วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตามรอยพ่อหลวง วิถีทางที่ยั่งยืน


        กระแสทุนนิยมที่หลายฝ่ายช่วยกันเร่งเร้า ทำให้เราหนีจากรากเหง้าแห่ง “เศรษฐกิจพอเพียง” และชีวิตสันโดษ ไปสู่อ้อมกอดของอุปสงค์อุปทานปลอมๆ

         “อยู่แบบพอเพียง พอมี พอกิน”

         มีสักกี่คนที่ทราบความหมายอย่างลึกซึ้งและแท้จริง จนถึงขั้นที่สามารถปฏิบัติได้จริง หนึ่งในนั้น คือ นายสุนทร สุวรรณปักษ์ ด้วยอายุที่เกินกว่าจะรับราชการต่อ แต่ด้วยความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่อยากจะเห็นชุมชนบ้านเกิดของตนเป็นสุขอย่างแท้จริง ท่านจึงได้รับเลือกกลับมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ประจำหมู่บ้านบึงประเสริฐ หมู่ที่ 8 ตำบลพลกรัง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา อีกครั้ง แต่เป็นสมัยที่เท่าไรตัวท่านเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน ซึ่งชุมชนนี้มีประชากรประมาณ 240 คน หรือประมาณ 50 หลังคาเรือน

        นโยบายหลักของการบริหารชุมชนของคุณลุงสุนทรนั้น เพื่อต้องการสนองพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสามารถทำได้จริง และเห็นผลมาแล้ว โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลพลกรัง และสนง.เกษตรอำเภอเมืองนครราชสีมา โดยหลักใหญ่ใจความนั้นคุณลุงสุนทรบอกว่าต้องการเพียงแค่ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร เมื่อเข้าใจก็เกิดสันโดษ พอเพียง ชีวิตก็เรียบง่าย

        โดยหมู่บ้านบึงประเสริฐนี้ได้มีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของหมู่บ้านขึ้น มีเงินสะสมไว้สำหรับสมาชิกจำนวน 1,500,000 บาท ที่เกิดจากเงินออมของชาวบ้าน ที่มีการกำหนดให้ฝากเงินได้สูงสุดไม่เกิน 100 บาท / คน / เดือน แต่ที่ได้มากขนาดนี้ก็เป็นเพราะได้สะสมมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2525 นั่นเอง นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสร้างความมั่นคงให้กับหมู่บ้านได้เป็นอย่างดี

        มองไปเบื้องหน้า บ้านพักของคุณลุงสุนทรช่างร่มรื่นและน่าอยู่ จากที่เราได้เดินเยี่ยมชมรอบๆบริเวณบ้านของคุณลุงสุนทรแล้วต้องบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณลุงได้ทำนั้นล้วนแต่นำมาใช้ประโยชน์และช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ทั้งสิ้น โดยเริ่มจากโครงการที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มคนภายนอกทั้งจากต่างอำเภอไปจนถึงต่างจังหวัดที่ให้ความสนใจเข้ามาศึกษาดูงาน โครงการที่ว่าก็คือ “โครงการก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากมูลสัตว์” เพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนในครัวเรือน ซึ่งถือเป็นชุมชนต้นแบบเลยทีเดียว

        ก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอก๊าซ คือก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือก๊าซที่เกิดจากการหมักของมูลสัตว์ หรือสารอินทรีต่างๆถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ประโยชน์จากก๊าซชีวภาพนั้นหลักๆก็คือ

        1. ด้านพลังงาน เช่น ใช้หุงต้มอาหาร , จุดตะเกียงให้แสงสว่าง , ใช้กกลูกสัตว์ , เครื่องทำน้ำอุ่น , เตาอบผลผลิตทางการเกษตร

        2. ด้านการป้องกันและการรักษาสิ่งแวดล้อม การนำมูลสัตว์ไปหมักจะถูกย่อยสลายทำให้กลิ่นและไข่แมลงต่างๆที่มีอยู่ในมูลสัตว์ถูกทำลาย ทำให้ลดมลภาวะการระบาดของแมลงและกลิ่นได้

        3. ให้ปุ๋ยอินทรีย์ในการฟื้นฟูสภาพดิน กากจากบ่อล้นมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์กับพืชและที่อยู่ในรูปที่พืชสามารถนำไปใช้ได้ทันที อีกทั้งกากบ่อล้นยังทำให้โครงสร้างดินเกาะตัวกันได้ดีขึ้น มีผลทำให้อินทรีย์อินทรียวัตถุคงสภาพในดินได้นาน ซึ่งดีกว่าการใช้อินทรีวัตถุในรูปอื่นๆ

        4. ลดปริมาณโรคพืชและการระบาดของวัชพืช การหมักสภาพแบบไร้อากาศ ทำให้ปริมาณของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคพืชบางชนิดลดลงได้ และช่วยทำลายความงอกงามของเมล็ดวัชพืช เมื่อนำมูลสัตว์ที่ได้จากการหมักไปใช้แล้วไม่ก่อให้เกิดการระบาดของวัชพืช

        5. เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์ โดยนำส่วนที่เหลือจากการหมักนำไปตากแห้ง แล้วนำไปเป็นอาหารโค และสุกรได้ แต่มีข้อจำกัดคือ ควรใส่อยู่ระหว่าง 5-10 ก.ก. ต่อส่วนผสมทั้งหมด 100 ก.ก. จะทำให้สัตว์เจริญเติบโตตามปกติ

        ซึ่งนอกจากประโยชน์มากมายที่ได้จากก๊าซชีวภาพที่เราผลิตขึ้นเองแล้ว ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนการผลิตบ่อก๊าซชีวภาพนั้นก็อยู่ที่ประมาณ 6,345 บาท ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลคุ้มค่าจริงๆ ซึ่งท่านที่สมใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ WWW.PHOLKRANG.COM หรือที่สำนักงานพลังงานจังหวัดนครราชสีมา

        นอกจากบ่อก๊าซชีวภาพแล้วพื้นที่รอบๆบ้านของคุณลุงสุนทรก็ยังแบ่งสรรปันส่วนต่างๆได้อย่างลงตัว ด้านหลังบ้านมีการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก ซึ่งในบ่อขนาด 2*4 ม. ลึก 60 ซม. นั้นมีปลาดุกอยู่ประมาณ 200 ตัว โดยคุณลุงได้ถือโอกาสที่เราเยี่ยมชมนี้ใช้สวิงช้อนปลาโชว์ให้เราเห็นซะเลยว่าปลาดุกที่คุณลุงเลี้ยงมันตัวโตขนาดไหน พอเห็นแล้วเมนูปลาทั้งหลายก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที คุณลุงสุนทรยังได้บอกถึงข้อดีของการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติกว่าจะสามารถขังน้ำได้ดี ทำให้น้ำขุ่นดีกว่าเลี้ยงแบบขุดบ่อธรรมดา ที่สำคัญต้องนำดินมาไว้ที่ก้นบ่อด้วย เพราะไม่อย่างนั้นแล้วปลาจะโตช้า หลังจากนั้นเราก็เดินผ่านต้นกล้วยที่คุณลุงปลูกไว้รอบๆบ้านสัก 5 เมตร ก็จะเห็นคอกหมูเล็กๆ ในคอกหมูมีหมูอยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งตัวเล็กอีกตัวหนึ่งตัวใหญ่ แต่คุณลุงบอกว่ามันเกิดพร้อมกัน ตัวเล็กนั่นคือหมูหลอด (หมูหลอดนั้นไม่ใช่ชื่อพันธุ์แต่อย่างไร แต่มันคือชื่อทีใช้เรียกหมูที่ไม่โตนั่นเอง) ส่วนแม่หมูนั้นคุณลุงได้แยกไว้อีกคอกหนึ่งไม่ไกลกันนัก

        ตัดภาพมาที่ฝั่งตรงกันข้าม ก็จะเห็นวัวนมทำตาบ๊องแบ๊วยืนเรียงรายอยู่ในคอกซึ่งน้ำมนวัวที่ได้นั้นก็เพียงพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว มองไปทางไหนของบริเวณบ้านก็มีแต่ความสดชื่น ชุ่มชื่น เป็นสุขและไม่เงียบเหงา มีทั้งเสียงไก่ขันนำ วัวร้องตาม หมูก็ขานรับ รอบๆก็มีทั้งผลไม้ พืชผักสวนครัว ทำให้รู้สึกได้ว่าเมื่อท้องอิ่ม เราต้องการอะไรจากโลกน้อยลง

        ก่อนเดินทางกลับคุณลุงสุนทรยังได้ทิ้งท้ายฝากเป็นข้อคิดไว้ว่า.......

         “การพึ่งพานายทุน กู้หนี้ยืมสิน ลุงไม่สนับสนุน เขาไม่ได้ให้ใช้ฟรี ก็เหมือนเราเป็นทาสเขา ถ้าเป็นโรคอยากรวย จะพาจน มีอะไรก็แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อยู่แบบพออยู่ พอกิน แล้วอดีตเก่าๆจะหวนกลับมาอย่างแน่นอน”


สรัญญา  ลิมป์คุ้มธรณี

โดย Juninlla

 

กลับไปที่ www.oknation.net