วันที่ อังคาร ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ถ่านหิน…ถิ่นพลังงาน


 ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูงถึง 70% สูงกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระบบการผลิตไฟฟ้าของไทยในอนาคต   ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้ส่งเสริมให้มีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกประเภทอื่นๆ ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อให้มีการกระจายชนิดและแหล่งของเชื้อเพลิง  เพื่อไม่ให้มีการพึ่งพาเชื้อเพลิงชนิดเดียวมากเกินไป ถ่านหินจึงเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงพลังงานทางเลือก เพื่อการผลิตไฟฟ้าที่ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน


ทุกวันนี้สัดส่วนการใช้ถ่านหินในประเทศไทย ใช้ในการผลิตภาคไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 81
ที่เหลือร้อยละ 19 ถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมซีเมนต์ กระดาษ เยื่อไฟเบอร์ อาหาร
ปูนขาว ใบยาสูบ โลหะ แบตเตอรี่ และอื่นๆ ตามลำดับ   ขณะที่ประเทศไทยมีปริมาณสำรองถ่านหินมากกว่า 2,000 ล้านตัน โดยในจำนวนนี้คิดเป็นปริมาณสำรองที่ประเมินแล้ว (Measured Reserve) ประมาณ 1,100 ล้านตัน
แหล่งถ่านหินส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศ โดยมีอันดับถ่านหิน (Coal Rank) เรียงตามค่าความร้อนจากต่ำสุดไปสูงสุดอยู่ในระดับลิกไนต์ (Lignite) ซับบิทูมินัส (Sub-Bituminous) ไปจนถึงบิทูมินัส (Bituminous) มีถ่านหินจำนวนน้อยที่เป็นแอนทราไซต์ (Anthracite)  ซึ่งจะพบในแหล่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    แหล่งผลิตถ่านหินของประเทศส่วนใหญ่มาจากเหมืองแม่เมาะของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งถ่านหินขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งผลิตถ่านหินสำคัญอีก 3 แหล่ง ได้แก่ แหล่งถ่านหินที่อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีปริมาณการผลิต 1.9 ล้านตัน แหล่งถ่านหินที่ อำเภอสบปราบ จังหวัดลำปาง มีปริมาณการผลิต 1.6 ล้านตัน และแหล่งอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา มีปริมาณการผลิต 0.2 ล้านตัน ทั้ง 3 แหล่งนี้ดำเนินการผลิตโดยบริษัทเอกชน นอกจากนี้มีการผลิตจากแหล่งอื่นๆ เล็กน้อยรวมกันแล้วประมาณ 0.4 ล้านตัน

ประเทศไทยยังคงมีความจำเป็นต้องใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ รองจากก๊าซธรรมชาติ กระทรวงพลังงานจึงได้มีการวิจัยเทคโนโลยีถ่านหินสะอาด (Clean Coal Technology :CCT)  เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดปริมาณมลพิษที่จะปล่อยเข้าสู่บรรยากาศ

นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดให้สามารถลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้นและสามารถนำส่วนที่เหลือจากการเผาไหม้มาใช้ประโยชน์ได้อีก ซึ่งได้แก่ เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดก่อนการเผาไหม้ เพื่อลดสารซัลเฟอร์และสิ่งเจือปนอื่น ๆ ออกจากถ่านหินก่อนเข้าสู่ระบบการเผาไหม้ หรือระบบผลิตก๊าซเชื้อเพลิง ช่วยขจัดหรือลดมลพิษ ซึ่งมี 3 หลักการ ได้แก่ การทำความสะอาดถ่านหินทางกายภาพ (Physical Cleaning) การทำความสะอาดถ่านหินทางเคมี และ การทำความสะอาดถ่านหินทางชีววิทยา  เทคโนโลยีถ่านหินสะอาดระหว่างการเผาไหม้ เพื่อขจัดหรือลดมลพิษออกจากระบบระหว่างการใช้ประโยชน์ถ่านหิน ซึ่งเทคโนโลยีนี้มีผลดีในแง่ที่ไม่ต้องสร้างเครื่องมือขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อกำจัดก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์(SO2) และ ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน(NOx ) เช่น ขั้นตอนการขจัดหรือลดมลพิษระหว่างการเผาไหม้ถ่านหิน หรือระหว่างการผลิตก๊าซเชื้อเพลิง (Flue Gas) เทคโนโลยีนี้ได้แก่ Fluidized Bed Combustion ของถ่านหินในสภาวะบรรยากาศปกติ และในสภาวะความกดดันสูง  และเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดระหว่างการเผาไหม้ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อดักจับสารมลพิษ และฝุ่นละอองที่ออกจากกระบวนการเผาไหม้ ก่อนที่จะปล่อยก๊าซออกสู่ปล่องเพื่อระบายสู่บรรยากาศโดยปราศจากมลพิษ  

เทคโนโลยีการจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ออกจากก๊าซที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ หรือจากก๊าซเชื้อเพลิง (Flue Gas) ที่เกิดจากขบวนผลิต ก่อนปล่อยออกสู่บรรยากาศ เรียกขบวนการนี้ว่า Flue Gas Desulfurization  (FGD) โดยการทำปฏิกิริยาระหว่าง Flue Gas กับน้ำปูนหรือหินปูนทั้งในรูปของการฉีดพ่นฝอยหรือใส่เข้าไปเป็นของเหลว  ปฏิกิริยาดังกล่าวจะเกิดซัลเฟตหรือซัลไฟต์ขึ้นเป็นของแข็ง คือ ยิปซั่มสังเคราะห์ (Synthetic Gypsum) สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ถมที่ หรือทำแผ่นยิปซั่ม วิธีการนี้สามารถลดซัลเฟอร์ได้ 80-90% แต่ไม่สามารถลดปริมาณออกไซด์ของไนโตรเจนได้ จึงต้องมีระบบกำจัดของเสียที่เกิดจากระบบกำจัด (Scrubber) อีกด้วย


นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดด้วยการแปรสภาพถ่านหิน (Coal Conversion) ได้มีการศึกษาการแปรสภาพถ่านหินให้เป็นก๊าซโดยกระบวนการ Gasification ซึ่งจะทำให้สามารถนำก๊าซที่เกิดขึ้นไปกำจัดสารซัลเฟอร์ออกก่อนนำไปใช้เผาไหม้เป็นเชื้อเพลิงหรือนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้เป็นที่คาดหวังว่า จะถูกนำมาใช้แทนระบบการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากการเผาถ่านหินโดยตรงในปัจจุบัน เพราะมีข้อดีกว่าระบบเดิมหลายประการ รวมทั้งเสียค่าใช้จ่ายในการกำจัดซัลเฟอร์ต่ำและของเสียจากการกำจัดมีน้อยลง ทำให้การกำจัดมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง  


นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการศึกษาการแปลงถ่านหินให้อยู่ในสภาพของเหลว (Liquefaction)  ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมันดิบสามารถนำไปกลั่นได้  อนึ่ง ตัวอย่างของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ได้คุณภาพ คือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากถ่านหินบิทูมินัส ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง แม้จะถูกต่อต้านจากชุมชนในพื้นที่ และเอ็นจีโออย่างกว้างขวาง แต่ในที่สุดหลังจากได้พัฒนาปรับปรุงกระบวนการต่างๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเสริมสร้างจิตสำนึก การฝึกอบรมเพื่อเพิ่มทักษะความรู้ความสามารถในด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และชีวอนามัย ให้แก่พนักงานและผู้เกี่ยวข้อง พร้อมทำความเข้าใจกับชุมชน จนสามารถเดินระบบผลิตไฟฟ้า และส่งไฟฟ้าให้แก่ กฟผ.ได้  อีกทั้งยังได้เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่หลายหน่วยงานให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมโครงการ  ล่าสุดเมื่อวันพุธที่ 5 พฤศจิกายน 2551 กระทรวงพลังงาน ได้นำเจ้าหน้าที่พร้อมทั้งครูที่ปรึกษาและนักเรียนจากโครงการ ต้นกล้าพลังงาน ประจำปี 2551 ระดับกลุ่มภาคกลาง ประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 250 คน เข้าเยี่ยมชมภายในอาคารพลังงานเคียงสะเก็ด และชมบริเวณโดยรอบโรงไฟฟ้า

วิศิษฎ์ อัครวิเนค กรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) เล่าว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้ มีกำลังการผลิตระยะแรกที่ 717 เมกะวัตต์ และเริ่มเดินระบบในระยะที่สองไปเมื่อวันที่ 1 กุมพาพันธ์ 2550 อีก 717 เมกะวัตต์ รวมกำลังการผลิต 1,434 เมกะวัตต์ที่ต้องขายให้กับ กฟผ.ในระยะเวลาสัมปทาน 25 ปี

เขายังระบุว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินบีแอลซีพี คือ ต้นแบบด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม และการควบคุมมลภาวะที่เกิดจากการใช้ถ่านหินที่สังคมให้การยอมรับมาตรฐานในระดับหนึ่ง สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP)  ฉบับปัจจุบันที่เปิดประมูลรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าตามโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่(IPP) 
โดยมีสัดส่วนการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มจากร้อยละ15 เป็นร้อยละ 40 ตรงนี้เองที่ทำให้เอกชนหลายบริษัท ต้องการเข้ามาชิงส่วนแบ่งในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้าของไทยพึ่งพาการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 70% ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงมากจำเป็นต้องแก้ไขโดยหาเชื้อเพลิงชนิดอื่นเสริม ซึ่งถ่านหินถือเป็นทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากต้นทุนค่าเชื้อเพลิงต่ำและมีการพัฒนาเทคโนโลยีไปมากแล้ว จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย “วิศิษฎ์” ระบุ

โดย greenenergy

 

กลับไปที่ www.oknation.net