วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อริยสัจ ๔ จากวจนะอริยบุคคล ( จบ )


เหล่านี้เป็นการรวบรวมข้อเขียนเกี่ยวกับศาสนาพุทธในข้อธรรม อริยสัจ ๔  และการปริวัฏฏ์ ๓ ( หมุนเวียน ) จากการรจนาของอริยะบุคคลต่างๆ โดยพยายามเรียบเรียงให้เนื้อความติดต่อและสอดคล้องกัน เสมือนหนึ่งรจนาโดยบุคคลคนเดียว เพื่อความเข้าใจในศาสนาที่ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นหลักฐานทางการศึกษา

..........................................................................

๕ สัมมาอาชีวะ

.........................................................................

                “  สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ หมายถึงละมิจฉาชีพทั้งปวง ประกอบแต่สัมมาอาชีพ ”

สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา ( หน้า ๓๓ )  ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0

............................................................................

“ สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพที่ถูกต้อง ซึ่งรวมทั้งการทำงาน และการเลือกอาชีพ และการใช้จ่ายทรัพย์ที่ได้มาจากการประกอบอาชีพอย่างถูกต้อง เหมาะสม คุ้มค่า การงานอาชีพที่เอื้อต่อการดับทุกข์ต้องเป็นอาชีพที่ทำไปเพื่อเลี้ยงกาย  และเลี้ยงใจให้มีสุขภาพดีพอๆกัน กล่าวคือให้ร่างกายแข็งแรงพอจะต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ และจิตใจแข็งแรงพอจะต้านทานการรุกรานของกิเลส ร่างกายสมบูรณ์ไร้โรคภัยเบียดเบียน ใจสมบูรณ์ ไร้กิเลสมารบกวน ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า  ๕0  ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

.........................................................................

๖ สัมมาวายามะ

.........................................................................

“ สัมมาวายามะ พยายามชอบ แบ่งเป็น ๔ คือ

  ก. เพียรระวังไม่ให้ความชั่วเกิดขึ้น

 ข. เพียรละความชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว

 ค. เพียรทำความดีให้เกิดขึ้น

 ง. เพียรรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่ และเพิ่มพูนให้ยิ่งๆขึ้นไป ”

สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา  ( หน้า ๓๓ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0

............................................................................

“ สัมมาวายามะ ความพากเพียรถูกต้อง คือพากเพียรที่จะขจัดกิเลสที่เกิดขึ้นแล้ว หรือเคยเกิดให้หมดไป ระวังกิเลสที่จะเกิดใหม่มิให้เกิดขึ้นอีก เมื่อจิตว่างจากการรบกวนของกิเลส ก็ถือโอกาสทำปัญญา ศีล และสมาธิให้มากขึ้นตามลำดับ เพื่อปิดช่องทางของกิเลสที่จะเข้าไปรบกวนจิตใจ แม้ว่าจะสร้างกุศลคือ ปัญญา ศีล และสมาธิ ให้เข้มแข็งได้ตามความเหมาะสมแล้ว แต่ถ้ายังไม่มั่นคงจริง เสร็จสิ้นเด็ดขาดจริงๆ ก็ยังประมาทไม่ได้ จะต้องหมั่นประกอบกุศลอยู่เนืองๆ ” 

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า  ๕0  ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

......................................................................

๗ สัมมาสติ

.........................................................................

                “ สัมมาสติ ระลึกชอบ แบ่งเป็น ๔ คือ

                              ก. ระลึกรู้ตัวในเรื่องกาย และ อิริยาบถของกาย

                              ข. ระลึกรู้ตัวเมื่อรู้สึกสบาย หรือไม่สบาย หรือเฉยๆ

                              ค. ระลึกรู้ตัวว่าจิตใจกำลังเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว

                              ง. ระลึกรู้ตัวว่าอารมณ์ ( ความคิด ) อะไรกำลังผ่านเข้ามาในใจ ”

สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา ( หน้า ๓๔ )  ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0

............................................................................

            “ สัมมาสติ ความระลึกได้ชอบ โดยตั้งสติพิจารณาสิ่งทั้งหลายคือ กาย เวทนา จิต ธรรม ตามเป็นจริง ”

            ดร.อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน พุทธศาสน์ แนวปฏิบัติเพื่อชีวิต ( หน้า ๑๘๑ ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. ๑๕๕๑

............................................................................

                        “ สัมมาสติ คือความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอย่างถูกต้อง เป็นนายทวารสำคัญที่จะเฝ้าดูอาคันตุกะที่จะเข้ามาเยี่ยมเยียนใจ สติจึงต้องทำหน้าที่ตามดู ตามรู้ ตามเห็นอย่างใกล้ชิดในกาย ทั้งกายคือกองลม กายคือกองธาตุสี่ และกายคือตัวกู ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ทั้งปวง ตัวกูเกิดมาแล้ว กระบวนการทุกข์ก็เกิดมาบนความรู้สึกแห่งการมีตัวกู ของกู นั่นเอง  ความรู้สึกสำคัญมั่นหมาย ว่าตัวกู หรือของกู เหมือนกล่องบรรจุข้อมูลแห่งความทุกข์ทั้งปวง ถ้ากล่องนี้ไม่มีข้อมูลแห่งทุกข์ ทุกข์ก็มีไม่ได้ หน้าที่สำคัญของสติ คือระมัดระวัง ไม่ให้ปรุงแต่งกายใดกายหนึ่งว่าเป็นตัวกู แต่รักษาธรรมชาติอันบริสุทธิ์เอาไว้

สติทำหน้าที่คอยดูความรู้สึกที่เป็นไปตามธรรมชาติ ว่ามีตัณหาแทรกเข้ามาบ้างหรือไม่ ถ้าตัณหาแทรกคราวใด ความรู้สึกที่เป็นหน้าที่ของจิตชนิดหนึ่งจะเสียความบริสุทธิ์ทันที รากของตัณหาจะเริ่มงอกออกมาเมื่อรู้สึกว่าพอใจ หรือไม่พอใจ ทั้งกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ก็เกิดตามมาทันที มีบวกมีลบ สวิงสวายวุ่นวาย ตึงเครียด หัวเราะ และร้องไห้ แต่ถ้าสติมาทัน ความพอใจและความไม่พอใจดับไป ใจปกติทำหน้าที่ตามธรรมชาติอันบริสุทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ

สติยังทำหน้าที่ดูแลจิตให้ปกติ ไม่ฟูไม่แฟบ ไม่ขึ้นไม่ลง เพราะถูกโลกธรรมทั้งฝ่ายที่พอใจ และฝ่ายที่ไม่น่าพอใจมากระทบ

นอกจากทำหน้าที่ดูจิตแล้ว  ยังดูธรรม คือธรรมชาติที่เกิดกับจิต ว่าเป็นกุศล หรืออกุศล มีคุณหรือมีโทษทำลาย หรือรักษาความบริสุทธิ์ของจิตมากน้อยเพียงใด

สติเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะกลั่นกรองกระบวนการทำงานของจิตให้เป็นไปอย่างได้ดุลยภาพ ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ แก่นธรรม ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า  ๕๑ ๕๒  ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวรวัฒนา กรุงเทพ

.........................................................................

๘ สัมมาสมาธิ

.........................................................................

 

            “ สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ คือทำจิตให้แน่วแน่ด้วยอารมณ์อันใดอันหนึ่งที่ไม่มีโทษ ไม่ให้จิตฟุ้งซ่านไปหลายทาง ”

สุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์  หลักพระพุทธศาสนา  ( หน้า ๓๔ ) ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถ.บรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑0๑๗0

............................................................................

            “ สัมมาสมาธิ ความตั้งจิตมั่นชอบ มีความมั่นคง นิ่งสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตเป็นหนึ่ง ( เอกัคคตาจิต ) อันจะใช้เป็นประโยชน์ต่อการสร้างสรรค์พัฒนาปัญญาของตนในการรู้ความจริงต่อไป ”

                        ดร. อภิญวัฒน์ โพธิ์สาน  พุทธศาสน์ แนวปฏิบัติเพื่อชีวิต  ( หน้า ๑๘๑ ) สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พ.ศ. ๒๕๕๑

............................................................................

“ สัมมาสมาธิ ความมั่นคงแห่งจิตอย่างถูกต้อง คือมั่นคง หนักแน่น จนสามารถทำงานประสานกับปัญญา ขจัดตัณหาได้อย่างรวดเร็ว ทันท่วงที สัมมาสมาธิทำหน้าที่ปกป้องรักษาความบริสุทธ์ของจิต ความมั่นคงของจิต และความอ่อนโยน ยืดหยุ่นของจิต ที่พร้อมจะทำหน้าที่รับรู้ในเรื่องราวต่างๆอย่างไม่หวั่นไหวเปรอะเปื้อน

สัมมาสมาธิที่สูงสุดก็คือความสงบใจอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่หวั่นไหววอกแวกไปเพราะความพอใจ หรือความพอใจที่มากระทบ มีสติสัมปชัญญะ ทำงานร่วมกันอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เป็นความมั่นคงที่สมบูรณ์ สามารถเผชิญหน้าอารมณ์ได้ทุกชนิด แต่ไม่ติดกับอารมณ์ใดๆ เหมือนใบบัวสามารถอยู่ในน้ำก็ได้ บรรจุน้ำก็ได้ แต่น้ำไม่ซึมซาบ ไม่ติดใบบัว ”

ดร.พระมหาจรรยา สุทฺธิญาโณ  แก่นธรรม  ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม ( หน้า  ๕๒  ) ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ

......................................................................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net