบุคคลมีลักษณะพิเศษในบรรดาพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นผู้เสียสละโลก ยอมมอบกายถวายชีวิตแก่พระศาสนาแล้ว เป็นบุคคล “ วงใน ” ของพระพุทธศาสนา อยู่ในฐานะอันสูงส่งกว่าคนธรรมดา .... ฉะนั้น ศีลจึงเป็นสิกขาอันแรกที่ภิกษุต้องปฏิบัติ ถ้าภิกษุไม่ปฏิบัติตามศีล ๒๒๗ ข้อ ก็ขาดจากความเป็นภิกษุ หรือศีลเศร้าหมองทันที ”

 

และในหน้า ๖๔  “ คนเราย่อมสำคัญอยู่ที่ทัศนคติ หรือ “ ความเห็น ” ถ้าความเห็นถูก การพูด การกระทำ และการดำเนินชีวิตก็จะพลอยถูกไปด้วย ถ้าความเห็นผิด ทุกสิ่งจะผิดหมด ฉะนั้นใจที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ จึงเป็นฐานสำหรับให้เกิด ศีล และสมาธิต่อไป ตรงกันข้าม หากยังไม่มีสัมมาทิฏฐิ แม้จะปฏิบัติศีล สมาธิ ก็ปฏิบัติพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง เพราะยังไม่เห็นคุณค่า ”

 

พระธรรมปิฏกได้แสดงปาฐกถาธรรม ณ สำนักงานองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก เมื่อ ๒๙ มกราคม ๒๕๓๒ มีใจความคล้ายคลึงกัน “ กล่าวคือ ในการที่จะมีสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นองค์แรกของมรรค มีปัจจัย ๒ ประการที่จะช่วยให้คนมีสัมมาทิฏฐิ คือ

  ปรโตโฆสะ แปลว่า อิทธิพลหรือเสียงจากภายนอก

  โยนิโสมนสิการ แปลว่า การทำในใจโดยแยบคาย พิจารณาโดยแยบคาย รู้จักคิด คิดเป็น

นี้เป็นปัจจัย ๒ อย่างที่ทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นองค์ประกอบเริ่มแรกของมรรค และเป็นจุดเริ่มของการศึกษาที่ถูกต้อง ”

 

ซึ่งก็หมายถึงชาวพุทธควรให้ความสำคัญกับปัญญา มาก่อนศีล และสมาธิ ดังจะเห็นว่าองค์ประกอบของมรรคมีองค์ ๘ พระพุทธองค์ได้นำสัมมาทิฏฐิเป็นข้อแรก ดังพุทธดำรัสตอบคำถามที่ว่าในบรรดามรรคมีองค์ ๘ นั้น องค์ไหนจัดว่าสำคัญที่สุด ( ศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ หน้า ๘๓ )

 

“ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง ๘ นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิเป็นประธานอย่างไร คือเมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้ เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุติจึงพอเหมาะได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล พระเสขะผู้ประกอบด้วยองค์ทั้ง ๘ จึงเป็นพระอรหันต์ประกอบด้วยองค์ ๑0 ”

 

ศาสตราจารย์แสง ยังให้ข้อคิดต่อไปในหนังสือประทีปธรรมอีกว่า “ พูดถึงความยากง่ายในการปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิปฏิบัติได้ง่ายกว่าศีล เพราะเป็นงานทางใจ เพียงแต่นั่งนึกตรึกตรองในปัญหาชีวิตเพื่อค้นให้พบความจริง ก็เป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว ”

 

นั่นคือชาวพุทธควรเริ่มต้นการเป็นพุทธศาสนิกชนด้วยการพิจารณาหาเหตุผลในการดำเนินชีวิต และความเป็นไปของธรรมชาติตามความจริง ความเป็นไป ( สัมมาทิฏฐิ คือการใช้ปัญญาระดับทิฏฐิ หรือระดับความเห็น ) เมื่อพบแล้วก็จะเกิดความคิดที่ถูกตามมา ( สัมมาสังกัปปะ ) นั่นคือ ดำริที่จะออกจากกาม หรือปลอดจากความโลภ ดำริที่จะไม่พยาบาท และดำริที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น เมื่อมีความคิดที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็จะระมัดระวังวาจาที่อาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อผู้อื่นด้วยวาจาตามมา ( สัมมาวาจา หรือก็คือศีลข้อ ๔ )

 

ตามมาด้วยการกระทำที่จะไม่เบียดเบียนร่างกาย และชีวิตกัน  เว้นจากการกระทำที่นำความเดือดร้อนมาให้ ( สัมมากัมมันตะ ) นั่นคือจากการฆ่า หรือเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่น ( ศีลข้อ ๑ ) เว้นจากการลักทรัพย์ ( ศีลข้อ ๒ ) ประพฤติผิดในกาม ( ศีลข้อ ๓ ) อันนำไปสู่การประกอบอาชีพที่ซื่อสัตย์สุจริต ( สัมมาอาชีวะ )

 

เมื่อพัฒนาจิตใจ และพฤติกรรมได้ระดับหนึ่งแล้ว เท่ากับได้ละความชั่วลงได้บ้าง จึงพึงระวังไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้นอีก มุ่งสร้างความดี และพึงรักษารักษาความดีที่เกิดขึ้นให้ยิ่งๆขึ้นไป ( สัมมาวายามะ )

 

และพึงมีสติ ใส่ใจในงานที่ทำ เพื่อความก้าวหน้า และผลสำเร็จ และพฤติกรรมของตนตลอดเวลาเพื่อไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่น ( สัมมาสติ ) โดยพึงระลึกรู้อิริยาบถของร่างกาย ระลึกรู้ความรู้สึกของร่างกาย ระลึกรู้ว่าอารมณ์ไหนกำลังผ่านเข้ามาในจิต ระลึกรู้ว่าความคิดไหนกำลังผ่านเข้ามาในจิต

 

เช่นขณะที่ทำงานอยู่ เกิดนึกแค้นคนรักเก่าที่ทิ้งขว้างไปแต่งงานใหม่จนทำให้ไม่มีจิตใจทำงานต่อ ควรระลึกรู้ว่าความคิดที่ผ่านเข้ามาคือ คนรักเก่า หรือความรักเก่า อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาคือความเสียใจ ความคิดถึง อาจต้องวกขึ้นไปใช้สัมมาทิฏฐิ ตริตรองความจริงที่เกิดขึ้น คือ ความไม่เที่ยงแท้ ฐานะในปัจจุบันของทั้งสองคน แล้วอาจมีดำริที่จะไม่พยาบาท เพื่อทำจิตใจให้สงบ ระหว่างที่กำลังสงบใจนั้น ก็ระมัดระวังวาจา และอากัปกิริยาที่อาจไปกระทบถึงบุคคลที่สามซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้าได้ เมื่อทำใจได้ครั้งหนึ่ง ก็ควรรักษาความคิดดีๆนั้นไว้ให้คงอยู่ตลอดไป สติจึงดึงรั้งให้จิตกลับมาจดจ่อ หรือมีสมาธิกับการทำงานต่อไปได้

 

ผู้เขียนเข้าใจว่าศีลข้อสุดท้าย คือห้ามดื่มสุราเมรัย น่าจะอยู่ในสัมมาสติด้วย เนื่องเพราะความมึนเมาเป็นเหตุให้ขาดสติ จึงขออนุญาตเติมไว้ หากผิดพลาด ขอผู้รู้โปรดแนะนำ

 

เมื่อชาวพุทธมีทัศนคติที่ถูกต้อง เพียรรักษาศีล ส่งผลให้จิตใจพัฒนาขึ้นตามลำดับ และเมื่อจิตใจพัฒนามากขึ้นแล้ว ความต้องการพัฒนาจนถึงขีดสุดจะตามมาเอง นั่นคือการพัฒนาจิตใจไปสู่โลกุตระ  จึงก่อให้เกิดสัมมาสมาธิขึ้น เพื่อพัฒนาปัญญาระดับทิฏฐิ ไปสู่ปัญญาระดับญาณ

 

ฆราวาสบางคนสนใจแต่การฝึกสมาธิ อาจเริ่มต้นจากการฝึกสมาธิก่อน เมื่อฝึกไปได้ระยะหนึ่ง จะพบว่าหากไม่ได้รักษาศีล การฝึกมักไม่ก้าวหน้า เพราะศีล เป็นบาทฐานของสมาธิอันก่อให้เกิดปัญญา จึงมักหันมารักษาศีล อันเป็นจุดเริ่มที่นำไปสู่ปัญญาระดับญาณ นั่นก็คือยังต้องเริ่มต้นด้วยการใช้ปัญญาระดับทิฏฐิมาพิจารณาจนพบเหตุผลดังกล่าวอยู่ดี 

 

ดังนั้นชาวพุทธจึงควรยึดมรรคมีองค์ ๘ เป็นหลักในการดำเนินชีวิต  โดยควรให้ความสำคัญกับสัมมาทิฏฐิเป็นอันดับแรก ดังที่พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์ ได้กล่าวไว้ว่าในหนังสือ “ พระไตรปิฏกร่วมสมัย ” หน้า ๒๒ ว่า “ เหมือนขบวนรถไฟที่มีหัวจักร ๑ โบกี้ ๗ หัวจักร เปรียบเป็นสัมมาทิฏฐิ นำโบกี้ ๗ เปรียบเป็นสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ตาม ต้องวิ่งตรงตามรางไปสู่จุดหมายปลายทางพร้อมกัน จะแยกออกจากกันไม่ได้ ”

........................................................................

บรรณานุกรม

 

พระธรรมปิฏก  พจนานุกรมพุทธศาสน์ฉบับประมวลศัพท์  มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  กรุงเทพ, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๔๖

 

พระธรรมปิฏก  ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น  อมรินทร์พริ้นติ้แอนด์พับลิชชิ่ง  ๖๕/๑๖ ถนนชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ , พ.ศ. ๒๕๔๗

 

พระมหาอุเทน ปัญญาปริทัตต์  พระไตรปิฏกร่วมสมัย  สำนักพิมพ์ธรรมดา ๑๑๓ หมู่บ้านจินดาธานี หมู่ ๑0 ถนนบรมราชชนนี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ , พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๔๖

 

แสง จันทร์งาม ประทีปธรรม สร้างสรรค์บุคส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๔๔

 

แสง จันทร์งาม  พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์  สร้างสรรค์บุคส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๘

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net