วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

(เห็นว่า)ยกหนอ...... ( รู้ว่าตัวกู) ยกหนอ ........ ( สักแต่ว่ามีอาการ ) ยก ( เท่านั้น ) หนอ


มีหลายครั้งที่อ่านพบการวิปัสสนาที่บอกให้ผู้ฝึกมีสติ รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร  เช่นกำลังยกเท้า ก็ให้นึกในใจว่า “ยกหนอ ”  เหยียดเท้าก้าวไปข้างหน้าก็ให้นึกว่า “ย่างหนอ”  พอวางเท้าลงก็ให้นึกว่า “ เหยียบหนอ ”

เคยนึกสงสัยค่ะ ว่าจุดหมายที่แท้จริงของการฝึกคืออะไร และผู้ฝึกได้อะไรจากการฝึกนั้น

ก็พอดีอ่านพบท่านพุทธทาสเขียนไว้ในหนังสือ “ การทำสมาธิ วิปัสสนา ” ซึ่งธรรมสภาเป็นผู้พิมพ์ ท่านว่า คำว่า “ หนอ ” นี้ ให้ระวังให้ดี เพราะความที่รวบคำให้สั้นเข้า จึงมักเกิดความเข้าใจผิด ขอยกคำอธิบายของท่านมาดังนี้ค่ะ

“ คำว่า หนอ นั่นมันมีลักษณะไปในทางเห็นความจริง เป็นเรื่องทำให้ว่าง ให้ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ คือมีลักษณะทำลายความโง่ ทำลายสิ่งซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ถ้าหนอมันถูกต้อง

ถ้าหนอมันไม่ถูกต้อง มันจะตรงกันข้าม มันจะมากลายเป็นมีตัวมีตนที่จะเอา จะเป็น จะได้ อย่างนี้แล้วล้มละลายหมดแหละ เพราะมันผิดความหมายของคำว่าหนอ ”

ดังนั้น การฝึกวิปัสสนา เพื่อให้เกิดปัญญาในการพิจารณาวัฏฏสงสาร คำว่า “ หนอ ”  จึงเป็นการนึกเพื่อให้เกิดปัญญาว่า มีแต่อาการ แต่ไม่มีตัวตนของผู้ที่กำลังทำอาการนั้นๆ  เช่น “ ยกหนอ ” ก็คือ “ สักแต่ว่ามีอาการยกเท่านั้นหนอ .....ไม่มีกูผู้กำลังยกหนอ .....ไม่ใช่กูยกหนอ ”

แต่เพราะคำที่ถูกรวบสั้นเข้า จึงอาจทำให้ผู้ฝึกเข้าใจไปว่า “ ตน ” กำลังทำอาการนั้นๆ ซึ่งเป็นการฝึกการมีสติ เป็นเพียงสมาธิจดจ่ออยู่ที่การยก หรืออากัปกิริยา ให้รู้ว่าตัวของตนกำลังแสดงอากัปกิริยาอะไร ไม่ใช่การเห็นด้วยปัญญา ไม่ได้พิจารณาอากัปกิริยาโดยอาศัยหลักไตรลักษณ์

นั่นคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นด้วยจิตว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน เพราะเห็นอย่างนี้จึงเกิดการเบื่อหน่ายคลายกำหนัด อันนำไปสู่การบรรลุมรรคผลได้

สำหรับการ “ รับรู้  ” ถึงกิริยาอาการของร่างกายนั้น ท่านจัดเป็น ๓ ประเภท พอจะสรุปได้ดังนี้ค่ะ

๑ รู้ด้วยการดู เช่น เห็นเท้าตนกำลังยก ก็นึกว่า “ ยกหนอ” ( ท่านว่าแบบนี้จัดว่าต่ำสุดในการรับรู้ )

๒ รู้ด้วยสติ เช่น รู้ว่าตนกำลังยกเท้า ทั้งๆที่ไม่เห็นเท้าตนเอง แต่ก็นึกได้ว่า “ ยกหนอ” ( ซึ่งผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่มักเข้าใจเป็นว่า “ ตัวกูกำลังยกหนอ” )

๓ เห็นด้วยปัญญา เช่นขณะที่ที่กำลังยกเท้า ก็เห็นในลักษณะของไตรลักษณ์ ว่าตัวตนเรานี้ไม่มี  ไม่มีผู้กำลังทำอาการ มีแต่อาการที่เรียกกันโดยสมมุติว่า “ ยก ” เท่านั้น"หนอ"

ซึ่งในการฝึกวิปัสสนา ควร “ เห็น ” ในข้อ ๓ มากกว่า “ รู้ ” อย่างในสองข้อแรก

เลยหายสงสัยค่ะ  และไหนๆก็รู้แล้ว เลยนำมาฝากไว้เป็นข้อพิจารณาสำหรับผู้ฝึกวิปัสสนาต่อไป

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net