วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รูปพุทธประวัติ





พระโพธิสัตว์ประสูติ

ข้อนี้เป็นเพราะเดชแห่งบุญญาธิการ
เมื่อพระมารดาทรงครรภ์ครบทสมาสแล้ว
ในวันประสูติ พระมารดาปรารถนาจะ
ไปเยี่ยมกรุงเทวทหะ

จึงออกเดินทางพร้อมด้วยบริวาร
ถึงลุมพินีวันอันตั้งอยู่ในระหว่าง
พระนครทั้งสอง ขณะนั้น
ได้บังเกิดลมกัมมชวาตประชวรพระ

ครรภ์ นางกำนัลจึงได้ช่วยกันผูกม่าน
ใต้ต้นสาละ พระนางได้ประสูติพระโอรส
หลังจากประสูติ พระโพธิ์สัตว์ได้ตรัสเปล่งอาสภิวาจา

(คำพูดที่กล้าหาญ องอาจ) ว่า “เราเป็นผู้เลิศในโลก
เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก
เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย

ของเรา บัดนี้ ภพใหม่ของเราย่อมไม่มี”
ขณะนั้นเอง ทั้งหมื่นโลกธาตุก็กัมปนาทหวั่นไหว
เกิดโอกาสแสงสว่างไปทั่วโลกทั้งปวง

ข้อนี้เป็นด้วยอำนาจพุทธบารมี
เป็นเรื่องธรรมดาของพระพุทธเจ้า




เสด็จประพาสสวน ทรงเห็นเทวฑูต ๔ คือ
คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต

ต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึก
ในพระทัยเช่นนั้น อยู่ที่ทรงเห็นสิ่งที่เรียกว่า
เทวฑูตทั้ง ๔
ระหว่างทางในวันเสด็จประพาสพระราชอุทยาน
นอกเมืองด้วยรถม้าพระที่นั่ง
พร้อมด้วยสารถี
คนขับ เทวฑูตทั้ง ๔ คือ
คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช
ทรงเห็นคนแก่ก่อน

ในคราวเสด็จประพาสพระราชอุทยาน
ครั้งที่ ๔ ทรงเห็นนักบวช
"นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์
กอปรด้วยอากัปกิริยาสำรวม..."

ครั้นมาถึงแม่น้ำอโนมานที เจ้าชายสิทธัตถะตัดผม
อธิษฐานเป็นนักบวชแม่น้ำอโนมานที แม่น้ำที่
เจ้าชายสิทธัตถะตัดผม อธิษฐานเป็นนักบวช
เมื่อนายฉันนะได้รับม้า และรับเครื่องทรงกษัตริย์แล้ว
พระองค์ก็บอกให้เอาไปคืนพ่อ ฉันไม่ขอแต่งเครื่อง
ทรงกษัตริย์นี้อีกแล้ว จะขอแต่งเครื่องทรงของ
นักพรตนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ย้อมน้ำฝาดต่อไป




ทรงตัดโมลีถือเพศบรรพชา
ณ ฝั่งน้ำอโนมา ฆฏิการพรหมถวายอัฐบริขาร

ทรงพาม้าและมหาดเล็กข้ามแม่น้ำ
แล้วเสด็จลงจากหลังม้าประทับนั่งบนหาดทราย
อันขาวดุจแผ่นเงิน
พระหัตถ์ขวาจับพระขรรค์แสงดาบ
พระหัตถ์ซ้ายจับพระจุฬา
คือยอดหรือปลายพระเกศา
กับพระโมฬี คือ มุ่นพระเกศา
หรือผมที่มุ่นเป็นมวย
แล้วทรงตัดด้วยพระขรรค์แสงดาบ
เหลือพระเกศาไว้ยาวประมาณ ๒ นิ้ว
เป็นวงกลมเวียนไปทางขวา



ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา


ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยา
ปัญจวัคคีย์เฝ้าปฎิบัติ
พระอินทร์ดีดพิณถวายข้ออุปมา

ตอนนี้เป็นตอนที่พระมหาบุรุษบำเพ็ญ
ทุกกรกิริยา กลุ่มคนที่นั่งอยู่เบื้อง
หน้าพระพักตร์นั้นคือ
คณะปัญจวัคคีย์ มี ๕ คนด้วยกัน
คือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ
และอัสสชิ ทั้งหมดตาม
เสด็จพระมหาบุรุษออกมาเพื่อเฝ้าอุปัฏฐาก
ส่วนผู้ที่ถือพิณอยู่บนอากาศนั้นคือพระอินทร์



รูปพุทธประวัติพระพุทธเจ้า





พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ข้อนี้เป็นเพราะเดชแห่งญาณ
หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรง
บำเพ็ญทุกกรกิริยาแล้ว ทรงเห็นว่า
ไม่ใช่เห็นทางตรัสรู้ จึงทรงฉันพระ

กระยาหารตามปกติ
และทรงดำเนินทางสายกลาง
จนได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในขณะอรุณขึ้นทอแสงในเวลาเช้าอันเป็น

วันวิสาขปุณณมี ดับอาสวกิเลสเ
ป็นสมุทเฉทปหาน พร้อมกับเกิดความอัศจรรย์
ทั้งหมื่นโลกธาตุก็กัมปนาทบันลือลั่นหวั่นไหวให้
สาธุการ เป็นเหตุให้รู้ว่า
ได้มีผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
ข้อนี้เป็นธรรมดาของพุทธเจ้า



สำแดงปฐมเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
โปรดเบญจวัคคีย์ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรม
วันที่พระพุทธเจ้ากำลังทรงแสดงธรรม
'ปฐมเทศนา' ดังที่เห็นอยู่ในภาพนั้นคือ วันขึ้น
๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นรุ่งขึ้นหลังจากเสด็จมาถึง
และพบเบญจวัคคีย์ คือ วันอาสาฬหบูชานั่นเอง

ผู้ฟังธรรมมี ๕ คน ที่เรียกว่า 'เบญจวัคคีย์'
เรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ
ทรงปฏิเสธสิ่งที่คนคือนักบวชสมัยนั้นนิยมทำกัน
คือ เรื่องทรมานตนให้ลำบาก
และการปล่อยชีวิตไปตาม
ความใคร่ ทรงปฏิเสธว่าทั้งสองทางนั้น
พระองค์เคยทรงผ่านและทรงทดลองมาแล้ว
ไม่ใช่ทางตรัสรู้เลย
แล้วทรงแนะนำทางทางสายกลางที่เรียกว่า
'มัชฌิมาปฏิปทา' คือปฏิบัติดีปฏิบัติตามมรรค ๘
ที่กล่าวโดย
ย่อคือ ศีล สมาธิ และปัญญา
 
ได้รู้แล้ว ได้สำเร็จแล้ว" ตั้งแต่นั้นมา
ท่านโกณฑัญญะจึงมีคำหน้าชื่อเพิ่มขึ้นว่า
'อัญญาโกณฑัญญะ'
 

ในคืนนั้นจึงได้ชวนนายฉันนะกับม้ากัณฐกะหนีออกบวช


วันจาตุรงคสันนิบาต

วัันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓
มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่ต้องจารึกไว้
ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนา คือ
พระสงฆ์สาวกของ

พระพุทธเจ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูป
มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเวฬุวัน
เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกัน
พระสงฆ์เหล่านั้น

ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา ๖
และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบท
โดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้
พระพุทธเจ้าได้ทรง

แสดงโอวาทปาติโมกข์
ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น
ซึ่งเป็นทั้งหลักการของพระพุทธศาสนา
อุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติของพระ

ภิกษุผู้จะไปประกาศพระศาสนา
ซึ่งเป็นหลักธรรมที่นำไปใช้ได้
ทุกสังคม มีเนื้อหาดังนี้ คือ



นายขมังธนู ได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดมือไม้อ่อนเปลี้ย
ไปหมด ยิงไม่ลง เพราะพุทธานุภาพอันน่าเลื่อมใส ข่มใจ
ให้สยบยอบลง จึงต่างวางคันธนูแล้วกราบพระบาทพระพุทธเจ้า
นายขมังธนูซึ่งพระเทวทัตส่งไปฆ่าพระพุทธองค์
ปลงอาวุธฟังธรรม สำเร็จมรรคผล
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้
พวกนายขมังธนูฟัง ฟังจบแล้ว
นายขมังธนูต่างได้สำเร็จโสดาหมดทุกคน


แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
เพื่อโปรดพระพุทธมารดา
แสดงธรรมโปรดพุทธมารดา
คือ พระนางสิริมหามายา
ซึ่งเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว
เสด็จบังเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต







เสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยบันไดแก้ว
บันไดทอง บันไดเงิน เสด็จลง คือ วันออกพรรษา
เมืองที่เสด็จลง คือ เมือง สังกัสนคร
พระบาทแรกที่ทรงเหยียบพื้นโลกนั้น
ต่อมาได้กลายเป็นสถานที่ระลึก
เรียกว่า "อจลเจดีย์" เรียกอย่างไทยเราก็ว่า
"รอยพระพุทธบาท"
ตามตำนานว่า ที่นี่ เป็นที่แห่งหนึ่งที่มี
รอยพระพุทธบาท ปรากฎอยู่


ครั้นแล้วก็ทรงเปิดโลก บันดาลให้ เทวดา
มนุษย์ และสัตว์นรก แลเห็นซึ่งกันและกัน
ทรงทอดพระเนตรไปทางทิศเบื้องบน เทวโลก
และ พรหมโลก ก็เปิดมองเห็นโล่ง เมื่อทรงทอด
พระเนตรไปในทิศเบื้องต่ำ นิรยโลกทั้งหลาย
ก็เปิดโล่ง ในครั้งนั้น สวรรค์ มนุษย์ และสัตว์นรก
ต่างก็เห็นซึ่งกันและกันทั่วจักรวาล
วันนี้คนทั้งสามโลกได้เห็นแล้ว ที่ไม่อยาก
เป็นพระพุทธเจ้านั้น ไม่มีเลยสักคน"



พระพุทธเจ้าปรินิพพาน

ข้อนี้เกิดขึ้นเพราะการร้องให้ของแผ่นดิน

หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสปัจฉิโมวาทว่า “

ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ของตนเองสมบูรณ์
ด้วยความไม่ประมาทเถิด”

พอตรัสจบลง พระองค์ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน
ก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์

แผ่นดินใหญ่ก็บันลือลั่นหวั่นไหว
ทั้งหมื่นโลกธาตุก็หวั่นไหว ด้วยเสียงกัมปนาทของพื้นปฐพี

ที่มาจากเวบของภาพ
http://www.intania8x.com/forums/index.php?s=e0aec9ca..
และ จขบ หามาเองบ้าง.

โดย waree

 

กลับไปที่ www.oknation.net