วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อริยสัจ ๔ จากวจนะอริยบุคคล ( ๓ ...... มรรค หรือไตรสิกขา )


เหล่านี้เป็นการรวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธในข้อธรรม อริยสัจ ๔  และการปริวัฏฏ์ ๓ ( หมุนเวียน ) จากการรจนาของอริยะบุคคลต่างๆ โดยพยายามเรียบเรียงให้เนื้อความติดต่อและสอดคล้องกัน เสมือนหนึ่งรจนาโดยบุคคลคนเดียว เพื่อความเข้าใจในศาสนาที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษา

...............................................................

มรรค หรือ ไตรสิกขา

...............................................................

          “  อธิบายองค์มรรคทั้ง ๘

๔๔0. ปัญหา – องค์แต่ละอย่างแห่งอริยมรรคคืออะไร

            พุทธดำรัสตอบ

                        “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความรู้ในทุกข์ ในเหตุแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ ในทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ”

            “ ความดำริออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ ”

            “ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ พูดจาส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา ”

                        “ เจตนาเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ การถือเอาของที่เขามิได้ให้ และการประพฤติที่มิใช่พรหมจรรย์ ( ผิดต่อสามีหรือภรรยาผู้อื่น – ผู้รวบรวม ) นี้เรียกว่า สัมมากัมมันตะ ”

            “ อริยสาวกในพระธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพที่ผิดเสีย สำเร็จชีวิตอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพชอบ นี้เรียกว่า สัมมาอาชีวะ ”

            “ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังความพอใจให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามากที่ยังไม่บังเกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่บังเกิดขึ้น...ปรารภความเพียร...เพื่อความตั้งมั่นไพบูลย์ เพิ่มพูนแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่า สัมมาวายามะ... ”

            “  ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นภายในกายเนืองๆ...พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ...พิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ...พิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติพึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้เรียก สัมมาสติ ”

“ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม...จากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก...วิจาร...ปิติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก...วิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปิติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปิติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ให้ฌานนี้มีอุเบกขา...สติ...อยู่เป็นสุข เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละทุกข์และสุข และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธ์อยู่ นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ ”

วิภังคสูตร มกา. สํ. [ ๓๔-๔๑ ]

ตบ. ๑๙ : ๑0 – ๑๒          ตท. ๑๙ : – ๑0

ตอ. KS. ๕ : –

                        ศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ฉบับสมบูรณ์  ( หน้า ๓๘๗ – ๓๘๙ ) พิมพ์ครั้งที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๘ สร้างสรรค์บุ๊คส์  ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง ) แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0

..........................................................................

                        “  ปัจจุบันมีคนสงสัยอยู่เสมอว่า เราจะสอนจริยธรรมได้แค่ไหน เรื่องจริยธรรมสอนกันไม่ได้ แต่ฝึกอบรมกันได้ เรามักจะคิดแต่จัดหลักสูตรสอนกันในโรงเรียน เราไม่ได้นึกว่าเป็นเรื่องการอบรม และการฝึกอบรมจริยธรรมนั้น จะต้องควบคู่กันไปทั้ง ๓ ด้าน ตามหลักไตรสิกขา เพราะว่าการจะพัฒนาหลักธรรมอะไรก็ตาม ต้องเอาหลักนี้มาจัด เพราะเป็นหลักสำหรับอบรมการฝึกขั้นต้น ได้แก่

                        ปัญญาสิกขา คือความรู้ความเข้าใจในหลักการ เป้าหมาย เหตุผล วิธีการต่างๆ รู้ทุกอย่างเท่าที่จำเป็น ปัญญาขั้นนี้ไม่ใช่ขั้นลึกซึ้ง แต่เป็นปัญญาขั้นพื้นฐานที่ต้องทราบก่อน สมมุติว่าเราจะพัฒนาอะไรสักอย่าง เราต้องรู้ก่อนว่าพัฒนาไปทำไม เป้าหมายเป็นอย่างไร และวิธีการพัฒนาจะทำอย่างไร

                        ศีลสิกขา คือจะต้องทำพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ความเข้าใจนั้นด้วย ถ้าหากตีความง่ายๆ คือลงมือทำ รู้ เข้าใจ แล้วลงมือทำ ( หรือจะแปลตามตำราว่าการรักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อยก็ได้ )

                        จิตตสิกขา คือต้องมีกำลังใจมั่นคง แน่วแน่ต่อเป้าหมาย คือเมื่อทำ ต้องทำซ้ำๆซากๆ ต้องทำจนเป็นนิสัย ทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ

                        หลักไตรสิกขา คือ ปัญญา ศีล จิตตะ แต่คนไทยมักเรียก ศีล สมาธิ ปัญญา ทั้งสามอย่างนี้ต้องทำไปพร้อมๆกัน ไม่ใช่ทำอันนี้เสร็จแล้วจึงค่อยทำอย่างที่ ๒ ” 

           

            พระเทพโสภณ ( ประยูร ธมฺมจิตฺโต ) และ ศาสตราจารย์พิเศษ เสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณพิต  มณีแห่งปัญญา  ( หน้า ๗0 – ๗๑ ) ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรม ๑/๔ – ๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑0๑๗0

..............................................................................

“ ถ้าพูดว่า มรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น และสัมมาสมาธิเป็นข้อสุดท้าย องค์ทั้ง ๘ นี้ มีตั้ง ๘ ข้อ ก็จำยาก จึงย่อง่ายๆเหลือ ๓ ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา 

                       

ชาวพุทธจำกันแม่น ว่ามรรคมีองค์ ๘ จำให้ง่ายก็สรุปเหลือ ๓ เท่านั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล นั้นอธิบายง่ายๆว่า  “ เว้นชั่ว ” สมาธิ ก็คือ “ ทำความดีให้ถึงพร้อม ”  เพราะความดีแท้จริงที่สุดก็เป็นคุณสมบัติคือคุณธรรมต่างๆในจิตใจ ซึ่งจะต้องบำเพ็ญขึ้นมาให้พร้อม แล้วสุดท้าย ปัญญา ก็ได้แก่ “ ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ” เพราะการที่จิตใจจะบริสุทธิ์หมดจดสิ้นเชิงก็ต้องหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ด้วยปัญญา ”

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต )  ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น  ( หน้า ๒0 ) สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ อมรินทร์บุ๊คพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ๖๕/๑๖ ถนนชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ๑0๑๗0 พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗

........................................................................

            “ ขออธิบายว่า วินัย คือการจัดตั้งวางระบบระเบียบแบบแผนที่รวมทั้งตัวลายลักษณ์อักษร ที่เป็นข้อกำหนดว่าเราจัดวางระเบียบแบบแผนกำหนดพฤติกรรมกันไว้อย่างไร ส่วนคุณสมบัติของคนที่ตั้งอยู่ในวินัยนั้นเรียกว่า  ศีล ” ( หน้า ๘๗ )

                        “ การฝึกพฤติกรรมและการติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกของมนุษย์ให้เป็นไปในทางที่ดีงามเกื้อกูล จนเกิดเป็นคุณสมบัติขึ้นในตัวเขา เรียกสั้นๆว่า “ ศีล ” คือการมีพฤติกรรมและการสื่อสารสัมพันธ์ที่พึงปรารถนา เรียกเต็มว่า “ อธิศีลสิกขา ”

                        เป็นอันว่า ศีล ก็คือกระบวนการฝึกพฤติกรรมและการติดต่อสัมพันธ์ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก

                        การพัฒนาด้านจิตใจมีคุณสมบัติที่พึงต้องการ เช่น เมตตา กรุณา ศรัทธา กตัญญูกตเวที ความเคารพ ความเพียร ความเข้มแข็ง อดทน ความมีสติ ความมีสมาธิ ความร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส ความสุข ฯลฯ เรียกว่า “ อธิจิตตสิกขา ” 

แต่บางทีเรียกชื่อให้สั้นและง่ายเข้า โดยเอาสมาธิซึ่งเป็นคุณสมบัติที่เป็นแกนสำคัญมาเป็นตัวแทน จึงเรียกการพัฒนาด้านจิตทั้งหมดว่า “ สมาธิ ” ( หน้า ๘๗ – ๘๘ )

ส่วนการพัฒนาปัญญาเรียกชื่อเต็มว่า “ อธิปัญญาสิกขา ” แต่นิยมเรียกสั้นๆว่า “ ปัญญา ” คือกระบวนการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ

เป็นอันว่าการพัฒนามนุษย์ก็อยู่ที่ ๓ ด้าน หรือ ๓ แดนนี้ ซึ่งดำเนินไปด้วยกันอย่างเกื้อหนุนแก่กันเป็นระบบแห่งบูรณาการ

การฝึกฝนพัฒนามนุษย์เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้นี้ ศัพท์บาลีเรียกว่า “ สิกขา ” ฉะนั้นการฝึก ๓ ด้านที่พูดมาแล้วจึงเป็นสิกขา ๓ ด้าน คำว่า ๓ นั้นภาษาบาลีคือ “ ติ ” ถ้าเป็นสันสกฤตก็คือ “ ไตร ” ฉะนั้นจึงเป็นไตรสิกขา 

ไตรสิกขาก็แยกเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา ดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็คือกระบวนการพัฒนาพฤติกรรม พัฒนาจิตใจ และพัฒนาปัญญา เพื่อให้ชีวิตมนุษย์ดำเนินไปสู่ความสมบูรณ์  คือภาวะที่เป็นผู้มีวิชาแล้ว มีชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่ต้องมีชีวิตอยู่โดยพึ่งพาอาศัยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน และไม่ตกอยู่ใต้อำนาจครอบงำของมันอีกต่อไป ก็คือพ้นทุกข์ โดยกำจัดสมุทัยได้ บรรลุจุดหมายคือ นิโรธ เพราะปฏิบัติตาม มรรค ได้ครบถ้วน ” ( หน้า ๙0 )

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต )  ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น   สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ อมรินทร์บุ๊คพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ๖๕/๑๖ ถนนชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ๑0๑๗0 พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗

........................................................................

“ จริยธรรมคือหลักการดำเนินชีวิต พรหม แปลว่าที่ประเสริฐ รวมกันเป็นพรหมจริย คือหลักการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ ซึ่งได้แก่มรรคมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น  มีสัมมาสมาธิ เป็นปริโยสาน

           

                        สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ จัดเป็นพวกหนึ่งที่เรียกว่า ปัญญา

สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ จัดเป็นพวกหนึ่งเรียกว่า ศีล

แล้วก็มีสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จัดเป็นหมวดหนึ่งเรียกว่า สมาธิ

เป็นอันว่ามรรคมีองค์ ๘ ประการนี้จัดเป็นประเภทได้ ๓ เรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งเรียกชื่ออย่างหนึ่งว่า ไตรสิกขา ”

พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต )  ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น   ( หน้า ๑๙0 )  สำนักพิมพ์อมรินทร์ พิมพ์ครั้งที่ ๑๕ อมรินทร์บุ๊คพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง ๖๕/๑๖ ถนนชัยพฤกษ์ เขตตลิ่งชัน กรุงเทพ ๑0๑๗0 พิมพ์ครั้งที่ ๑ ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๗

.....................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net