วันที่ อาทิตย์ ธันวาคม 2551

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พลิกขั้วแม้พะอืดพะอม/หากหยุดทักษิณได้ย่อมคุ้มค่า



   ใครว่าการเมืองไทยที่ยังเป็น "การเมืองเก่า" น่าเบื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา ออกจะมีสีสันและชวนระทึก ยังไม่รู้ว่าใครจะชนะได้เป็น "นายกรัฐมนตรีคนที่ 27"
    เมื่อได้เห็น "หมา-ควาย" วิ่งออกจากปากนักการเมืองกันหลายตัว ทั้ง ถอยเป็นหมา กับ ไม่ได้โง่เป็นควาย หลังจากการเมืองไทยในยุคพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งท่วมท้นปี 2544 ,2548 ,2549 (โมฆะ) และในร่างทรงพรรคพลังประชาชน 2550 อยู่ในยุคขาดรสชาติแซบๆ แบบการเมืองเก่าในการแย่งชิงจัดขั้วรัฐบาล 
   นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร (ปี 2544 ,2548) นายกรัฐมนตรีคนที่ 25 สมัคร สุนทรเวช (ปี 2550) และนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 สมชาย วงศ์สวัสดิ์ (ปี 2550) ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแบบแบเบอร์
    นี่แหละการเมืองไทย การเมืองเก่า "ของแท้และดั้งเดิม" ที่คนไทยที่ไม่ใช่ "หมา" ไม่ใช่ "ควาย" แต่กำลังอยู่ในอาการเบื่อพะอืดพะอม เมื่อเห็น "อาการติดสัด" ของนักการเมืองที่กำลังผสมข้ามสายพันธุ์กันอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้
   ท่ามกลาง "กองเชียร์" ที่เคยสวมเสื้อเหลืองบ้าง เสื้อแดงบ้างและเสื้อขาวที่รับไม่ได้กับสภาพปรักหักพังของ "บ้านเมืองของเรา" อีกต่อไปแล้ว 
   เพียงแต่ไม่ได้ทำแบบพวกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เหม็นเบื่อแล้วตะโกนด่าปาวๆ ว่า รับไม่ได้  แล้ว "ขายฝัน" ลมๆ แล้งๆ ให้พี่น้องรอ "การเมืองใหม่" ที่บอกว่าใกล้เข้ามาแล้ว แต่ไม่เคยบอกวิธีการไปถึงว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
   หรือขู่เป่านกหวีดให้พี่น้องพันธมิตรเสื้อเหลืองมายืดเส้นยืดสายชุมนุมใหญ่ ถ้าหาก "นอมินี" อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก
   น่าเบื่อหนักเข้าไปอีก เมื่ออดีตนายกฯ ทักษิณยังไม่ยอมเลิกราในการเติมเชื้อไฟให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จบ ไม่เพียงแค่ "โฟนอิน" ถึง ส.ส.รายตัวเพื่อไม่ให้ "เปลี่ยนขั้ว "ไปสนับสนุน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่ยัง "โฟนอิน" เข้ารายการ ความจริงวันนี้สัญจร ของกลุ่มเสื้อแดง ที่สนามศุภชลาศัยเมื่อตอนค่ำวานนี้
   เจอ "คนเสื้อเหลือง" ที่ไม่มีเฉดสีเหลืองจัดหลายคน บ่นเบื่อการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตร คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเชียร์ให้พลิกขั้วอยากให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจอยาก ไม่ได้ถึงขนาดรับไม่ได้เมื่อเห็นคุณเนวินโอบกอดคุณอภิสิทธิ์


    พวกนี้ยืนอยู่บนโลกแห่งความจริงของประเทศไทยที่ไม่สมบูรณ์ทุกอย่าง ไม่ได้ไร้เดียงสาร้องหาแต่สังคมอุดมคติ ไม่ได้ไร้อุดมการณ์ที่ไม่โหยหาการเมืองใหม่
    แต่เมื่อประเทศนี้ยังอยู่ในระบบการเมืองเก่า นักการเมืองไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกคน  
    การแสวงหาหนทางบนวิถีประชาธิปไตย เพื่อทำให้ "คนดี" ได้มีโอกาสทำงานเป็น "ผู้นำประเทศ" ย่อมไม่มีทางเลือกมากนัก และการป้องกันไม่ให้ "คนไม่ดี" กลับเข้ามามีอำนาจย่อมดีกว่ามิใช่หรือ
   ขอร้องเถอะแกนนำพันธมิตร ทั้งรุ่น 1 รุ่น 2 และรุ่น 3 เพื่อนพี่น้องผู้ดำเนินรายการในโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ASTV PAD ที่พูดจาหยามเหยียดคุณอภิสิทธิ์ไม่เลิกราในการไปคบหากับคุณเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวินที่เป็น "กุญแจดอกสำคัญ" ในการพลิกขั้วการเมือง ที่กำลังจะทำให้อดีตนายกฯ ทักษิณ พ่ายแพ้เป็นครั้งแรก
   แล้วยังรณรงค์เรียกร้องในสิ่งที่เป็น "ความฝัน" ให้ตั้ง "รัฐบาลเฉพาะกาล" ที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี "นายกรัฐมนตรี" ที่ไม่ต้องเป็น ส.ส.
   ขอร้องเถอะ นักวิชาการ นักวิจารณ์ คอลัมนิสต์ ไม่ว่าจะเสื้อสีไหนที่กำลังรู้สึกพะอืดพะอมกับการพลิกขั้วการเมืองจากขั้วอดีตพรรคพลังประชาชน มาเป็นขั้วพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังจำเป็นต้องใช้บริการนักการเมืองรุ่นลายครามที่อยู่ในบ้านเลขที่ 111 ที่ยังมีอิทธิพลเหนือพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเดิมทุกพรรค เพื่อให้ได้เสียงข้างมาก 220 เสียงในการเลือก "นายกรัฐมนตรีคนที่ 27" ในวันพรุ่งนี้ (15 ธ.ค.)
   พวกคุณจะปล่อยให้นักการเมืองอย่าง ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เสนาะ เทียนทอง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร แม้กระทั่งสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ยังมีคุณสมบัติครบถ้วนมาเป็นนายกรัฐมนตรี "นอมินี" คนที่ 3 หรือเปล่า
   หรืออยากให้มี "รัฐบาลเพื่อชาติ" กำมะลอ ที่แม้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทยของอดีตนายกฯ ทักษิณ แต่ "นายกรัฐมนตรี" จะไม่เป็นตัวของตัวเองยิ่งกว่าคุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะมาจากพรรคอันดับสาม ที่มีเสียงน้อยมาก
    หรือเรียกร้องอย่างไร้เดียงสาไม่ศึกษาสภาพการเมืองไทย ขอให้ "ยุบสภา" เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งกลับมาใหม่ที่คงไม่แคล้ว "ขั้วเดิม" ชนะท่วมท้นอีก
   แล้วช่วงสุญญากาศเลือกตั้งกับวิกฤติเศรษฐกิจ 2-3 เดือนจะทำอย่างไร ปล่อยให้ประเทศลอยเคว้งคว้างท่ามกลางการปลดไล่พนักงานคนงานออกเป็นรายวัน ก่อนจะได้รัฐบาลหลังเลือกตั้งที่ยังมองไม่เห็นว่าจะเข้ามาแก้วิกฤติหรือเพิ่มวิกฤติกระนั้นหรือ
   ลองถาม อาจารย์พิภพ ธงไชย คุณสุริยะใส กตะศิลา ที่เคยอยู่ในคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยหรือครป.ว่าเป็นอย่างไร ฝืนใจแค่ไหน ช่วงก่อนตัดสินใจเข้าร่วมกับคุณสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันและผู้ดำเนินรายการ "เมืองไทยรายสัปดาห์" จัดตั้งเป็น "กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2549 เพื่อต่อสู้เอาชนะโค่นล้มรัฐบาลทักษิณในทุกวิถีทาง
   ถ้าหากคุณสนธิไม่ประกาศ "พลิกขั้ว" ไม่เอาทักษิณอีกแล้ว หลังจากรู้ความจริงหลายอย่างว่า คุณทักษิณไม่น่าจะใช่ "นายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด" ของประเทศไทยดังเช่นที่เคยหนุนเชียร์อย่างออกหน้าออกตา แล้วยังขายหุ้น "ชินคอร์ป" ให้กลุ่มเทมาเส็กสิงคโปร์ โดยไม่เสียภาษีแม้แต่สลึงเดียว
  อาจารย์พิภพกับคุณสุริยะใสคงละเว้นไม่ถามไม่ติดใจ "ปูมหลัง" ของคุณสนธิที่สนิทชิดเชื้อกับคุณทักษิณ ทั้งส่วนตัวและทางธุรกิจเอื้อกันมามากกว่านักธุรกิจสื่อมวลชนคนใด เมื่อต้องการ "พลังมวลชน" กับ "พลังสื่อ ASTV" ในการโค่นล้มระบอบทักษิณที่เป็นศัตรูร่วมกัน
  ลองถาม อาจารย์นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ที่ถูกก่นด่าบนเวทีพันธมิตรอยู่เป็นประจำ หรือ อาจารย์ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ค่อยๆ ถอยห่างจากเวทีพันธมิตรหรือ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่เดินเข้าไปหาเวทีคนเสื้อแดง
    แม้ทั้งสามคนจะมีจุดยืนกับอดีตนายกฯ ทักษิณไม่ค่อยต่างกันนัก คือ ไม่นิยมทักษิณในดีกรีต่างกัน แต่กลับสอดคล้องกัน รับไม่ได้กับการใช้ความรุนแรงของกลุ่มพันธมิตรทั้งด้วยวาจา การกระทำหลายต่อหลายครั้ง ที่ไม่ใช่ "อหิงสา อารยะขัดขืน" 
   ถึงแม้อาจารย์ "ยิ้ม" สุธาชัยอาจจะไปไกลกว่า 2 คนแรก แต่แทบไม่ต่างจากอาจารย์พิภพ คือ เดินเข้าไปร่วมกับกลุ่มที่มีมวลชนอย่างกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) โดยละเว้นไม่ตั้งคำถามกับวีระ มุสิกพงศ์ กับเพื่อนพ้องว่ารับเงินใครมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 
   ในยามศึกสงครามการใช้กลยุทธ์ "แสวงจุดร่วม  สงวนจุดต่าง" ของกองทัพที่มีกำลังด้อยกว่าศัตรูหลัก ย่อมมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าหากต้องการจะเอาชนะ "ศัตรู" ที่มีความเข้มแข็งกว่า
   แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปจะอยู่ใน อาการพะอืดพะอมกับ "พิธีกรรม" ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดยคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หอบช่อกุหลาบสีแดงดอกใหญ่นำเข้าเนเธอร์แลนด์ไปเยี่ยมบ้านนักการเมืองรุ่นลายครามที่มีพฤติกรรมน่ากังขาไม่น้อยกว่าคุณเนวิน เพื่อชักชวนให้ "พลิกขั้ว"
   ชื่อบรรหาร ศิลปอาชา สมศักดิ์ เทพสุทิน สุวัจน์ ลิปตพัลลพ พินิจ จารุสมบัติ ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ สุชาติ  ตันเจริญ ฯลฯ แทบจะเป็นพิมพ์เดียวกับคุณสมบัตินักการเมืองไทยแบบเก่าดั้งเดิมอย่างคุณเนวิน ชิดชอบ และกลุ่มเพื่อนเนวิน
   กลุ่มองค์กรภาคธุรกิจอย่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทยที่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองเป็นครั้งแรก ผ่านการซื้อหน้าหนังสือพิมพ์ประกาศไม่เอาขั้วการเมืองเดิม เปิดทางให้พรรคอันดับรองลงไปจัดตั้งรัฐบาล ถ้าหากจัดตั้งไม่ได้จึงเลือกหนทางยุบสภา
   พวกเขาคงจะรู้อยู่เต็มอกแล้วว่า พรรคอันดับสอง คือ พรรคประชาธิปัตย์ 165 เสียง ย่อมไม่พอจัดตั้งรัฐบาล จะต้องอาศัยการพลิกขั้วจากพรรคร่วมเดิมทั้งหมด และยังจะต้องทำให้เกิด "งูเห่า" จากพรรคพลังประชาชนเดิมอีก 30-40 ตัวจึงจะสำเร็จ ซึ่งถ้าหากไม่มี "พลังพิเศษ" เข้ามาเป็น "ตัวช่วย" คงจะแทบเป็นไปไม่ได้เลย
   "สีเขียว" ส่งสัญญาณแรงชัด "เห็นด้วย" กับการพลิกขั้วรัฐบาล ที่เป็นวิถีปกติในระบอบประชาธิปไตย
   ย่อมดีกว่าหมดความอดทนกับวิกฤติของบ้านเมืองที่เลวร้ายมากๆ แล้วตัดสินใจลากรถถังออกมารัฐประหาร ดังเช่นวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่มีแต่สร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหาวิกฤติของบ้านเมือง
   จึงได้แต่หวังว่าในวันพรุ่งนี้ 15 ธันวาคม ส.ส.เสียงส่วนใหญ่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง 220 คน จะเลือก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 เพื่อออกจาก "สถานีทักษิณ" เสียทีดังคำเปรียบของอาจารย์ประเวศ วะสี ที่มองเห็นความวิบัติและความรุนแรงรออยู่ข้างหน้า
   หาก "ขั้วเดิม" ยังครองอำนาจได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 แล้วมุ่งแก้รัฐธรรมนูญเพื่อช่วยเหลืออดีตนายกฯ ทักษิณและพวกพ้องมากกว่าแก้วิกฤติเศรษฐกิจของชาติ ดังเช่นที่ผ่านมากว่า 10 เดือนแล้ว ที่ประเทศของเราใช้นายกฯ เปลืองไปแล้ว 2 คน บนซากปรักหักพังของบ้านเมือง

โดย อดิศักดิ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net