วันที่ เสาร์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ธาตุ ๔ มองได้ทั้งในแง่ มีตัวตน และ ไม่มีตัวตน


 

                     ชาวพุทธรับรู้มาตลอดว่าในทางศาสนา ร่างกายของเราประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุดิน คือผม เล็บ ขน หนัง  ฯลฯ ธาตุน้ำคือ เลือด น้ำหนอง ปัสสาวะ เหงื่อ ธาตุลมคือ คือลมที่พัดขึ้นลงในร่างกาย เช่น ธาตุไฟ คือความร้อนในร่างกาย

                แต่ท่านพุทธทาสกลับให้ความเห็นไว้อีกแง่

                ท่านว่าการมองอย่างนั้น “ มองไม่เห็นตัวธรรมะ ” คือการมองในแง่ของวัตถุ แสดงว่ายังยึดมั่นในตัวตนอยู่ เป็นการมองในแง่การสมมุติ หรือ บัญญัติ

                        ท่านว่าให้มองที่คุณสมบัติ หรือคุณค่าของธาตุ

ถ้ามองธาตุดินว่ามีคุณสมบัติคือ กินเนื้อที่ ต้องการพื้นที่ ก็จะได้ว่าอะไรต่างๆในร่างกายที่ใช้พื้นที่เป็นธาตุดินทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกระดูก เล็บ ขน ฟัน ฯลฯ

ธาตุน้ำ คุณสมบัติคือการเกาะกัน ยึดเหนี่ยวกัน เพราะถ้าไม่มีธาตุที่คอยยึด ธาตุดินก็ไม่อาจรวมตัวเข้าด้วยกันได้  และลักษณะของตัวน้ำเอง ก็คือการรวมตัวกัน จึงทำให้ส่วนของร่างกายที่เข้าข่ายธาตุน้ำคือ เลือด น้ำลาย น้ำมูก ปัสสาวะ ฯลฯ

ธาตุไฟ คือความเผาไหม้ เผาไหม้ให้มีการสูญเสียไป แล้วเกิดสิ่งใหม่ขึ้นมาแทน เช่นไฟ หรือ ความร้อน ที่ใช้ย่อยอาหาร ธาตุไฟที่ทำให้ร่างกายอบอุ่น ธาตุไฟที่ทำให้กระวนกระวาย

ธาตุลม คือคุณสมบัติที่เคลื่อนที่ เคลื่อนไหว จึงเป็นแก๊สอะไรที่เคลื่อนไหวได้  ท่านพุทธทาสได้ให้ความสำคัญของธาตุลมอีกว่า

“ คุณสมบัติที่เคลื่อนไหวไป นี่สำคัญมาก ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงได้ ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ เจริญได้ เสื่อมได้”

ธาตุทั้ง ๔ เมื่อรวมตัวกันเข้า จึงเกิดเป็นเนื้อหนัง กระดูก ระบบประสาท ระบบการหายใจ ระบบย่อยอาหาร และอื่นๆ

ระบบตา ระบบหู ระบบจมูก ระบบกาย ระบบใจ ระบบลิ้น เหล่านี้กลายเป็น อายตนะ

เมื่อมีระบบร่างกาย ก็เอื้อให้เกิดอีกธาตุที่ทำหน้าที่รับรู้ขึ้นมา กลายเป็นวิญญาณธาตุ

ทั้งหมดนี้ต้องมีที่ว่างให้ก่อเกิดขึ้น “ ถ้าไม่มีที่ว่าง มันจะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความว่างนี้ก็เป็นธาตุ เรียกว่า อากาศธาตุ เป็นที่ว่างสำหรับให้ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุวิญญาณ อะไร จับกลุ่มกัน ทำงาน ทำหน้าที่ได้ จนกระทั่งมีระบบตา ระบบหู ระบบจมูก ระบบอะไรต่างๆทุกๆระบบนี้ เรียกว่าเราเห็นอายตนะ เมื่อเห็นธาตุแล้ว จึงเห็นอายตนะ ”

เมื่ออายตนะทำงานสัมพันธ์กัน “  ก็เรียกว่ารูปขันธ์เกิดแล้ว ” เช่น ตา เมื่อเมื่อทำหน้าที่ทางตา มีการติดต่อกับรูปธรรมภายนอก ก็เกิดวิญญาณทางตา เรียกว่ามีผัสสะ เมื่อมีผัสสะ ก็มีเวทนา ถ้ามีเวทนา ก็ต้องมีตัณหา มีอุปาทาน มีภพ มีชาติ

เมื่อเกิดเวทนา ก็เกิดเวทนาขันธ์ขึ้นแล้ว เมื่อมีการกำหนดเวทนาขันธ์ว่าเป็นอย่างไร ก็เกิดสัญญาขันธ์ขึ้นเมื่อเกิดความคิดอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเรื่องนั้นขึ้นแล้ว ก็เรียกว่าเกิดสังขารขันธ์ขึ้น จึงครบหมดทั้ง ๕ ขันธ์

นำมาเสนอไว้ เพราะเป็นข้อวินิจฉัยอีกข้อ ที่แตกต่างไปจากที่เราได้ยินกันมาค่ะ

......................................................

ที่มา : พุทธทาสภิกขุ การทำสมาธิวิปัสสนา ธรรมสภา ๑/๔-๕ ถนนบรมราชชนนี เขตทวีวัฒนา กรุงเทพ ๑๐๑๗๐

โดย ณัฐรดา

 

กลับไปที่ www.oknation.net