วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อริยสัจ ๔ จากวจนะอริยบุคคล ( ๔ ...... สัมมาทิฏฐิ )


เหล่านี้เป็นการรวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธและข้อธรรม อริยสัจ ๔  และการปริวัฏฏ์ ๓ ( หมุนเวียน ) จากการรจนาของอริยะบุคคลต่างๆ โดยพยายามเรียบเรียงให้เนื้อความติดต่อและสอดคล้องกัน เสมือนหนึ่งรจนาโดยบุคคลคนเดียว เพื่อความเข้าใจในศาสนาที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษา

......................................................................

มรรคมีองค์ ๘

.................................................................................

“ จิตของผู้ที่เห็นโทษของตัณหาแล้วหาทางออกจากตัณหาได้ ด้วยการทำกาย วาจา และใจ ให้ถูกต้อง ด้วยการตัดรากถอนโคนมิให้ตัณหาเกิดอีก ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้

พระพุทธเจ้าเรียก อริยมรรคมีองค์แปด ว่าเป็นทางออกจากทุกข์ที่ถูกต้อง เมื่อกำหนดรู้เหตุแห่งทุกข์อย่างถูกต้องแล้ว ก็มาปรับกาย วาจา ใจ ให้ถูกต้อง ปรับการดำเนินชีวิตให้ถูกต้องโดยไม่ต้องทำตามความอยากของตัณหา หรือไม่ต้องไปทรมานร่างกายเพื่อให้ตัณหาผ่ายผอม และตายไปตามตัณหา แต่ปฏิบัติลงไปที่การตัดเหตุมิให้ตัณหาเกิด ความทุกข์ก็หมดไป ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า ๕๒  ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

......................................................................

                        “ องค์ประกอบแห่งมรรคทั้ง ๘ นี้ จะมีคำว่า “ สัมมา ” แปลว่า “ ชอบ ” หมายถึง “ ถูกต้อง ดี สุจริต ไร้โทษ ” กำกับอยู่ทุกๆองค์ประกอบของมรรคแต่ละข้อ ต้องเข้าใจไว้ด้วยว่า “ มรรค ๘ ” หรือมรรคมีองค์ ๘ มิใช่ทาง ๘ ทาง หรือหลักการที่ต้องยกขึ้นมาปฏิบัติให้เสร็จสิ้นไปทีละองค์ประกอบตามลำดับ แต่เป็นองค์ประกอบของทางสายเดียวกัน ที่บุคคลจะต้องปฏิบัติไปพร้อมๆกันทั้ง ๘ ประการ แบบอาศัยกันและกันและเป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย เรียกว่า “ มรรคสมังคี ” เหมือนเกลียวเชือก ๘ เกลียวที่รวมเข้าเป็นเชือกเส้นเดียวกัน จึงจะเข้าถึงการดับทุกข์ได้

                        มรรคเป็นหลักการที่ต้องลงมือปฏิบัติด้วยความเพียรพยายามของบุคคล โดยไม่เกี่ยวข้องกับการขอ หรืออ้อนวอนบวงสรวงอำนาจศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งเหนือธรรมชาติใดๆ หากปราศจากมรรคเสียแล้ว นิโรธ คือความดับทุกข์หมดปัญหาก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ มรรคจึงเป็นเหตุแห่งนิโรธ มรรคกับสมุทัยเป็นคู่ปรับกัน หากมรรคมีเพิ่มมากขึ้นเท่าใด สมุทัยก็ลดลงมากเท่านั้น เมื่อใดมรรครวมตัวกันถึงจุดเจริญสุด สมุทัยก็ถูกทำลายดับไปโดยสิ้นเชิง ”

            ดร.อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน  พุทธศาสน์ แนวปฏิบัติเพื่อชีวิต ( หน้า ๑๘๑ ) สำนักพิมพ์มหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๕๑

.....................................................................

๑ สัมมาทิฏฐิ 

......................................................................

 

                “ สัมมาทิฏฐิ  ปัญญาเห็นชอบ หมายเอาเห็นอริยสัจ ๔ ”

                        สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา  ( หน้า ๓๓ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0

............................................................................

“ ชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่มีแต่เพียงศรัทธาปสาทะในพระรัตนตรัย ทำบุญให้ทาน และรักษาศีลตามประเพณี โดยปราศจากทัศนะ ( สัมมาทิฏฐิ ) อันถูกต้องเป็นพื้นฐาน

                        หลักปฏิบัติอันแท้จริงสำหรับชาวพุทธทั่วไป ไม่ใช่ศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่ถือกันอยู่ ศีล-สมาธิ-ปัญญา เป็นหลักปฏิบัติสำหรับพระภิกษุที่ถือว่าเป็นผู้อุทิศชีวิตแก่พระศาสนาแล้ว หลักปฏิบัติของชาวพุทธทั่วไปคือ มรรคมีองค์ ๘ และมรรคมีองค์ ๘ ย่อลงได้เป็น ๓ คือ ปัญญา ศีล สมาธิ เพราะฉะนั้น ชาวพุทธต้องเริ่มต้นการปฏิบัติด้วยปัญญาก่อน

                        ปัญญามี ๒ ระดับ คือระดับทิฏฐิ ซึ่งเกิดจากการคิด ( จินตมยปัญญา ) และระดับญาณซึ่งเกิดจากสมาธิ ( ภาวนามยปัญญา ) ชาวพุทธควรเริ่มระดับทิฏฐิก่อน ใช้ปัญญาพิจารณาจนเกิดทัศนะอันถูกต้องเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

                        ความเห็นถูกต้อง หมายถึงความเห็นที่ถูกต้องตามความจริงโดยธรรมชาติของชีวิต กล่าวคือ การเห็นอริยสัจจ์ ๔ ชาวพุทธต้องเห็นว่าชีวิตมีทุกข์ และความทุกข์นั้นเกิดจากเหตุคือ ตัณหา-ความอยาก ความทุกข์ เป็นสิ่งที่ดับได้แน่ และทางปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ ก็คืออริยมรรคมีองค์ ๘

                        เพื่อที่จะสร้างสัมมาทิฏฐิหรือปัญญาให้เกิดขึ้น ชาวพุทธต้องเป็นคนชอบฟัง ชอบอ่าน ชอบคิด จนเกิดทัศนะที่ถูกต้องขึ้น ”

รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า ๗๒ - ๗๓ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

“  สัมมาทิฏฐิ  คือความเห็นที่ถูกต้องว่า เหตุแห่งความทุกข์คือตัณหา และตัณหาก็มิได้เกิดขึ้นมาลอยๆ ต้องมีกระบวนการเกิด และเมื่อตัณหาเกิดแล้วก็นำไปสู่อุปาทาน และกระบวนการเกิดแห่งทุกข์อย่างสมบูรณ์ และเห็นว่ากระบวนการเกิดทุกข์จะสิ้นไปเมื่ออวิชชาสิ้นไป เมื่อปัญญาเกิดมาแทน อวิชชาดับไป กระบวนการทุกข์ก็หมดไป เมื่อแสงสว่างส่องมา ความมืดก็หายไป ความเห็นถูกต้องดังกล่าว เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การทำลายเหตุแห่งทุกข์อย่างถอนรากถอนโคน ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า ๔๘ ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวรวัฒนา กรุงเทพ

......................................................................

                        “ ความเห็นชอบในที่นี้ ท่านมุ่งหมายให้เห็นชีวิตของตนเองมากกว่าสิ่งใดหมด และให้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงในธรรมชาติมากกว่าเห็นตามอารมณ์ ตามกฎหมาย หรือตามสมมติบัญญัติของมนุษย์ ”

รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า ๗0 ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

“ พูดถึงความยากง่ายในการปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิปฏิบัติได้ง่ายกว่าศีล เพราะเป็นงานทางใจ เพียงแต่นั่งนึกตรึกตรองในปัญหาชีวิต เพื่อค้นให้พบความจริง ก็เป็นการปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว ”

“ คนเราย่อมสำคัญอยู่ที่ทัศนคติ หรือ “ ความเห็น ”  ถ้าความเห็นถูก การพูด การกระทำ และการดำเนินชีวิตก็จะพลอยถูกไปด้วย ถ้าความเห็นผิด ทุกสิ่งจะผิดหมด ฉะนั้น ใจที่ที่ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ จึงเป็นฐานสำหรับให้เกิดศีลและสมาธิต่อไป ตรงกันข้าม ถ้ายังไม่มีสัมมาทิฏฐิ แม้จะปฏิบัติศีล สมาธิ ก็ปฏิบัติพอเป็นพิธีเท่านั้นเอง เพราะยังไม่เห็นคุณค่า ”

รองศาสตราจารย์แสง จันทร์งาม  ประทีปธรรม  ( หน้า  ๖๔ ) พิมพ์ครั้งที่สาม สร้างสรรค์บุ๊คส์ ๒๑๗ ซอยสุขุมวิท ๒0 ( สายน้ำผึ้ง )  แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพ ๑0๑๑0 พ.ศ. ๒๕๔๔

........................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net